และแล้ววันที่ฉันได้ออกมาทำจิตอาสากับพี่ลูคัสก็มาถึง และเหตุผลที่พี่ลูคัสมาครั้งนี้ฉันก็รู้แล้วว่าเพราะผู้หญิงคนนั้นที่เขาชอบนั่นเอง
เหอะ! ฉันคิดว่าจะได้อยู่กับพี่ลูคัสโดยไร้ผู้หญิงคนนั้นแล้วซะอีก แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อย่างที่คิด
“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย” พี่กฤษที่นั่งกับฉันว่าขึ้น
“ก็เบื่อนี่คะ” ฉันพูดก่อนจะกอดอกหันมองออกไปข้างทาง
“ไอ้ลุคมันก็ไม่ใช่คนรักสัตว์อยู่แล้ว คิดว่าเหตุผลที่มันมาจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ”
“ไม่ต้องย้ำก็ได้ค่ะ!” เพราะภาพที่เห็นมันให้คำตอบได้ดีกว่าคำพูดซะอีก
“ถึงแล้วค่ะ เดี๋ยวขอแรงผู้ชายช่วยยกของลงจากรถด้วยนะคะ” แล้วพี่คนหนึ่งก็พูดขึ้นหลังจากรถขับเข้ามาสถานที่แห่งหนึ่งก่อนทุกคนจะเริ่มถยอยลงจากรถ รวมถึงฉันด้วย
“ใส่ไว้ แล้วก็ไปหาร่มยืนรอ หน้าแดงหมดแล้วเดี๋ยวไม่สบาย” พี่กฤษว่าพร้อมกับสวมหมวกให้ฉัน เพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างร้อนจนทำให้ฉันหน้าแดงเพราะแสงแดดนั่นเอง
“ค่ะ” ฉันบอกก่อนจะเดินไปรอใต้เงาหลังคาที่ยื่นออกมาพอให้ร่ม
ส่วนผู้ชายที่มาก็ช่วยกันยกของพวกอาหารแห้ง อาหารเม็ดสำหรับหมาที่นำมา แต่ด้วยจำนวนผู้ชายที่มาค่อนข้างน้อยกับของที่เยอะ เลยทำให้เสียเวลาตรงนี้นิดหน่อย ถึงจะมีผู้หญิงไปช่วยกันบ้างก็ตาม
แล้วก็มีบางส่วนที่เข้าไปติดต่อกับด้านในรอแล้ว ส่วนฉันที่รู้จักแค่พี่กฤษกับพี่ลูคัสก็ได้แต่ยืนรออยู่ใกล้ๆ เพราะคนที่มาวันนี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาทุนนั่นเอง เพราะพวกเขาต้องทำจิตอาสาเพื่อเก็บหน่อยกิตที่เยอะกว่านักศึกษาทั่วไป แต่นักศึกษาทั่วไปที่อยากร่วมก็ไม่มีปัญหาอะไร
“เข้าข้างในกัน” หลังจากยกของใส่รถเข็นกันจนเสร็จ พี่กฤษก็เดินมาตามฉัน
“ค่ะ” ฉันเดินข้างๆ พี่กฤษโดยเลือกเดินตรงกลางระหว่างพี่กฤษกับพี่ลูคัสนั่นเอง
แต่พอเขาเห็นฉันอยู่ใกล้ๆ เขากลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อหนีฉันทันที จนฉันได้แต่ยู่หน้าตามหลังเขาไป
“ใจร้ายจัง” ฉันบ่นออกมาพร้อมกับยู่หน้าตามหลังพี่ลูคัสอย่างทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะเดินไปพร้อมกับพี่กฤษต่อ
กึก!
