ตอนที่ 11 อร่อยดี

1829 Words
วันต่อมา เซวียจื่อฮวาก็ได้ลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกในชีวิต เด็กสาวรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่โชคดีที่อาเพ่ยสามารถช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี จุดแข็งของเซวียจื่อฮวาคือการใช้มีดหั่นหมูเป็นชิ้นเล็กๆ อาจจะเป็นเพราะว่านางเคยได้ฝึกการใช้ดาบกับท่านแม่ทัพใหญ่เซวียมาก่อน การใช้มีดทำอาหารในครั้งนี้จึงได้คล่องแคล่วยิ่งนัก ซ้ำยังสามารถหั่นเป็นชิ้นได้สวยงาม แม้แต่อาเพ่ยยังนับถือ ส่วนจุดอ่อนของเด็กหญิงจื่อฮวาคือการผัดหมูในกระทะ นางไม่สามารถผัดหมูให้อยู่ในกระทะได้ ขณะที่กำลังผัด หมูหลายชิ้นก็หล่นออกนอกกระทะเรื่อยๆ ส่วนการใส่เครื่องปรุงและการควบคุมการใช้ไฟก็มีอาเพ่ยคอยช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ บรรยากาศในการทำหมูตุ๋นน้ำแดงครั้งแรกของเซวียจื่อฮวาเต็มไปด้วยความสนุกสนาน หลิ่วกูกูอมยิ้มเล็กน้อย ในที่สุดการทำอาหารครั้งแรกของเซวียจื่อฮวาก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ระหว่างที่รอให้เนื้อหมูตุ๋นจนเปื่อย หลิ่วกูกูก็พาเซวียจื่อฮวาเรียนมารยาทสตรีรอ การสอนของหลิ่วกูกูจะไม่ใช่การเปิดตำราสอน แต่จะเป็นการเล่านิทานหรือเป็นเรื่องเล่า แล้วสอดแทรกมุมมองให้เด็กสาวได้พยายามครุ่นคิดตามถึงเหตุผลที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม การเปิดโอกาสให้เซวียจื่อฮวาคิดเองเช่นนี้ เสมือนเป็นการยอมรับในความคิดของนาง ทำให้เซวียจื่อฮวารู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและชอบที่จะถกประเด็นความคิดเห็นกับหลิ่วกูกู ซึ่งหลิ่วกูกูเองก็จะไม่ใช้วิธีห้ามปรามหรือคัดค้านหากมีความคิดเห็นต่างจากเซวียจื่อฮวา แต่จะใช้วิธีเล็งให้เด็กสาวคิดถึงผลดีผลเสียต่างๆ ว่ามันคุ้มกันหรือไม่? แบบไหนจะส่งผลประโยชน์ต่อตนเองมากกว่า ถึงแม้ว่าเซวียจื่อฮวาจะหัวทื่อกว่าฝาแฝดตนเองมาก แต่เรื่องง่ายๆ ที่หลิ่วกูกูให้นางคิดเอง เด็กสาวย่อมมีคำตอบในใจ เวลาหนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดน้ำซุปหมูแดงก็ขลุกขลิกหนืดข้น และมีสีแดงเข้มสวยงามมันวาว อีกทั้งเนื้อหมูก็ตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม อาเพ่ยปรุงรสเพิ่มเติมเล็กน้อยและก็ตักไปให้เซวียจื่อฮวาและหลิ่วกูกูได้ชิม