ฉันชะงักเท้าตัวเองทันทีหลังจากเดินเข้ามาถึงจุดที่อาศัยของหมา โดยตอนนี้มีเสียงเห่าดังเบาสลับกันชวนให้วุ่นวายและเวียนหัวไปหมดจนไม่น่าเดินต่อไปเลยสักนิด
“ไหวไหม” พี่กฤษถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ไหวค่ะ” ในเมื่อฉันดื้อดันจะมาเอง
ฉันก็ห้ามเป็นภาระใครเด็ดขาด อย่าทำให้พี่ลูคัสมองว่าฉันเป็นตัวถ่วงที่ทำอะไรไม่เป็น เพราะจากสไตล์ของผู้หญิงคนนั้นที่เขาชอบแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าพี่ลูคัสชอบผู้หญิงเข้มแข็งและทำอะไรด้วยตัวเองได้
ฉันตัดสินใจก้าวต่อไปข้างในอีกครั้งด้วยความพยายาม ถึงแม้ว่าตอนนี้หัวใจฉันจะทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันต้องทำให้ได้
พอมารวมตัวกันด้านในทุกคนก็เริ่มแบ่งหน้าที่กัน ไปทำอาหารเพื่อเอามาให้หมาบางส่วน บางส่วนก็ไปทำอย่างอื่นกัน
“เดี๋ยวช่วยกันยกไปเทให้แต่ละกรงเลยนะ” หลังจากอาหารเสร็จ ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับอาหารใส่กะละมังใบใหญ่เพื่อเอาไปให้หมาตามกรงต่างๆ มีทั้งกรงที่อยู่เดี่ยวๆ แล้วก็กรงที่อยู่รวมกันหลายๆ ตัว
“เราอยู่ข้างนอกนี่แหละ” พี่กฤษพูดบอกฉัน ซึ่งฉันก็ไม่อยากเข้าไปใกล้พวกมันอยู่แล้ว
แต่...
สายตาฉันเห็นพี่ลูคัสช่วยยกกะละมังเข้าไปในกรงหมากรงหนึ่ง แน่นอนว่ากรงนั้นมีผู้หญิงคนนั้นเลือกเข้าไป และฉันไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกันเป็นอันขาด
ฉันหันไปหยิบแกลอนน้ำขนาดห้าลิตรที่ต้องเอาไปเทไว้ด้านในก่อนจะตรงไปที่กรงนั้นทันที
และต้องกลืนน้ำลายลงคอหลังจากถึงหน้าประตูกรง ฉันจะกล้าเข้าไปจริงๆ เหรอ
“แค่เอาน้ำไปเทเอง” แล้วตอนนี้หมาก็กำลังกองกันกินข้าวอยู่ มันไม่หันมาสนใจฉันหรอก
สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเปิดประตูกรงนั้นเข้าไปด้านในแล้วเดินชิดด้านข้างด้วยความระวังและกลัวจนไปถึงรางน้ำที่วางกับพื้น เป็นจุดกินน้ำของหมานั่นเอง ฉันรีบเทน้ำลงไปในรางที่ยังว่างอยู่อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าใจจะอยากไปหาพี่ลูคัสที่ยืนอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนั้น แต่กลับใกล้กับฝูงหมาด้วยนี่สิ
แต่...
อยู่ๆ ก็มีหมาบางตัวกำลังเดินมาทางที่ฉันยืนอยู่ และมันก็ไม่ได้มาตัวเดียว เพราะพอมีหนึ่งตัวเดินมา ก็มีอีกสองตัวเดินมาทางนี้ไม่ต่างกัน
แล้วทำไมขาฉันต้องก้าวไม่ออก ทำไมฉันเลือกจะถอยหลังหนีอย่างเดียวแบบนี้ล่ะ แล้วด้านหลังฉันก็เป็นกรงนะ ฉันจะหนีไปทางไหนได้
“พี่กฤษ!” และสัญชาตญาณแรกของฉันก็คือตะโกน
เรียกคนที่ไว้ใจที่สุดอย่างพี่กฤษทันที
“พี่กฤษ! ฮือออ!” แล้วสุดท้ายฉันก็ร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อหมาพวกนั้นกำลังเดินเข้ามาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ
“เป็นอะไร!” แล้วเสียงของผู้หญิงคนนั้น
พี่กอหญ้า ผู้หญิงที่พี่ลูคัสชอบเธอ และฉันก็ไม่ชอบเธอ แต่กลับเป็นคนที่เดินเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจ
ลูคัส
ผมยืนมองเด็กนั่นร้องไห้ออกมาพร้อมกับหอบหายใจอย่างแรง สายตาจ้องมองไปที่หมาที่อยู่ตรงหน้าเธอ บางตัวก็เดินไปกินน้ำตรงราง บางตัวก็เดินไปนอน โดยตอนนี้มีกอหญ้าที่เข้าไปหาเด็กนั่นและถามออกมา แต่เธอกลับไม่ตอบอะไรออกมา
“อะเกน!” แล้วเสียงไอ้กฤษก็ดังขึ้นด้วยความร้อนรนก่อนจะรีบเดินมาหาเธอทันที
“พี่กฤษ!” แล้วเด็กนั่นก็รีบกอดไอ้กฤษไว้ทันที
“พี่บอกให้รอข้างนอกทำไมไม่ฟัง!” ไอ้กฤษพูดขึ้นเชิงตำหนิแต่ก็เป็นห่วงเด็กนั่นก่อนจะใช้มือกดหัวเด็กนั่นซบเข้าไปที่อกตัวเองแล้วพาเดินออกไป
แต่ท่าทางแบบนี้คืออะไร กลัวหมาเหรอ ถ้ากลัวแล้วจะมาทำไม มาเพราะผมงั้นเหรอ... สิ้นคิดสิ้นดี มาทำให้แต่วุ่นวาย และเป็นภาระของคนอื่นชัดๆ
“นายนี่ใจดำดีนะ เห็นน้องเขากลัวหมาแต่ก็ยังยืนมองอย่างไม่รู้สึกอะไร” แล้วกอหญ้าที่เดินผ่านผมมาก็หยุดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
แต่ผมผิดตรงไหน มันใช่เรื่องที่ผมต้องสนใจด้วยเหรอ ผมไม่รู้ว่าเด็กนั่นกลัวอะไร ขนาดเจ้าตัวที่รู้ตัวยังพาตัวเองมาเลย แล้วแบบนี้จะโทษใครได้ยังไง
แต่ผมกลับไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอะไรกอหญ้าก็เดินออกไปทันที ผมรีบเดินตามเธอออกไปเพื่ออธิบายให้เธอเข้าใจ ผมไม่อยากให้เธอเข้าใจผมผิด เพราะแค่นี้เธอก็แทบไม่เปิดใจให้ผมอยู่แล้ว ถ้าเธอมองผมในแง่ร้ายแบบนี้ต่อ ความหวังของผมจะเหลืออะไรวะ
“ฟังฉันก่อน” ผมเอ่ยเรียกกอหญ้าขึ้นเมื่อเดินตามมาทันเธอ
“ฉันไม่ได้อยากคุยกับนายขนาดนั้น” เธอตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจโดยไม่ได้หันมามองผมเลยแม้แต่น้อย
“แต่เธอเข้าใจฉันผิด”
“สิ่งที่ชัดกว่าคำพูดก็คือการกระทำ” กอหญ้าหยุดแล้วหันมาพูดด้วยสายตานิ่งเรียบก่อนจะเดินต่อไป
สุดท้ายเธอก็เข้าใจว่าผมเป็นคนไม่ดีเป็นคนใจดำไปแล้วสินะ
ถึงแม้ว่าผมจะเป็นแบบนั้น แต่ผมก็อยากบอกเธอว่าผมไม่ได้เป็นแบบนั้นกับทุกคน โดยเฉพาะกับเธอ
“ทำไมดื้อแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ดีรู้ไหม” แล้วเสียงของไอ้กฤษก็ดังเรียกความสนใจของผม ทำให้ผมหันไปตามเสียงก่อนจะเห็นมันกอดลูบหัวเด็กนั่นแล้วดุออกมาอย่างแสนดี
แต่มันลืมอะไรไปหรือเปล่า ว่ามันไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ไม่ใช่แม้กระทั่งญาติของเด็กนั่น มันจะใกล้ชิดแล้วก็ห่วงเด็กนั่นเกินไปหรือเปล่า
แต่อย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจมากก็คงจะเป็นเด็กนั่นที่เธอทำให้กอหญ้าเข้าใจผมผิด ทำให้กอหญ้ามองผมในแง่ลบทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของผมเลยสักนิด เธอมันคือตัวซวยของผมจริงๆ ตั้งแต่มีเด็กนั่นเข้ามา ชีวิตผมก็มีแต่ความวุ่นวาย และไม่มีความสงบสุขเลยสักนิด
ผมเลือกเดินไปทางที่ไอ้กฤษกับเด็กนั่นนั่งอยู่ ก่อนจะหยุดมองทั้งสองคนแล้วพูดออกไปก่อนเดินผ่าน
“เธอแม่งโคตรน่าเบื่อ!”