นอกจากนี้ยังตักแบ่งไปให้ฮูหยินใหญ่ได้ชิมด้วย เซวียจื่อฮวาและโม่หลันแค่ได้กลิ่นก็น้ำลายแตก แม้จะผ่านพ้นอาหารมื้อกลางวันไปเพียงแค่ครึ่งชั่วยาม แต่พวกนางก็มีท้องสำหรับอาหารอร่อยๆ เสมอ รสชาติหมูตุ๋นน้ำแดงฝีมือของเซวียจื่อฮวาในครั้งนี้ไม่ได้เลวร้ายเลย ติดออกจะเข้มข้นเกินไปด้วยซ้ำ เนื่องจากหมูหล่นออกจากกระทะไปไม่ใช่น้อย ทำให้หนักเครื่องปรุงไปมาก แต่ก็ถือว่าอร่อยไปอีกแบบ ฮูหยินใหญ่ได้ชิมอาหารฝีมือบุตรสาวคนเดียวของนางเป็นครั้งแรกถึงกับหลั่งน้ำตา ไม่เสียทีที่นางตัดสินใจเดินทางไกลเข้ามาเมืองหลวง เพื่อเชิญหลิ่วกูกูมาอบรมสั่งสอนฮวาเอ๋อร์เลย ในที่สุดตอนนี้บุตรสาวของนางก็ดูเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ขึ้นมาบ้าง หลิ่วกูกูเห็นว่าวันนี้เซวียจื่อฮวาเรียนรู้ไปได้เยอะแล้ว นางจึงขอตัวไปพักผ่อน ปล่อยให้เซวียจื่อฮวากินอาหารรสชาติฝีมือตัวเองต่ออย่างมีความสุข เซวียจื่อฮวากินไปก็นึกถึงเรื่องเมื่อวาน จ้าวอวี้บอกว่าเสิ่นจวินหยางเป็นบุคคลที่น่าสงสาร อีกทั้งเมื่อวานนางก็ทำผิดก่อนจริงๆ ก่อนจ้าวอวี้จะกลับเรือน เขากำชับให้แบ่งอาหารที่นางทำเองไว้มอบให้เสิ่นจวินหยางด้วย “หากข้าทำไม่อร่อย จะไม่ขายหน้าแย่หรือ?” “ของที่เราตั้งใจทำ ผู้รับย่อมซาบซึ้งใจ เจ้าเอาอาหารที่ตั้งใจทำมอบให้เขา พร้อมทั้งขอโทษเขาอย่างจริงใจอีกครั้ง ข้ามั่นใจว่าจวินหยางจะอภัยให้เจ้าแน่นอน” เมื่อเซวียจื่อฮวาคิดมาถึงตรงนี้ นางจึงให้อาเพ่ยไปจัดเตรียมหมูตุ๋นน้ำแดงใส่กล่องเอาไว้ อีกทั้งตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาที่เซวียจ้าวอวี้กำลังจะกลับถึงจวนแล้ว นางจึงล้างมือล้างปาก จากนั้นก็เดินไปรอแฝดตัวเองที่หน้าจวน เมื่อบ่าวรับใช้เปิดประตูใหญ่หน้าจวน รถม้าของตระกูลเสิ่นก็มาถึงพอดี หลังจากที่เซวียจ้าวอวี้ลงจากรถม้าเรียบร้อยแล้ว เสิ่นจวินหยางก็สั่งคนขับรถม้าให้กลับจวนทันที เซวียจื่อฮวาได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า นางยังไม่ได้มอบอาหารที่ลงมือทำเองให้เขาเลย เด็กสาวจึงตะโกนขัดคำสั่งเสิ่นจวินหยางขึ้นมาทันที “หยุดก่อน! อย่าเพิ่งไป!” เสิ่นจวินหยางได้ยินเสียงเซวียจื่อฮวาก็อารมณ์เสีย วันนี้นางจะมาหาเรื่องอะไรอีก! เขาจึงย้ำคำสั่งกับคนขับรถม้าอีกครั้ง “ไปได้” สถานการณ์ตอนนี้ช่างชวนให้คนขับรถม้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก โชคดีที่เซวียจ้าวอวี้พูดเสริมขึ้นมาก่อน เพราะเขาอยากให้ทั้งสองคนเป็นมิตรกัน “จวินหยาง จื่อฮวาอยากมาขอโทษเจ้า” เสิ่นจวินหยางได้ยินครั้งแรกก็นึกว่าตัวเองฟังผิด จึงเปิดม่านหน้าต่างของรถม้าก็เห็นว่าเซวียจื่อฮวาถือกล่องอาหารยืนอยู่ข้างๆ รถม้า เด็กชายกลอกตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินลงจากรถม้าไปหาเซวียจื่อฮวา เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวผู้นี้จะก้มหัวลงและกล่าวคำขอโทษเขาก่อน ซ้ำยังยื่นกล่องอาหารเป็นการขอโทษเรื่องเมื่อวานอีก จากน้ำเสียงและท่าทางของเซวียจื่อฮวาทำให้เสิ่นจวินหยางรู้ว่านางมาขอโทษเขาอย่างจริงใจ ไม่ได้เสแสร้ง เพียงแต่ว่าสายตาที่นางมองเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก่อนเซวียจื่อฮวามักมองเขาอย่างดูแคลน ไม่เกรงกลัวเขา ซ้ำยังพร้อมจะหาเรื่อง แต่วันนี้นางมองเขาแบบนี้ คล้ายๆ สงสารเขา? หรืออาจจะเห็นใจเขา? นางมองเหมือนเขาเป็นคนที่มีชีวิตน่ารันทด น่าขันนัก! เขามีอะไรให้น่าสงสารกัน หรือเขาอ่านสายตาของนางผิด บางทีนางอาจจะจงใจทำให้เขาตายใจ ยอมกินอาหารที่นางทำเป็นครั้งแรกในชีวิต รสชาติอาหารของคนที่ไม่เคยทำอาหารไม่รู้จะย่ำแย่เพียงใด ช่างมันเถอะ! อย่างน้อยนางก็ตั้งใจมาขอโทษเขา คุณชายใหญ่ผู้นี้จะไม่คิดเล็กคิดน้อยถือสาหาความกับสตรีหยาบกระด้างผู้หนึ่ง! เสิ่นจวินหยางยื่นมือไปรับกล่องอาหาร พร้อมกล่าวขอบคุณเบาๆ จากนั้นก็ขึ้นรถม้าและสั่งให้คนขับรถม้ากลับจวนทันที! เซวียจื่อฮวาแทบจะปรับอารมณ์ตัวเองไม่ทันหลังจากที่เห็นพฤติกรรมของเสิ่นจวินหยางเช่นนี้ ตอนแรกนางก็สงสารที่เห็นว่าเขาเป็นพวกหลงทิศหลงทาง แต่ท่าทางอวดดีเช่นนี้ ช่างน่าหมั่นไส้ที่สุด! เขาทำเหมือนกับว่าหากพูดกับนางเพิ่มขึ้นสักหนึ่งประโยค โลกจะแตกอย่างไรอย่างนั้น! เฮอะ! ไม่สนใจแล้ว! เซวียจ้าวอวี้เห็นแฝดตัวเองเริ่มไม่พอใจก็รีบเข้าไปพูดคุยเบี่ยงเบนความสนใจของนาง “นี่เจ้าแบ่งให้จวินหยางหมดเลยหรือ? ของข้าเล่า?” “ส่วนของเจ้า ข้าตักแบ่งไว้ให้แล้ว ข้าขอบอกไว้เลยนะว่าอร่อยมากเลย ถ้าเจ้าไม่ได้กินแล้วจะเสียใจ” “ข้าหิ้วท้องรอฝีมือเจ้าเลยนะ วันนี้อาหารในวังมีแต่ของอร่อยๆ ข้าต้องอดใจไม่กินมาก ประเดี๋ยวท้องเล็กๆ ของข้าจะไม่มีพื้นที่กินหมูตุ๋นน้ำแดง” เซวียจ้าวอวี้พูดไปก็ลูบท้องไป ทำท่าทางเหมือนคนหิวโหยมาก จนเซวียจื่อฮวาหัวเราะ เสแสร้งยิ่งนัก! “เช่นนั้นก็รีบไปกิน” เซวียจื่อฮวาถูกเซวียจ้าวอวี้เบี่ยงเบนความสนใจได้สำเร็จ นางรีบคว้ามือแฝดตนเองวิ่งไปที่เรือนหลันฟางอย่างอารมณ์ดี เรื่องที่โกรธเสิ่นจวินหยางออกไปจากสมองของนางหมดแล้ว เมื่อเสิ่นจวินหยางกลับมาถึงที่เรือนตนเองก็พบว่าเสิ่นอันหยางน้องชายของเขากำลังนอนกลิ้งเล่นอยู่ที่ห้องโถง ท่าทางสบายๆ ไม่ถือตัว ไม่มีกิริยามารยาทเหมือนคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่แบบนี้ ทำให้เขานึกไปถึงเซวียจื่อฮวา พวกลูกคนเล็กของบ้านมักจะเป็นเช่นนี้กันหมดเลยหรือ? “พี่ใหญ่ กลับมาแล้ว” เด็กน้อยเห็นพี่ชายตนเองกลับมาก็ดีใจ จากนั้นจมูกของเสิ่นอันหยางก็ได้กลิ่นหอมๆ เขาทำจมูกฟุดฟิดสูดดมหาที่มาของกลิ่น ไม่ต่างอะไรกับท่าทางสุนัขเลยสักนิด “พี่ใหญ่ กลิ่นอะไร หอมมาก” เสิ่นจวินหยางไม่เชื่อมั่นในรสชาติและฝีมือการทำอาหารของเซวียจื่อฮวาอยู่แล้ว ไหนๆ น้องชายเขาชอบกินก็ยกให้เลยแล้วกัน เขายื่นกล่องอาหารให้เสิ่นอันหยางพร้อมบอกที่มาของอาหารกล่องนี้ “พี่สาวข้างจวนเจ้าทำอาหารครั้งแรกในชีวิตของนาง เจ้ากล้ากินหรือไม่?” เสิ่นอันหยางพยักหน้าทันทีโดยไม่คิดอะไร กลิ่นหอมขนาดนี้ต้องอร่อยแน่นอน! เด็กน้อยเปิดกล่องอาหารทันที สายตาของเสิ่นอันหยางจ้องมองไปยังอาหารในกล่องอย่างตกตะลึง น้ำลายของเขาก็ไหลออกมาทันที นอกจากกลิ่นจะหอมมากแล้ว สีของเนื้อหมูก็สวยงามมันวาวมาก เด็กน้อยหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกินทันที “พี่ใหญ่ อร่อยมาก” เสิ่นจวินหยางเห็นหน้าตาของหมูตุ๋นน้ำแดงก็ผิดคาดไปมาก มันดูน่ารับประทานมาก ถึงแม้เสิ่นอันหยางจะพูดว่าอร่อยมาก แต่เขาก็ไม่เคยเห็นว่าน้องชายคนนี้จะบอกว่าอาหารอะไรไม่อร่อยสักอย่าง กินอะไรก็อร่อยไปหมด “เช่นนั้นก็กินให้มากๆ” เสิ่นอันหยางมีความสุขกับการได้กินของอร่อย แต่เขาก็ไม่ใช่เด็กที่เห็นแก่กิน เมื่อได้กินของอร่อยๆ ก็ชอบแบ่งปันให้คนอื่นได้กินด้วย ดังนั้น เด็กน้อยจึงคีบตะเกียบหยิบเนื้อหมูหนึ่งชิ้นใส่ปากพี่ใหญ่ของเขาทันที เสิ่นจวินหยางไม่ทันตั้งตัว ตะเกียบที่คีบหมูตุ๋นน้ำแดงก็เข้าปากเขาแล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลเสิ่นสำลักเล็กน้อย แต่รสชาติหมูตุ๋นที่อยู่ในปากก็อดทำให้เขาตะลึงไม่ได้ อร่อยดี...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD