บ่ายวันหนึ่ง ณ คอนโดใจกลางกรุงเทพมหานคร บรรยากาศภายนอกร้อนอบอ้าว มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา ฯ เป็นเหตุให้ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ในบ้าน เปิดเครื่องปรับอากาศสร้างความเย็นให้ชุ่มชื่นหัวใจ
นับดาวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว มองรูปมารดาในกระเป๋าสตางค์ใบโปรดที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับเธอมาหลายปี กันนั้นหูทั้งสองข้างยังได้ยินเสียงแฟนหนุ่มหัวเราะลั่นมาจากด้านนอก เพราะกำลังเพลิดเพลินอยู่กับหนังเรื่องโปรด ในขณะที่เขามีความสุขอยู่กับตัวเอง แต่ทำไมต้องเป็นเธอที่คิดมากจนหัวแทบจะระเบิด
“หนูจะลองดูนะแม่”
นับดาวปิดกระเป๋าสตางค์ใบเก่า วางทิ้งไว้ข้างเตียงนอนดังเดิม แล้วลุกขึ้นยืนเดินออกมายังนอกห้อง จดจ้องร่างหนาที่กำลังนั่งดูหนังสบายใจเฉิบ เครื่องปรับอากาศในห้องรับแขกปะทะผิวกายของนับดาวจนเธอขนลุกเกรียว ยกสองแขนกอดตัวเองอัตโนมัติ
“เบาทีวีหน่อยได้ไหม”
นับดาวเอ่ยบอกชายหนุ่มที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ และไม่คิดจะหยิบรีโมตใกล้ ๆ ลำตัวมาเบาทีไว้ให้ตามคำขอ หญิงสาวไม่พอใจหากเธอพยายามข่มมันไว้ข้างใน ก่อนสาวเท้าไปหยิบรีโมตแอร์ที่เสียบอยู่ประจำที่มากด เสียงกดปุ่มจากรีโมตแอร์ทำให้ชายหนุ่มหันขวับ ภูดิทไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะเขาเป็นคนขี้ร้อน
“อะไร? เบาแอร์พี่ทำไม”
นับดาวเสียบรีโมตแอร์ไว้เช่นเดิม ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาใกล้กันกับภูดิท ดวงตาเหลือบมองรีโมตทีวีก่อนคว้ามากดเบาเสียง
“เค้าขอคุยกับพี่หน่อยสิ”
“มาคุยอะไรตอนนี้ พี่กำลังดูหนังอยู่” เขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“แต่เค้ามีเรื่องสำคัญจริง ๆ นี่ ขอเวลาแป๊บนึง”
“ไม่ใช่ตอนนี้ อย่าเสียมารยาทสินับ พี่กำลังใช้เวลาส่วนตัว อย่างน้อยเธอก็ต้องรอให้พี่ดูหนังจบก่อน”
“รออีกแล้วเหรอ? พอหนังจบพี่ก็จะไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปดูบอลบ้านพี่ตาม”
น้ำเสียงไม่ปกติจากฝ่ายหญิง ทำให้ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังจะกดเร่งเสียงจากรีโมต เขาเลือกที่จะกดปิดมันทันที ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบฉับพลัน ดวงตาคมเข้มจดจ้องดวงหน้าสวยด้วยความสงสัยใคร่รู้
“มีเรื่องอะไรอยากพูด”
“เมื่อไหร่เราจะแต่งงานกัน”
เมื่อสองปีที่แล้วภูดิทและนับดาวมีแพลนจะแต่งงานกัน แต่ทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพราะแม่ของนับดาวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง หลังจากนั้นมาเขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องแต่งงานอีกเลย ทำราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั้ง ๆ ที่เป็นเขาเองที่ให้สัญญากับมารดาของเธอไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ
“เราคบกันมาหกปีแล้วนะ เค้าอยากแต่งงาน”
นับดาวพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าภูดิทไม่ดีเท่าไหร่ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจดังโดยไม่รู้ตัว ก่อนยกมือขวาเกาหนังปากตนตามความเคยชิน สิ่งที่เขาแสดงออกมาเป็นอาการของคนคิดไม่ตก และนั่นทำให้นับดาวเสียใจ
“พี่สัญญากับแม่เค้าไว้...”
“หยุดเอาคนตายมาอ้าง! ถามจริงนะ แต่งงานสำคัญมากเลยเหรอ? ทุกวันนี้เราก็อยู่ด้วยกันแทบทุกวัน ไม่แต่งก็เหมือนแต่งอยู่แล้ว”
“เฮ้ย! พี่พูดถึงแม่เค้าแบบนี้ได้ไง พี่เองไม่ใช่เหรอที่สัญญากับแม่ไว้อะ”
“พี่ก็ถามเธออยู่นี่ไง ว่าแต่งกับไม่แต่งมันต่างกันยังไง ถ้าเราจัดงานแต่งแม่ของเธอจะฟื้นขึ้นมาแสดงความยินดีกับเราไหม ถ้ามันเป็นอย่างนั้นพี่จะรีบแต่งกับเธอเดี๋ยวนี้เลย”
เป็นคำพูดของคนไม่มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัว และหลายสิ่งหลายอย่างอีกมากมายที่นับดาวรู้สึกต่อภูดิท แต่ก็เลือกกักเก็บมันไว้ข้างในเพราะไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ มีเพียงน้ำตาที่ไหลพรากลงมาไม่ขาดสาย รีบยกหลังมือปาดมัน ก่อนลุกขึ้นจากโซฟาเดินดุ่ม ๆ เข้าห้องนอน ให้หลังประตูปิดลงเสียงภาพยนตร์เรื่องโปรดของภูดิทก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหัวเราะของเขา...
นับดาวร้องไห้จนหายใจไม่ทัน เริ่มมีอาการใจสั่นพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงอกแข็ง อันที่จริงเธอไม่อยากร้องไห้ให้ใครเห็น สำหรับเขาแล้ว ‘การแต่งงาน’ คงไม่มีความหมายใด ๆ เพราะอีกฝ่ายไม่คิดยกย่องเธอออกหน้าออกตา หรือแสดงให้ใครรู้ว่าเราเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน
แต่สำหรับเธอนั้น ‘การแต่งงาน’ คือคำสัญญา ครั้งหนึ่งเขาเคยลั่นวาจาเป็นมั่นเป็นเหมาะต่อหน้ามารดาของเธอ ในยามนั้นท่านมีลมหายใจ...ถึงแม้จะป่วยหนักแต่ท่านก็ทนรอวันสำคัญของลูก...แม้สุดท้ายจะไม่ได้เห็นก็ตาม แต่เขาก็เปล่งคำสัญญาก่อนท่านจะหมดลมหายใจว่าจะแต่งงานและดูแลเธอแทนท่าน
แต่วันนี้คืออะไร? เขาพูดท้าทายคนจากไปราวกับไม่ให้เกียรติกัน อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็เคยเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า ‘แม่’
หลังจากดูหนังจบภูดิทจึงเดินมาหยิบรีโมต ปิดเครื่องปรับอากาศ ก่อนหันกลับมาเคาะประตูห้องนอนเพราะอีกฝ่ายล็อกไว้ รอไม่ถึงสองวินาทีนับดาวก็เปิดประตูให้ เดินผ่านหน้าชายหนุ่มออกมาด้านนอก ตรงมายังส่วนครัวก่อนก้ม ๆ เงย ๆ เตรียมทำมื้อเย็น ส่วนฝ่ายชายหยิบผ้าเช็ดตัวเตรียมอาบน้ำอาบท่า มองไปบนที่นอนเห็นชุดตัวโปรดวางรออยู่แล้ว เขาอมยิ้มเมื่อเห็นความ ‘ใส่ใจ’ จากแฟนสาว
นับดาวทำอะไรง่าย ๆ เพราะเธอจะไม่กินมื้อเย็นเยอะ ส่วนชายหนุ่มเป็นคนกินจุ ทว่าวันนี้ต้องออกไปสังสรรค์กับเพื่อน จึงอยู่กินกับเธอพอเป็นพิธี กับข้าววันนี้มีผัดผักถั่วลันเตาและยำไข่ต้มยางมะตูม หลังจากจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยภูดิทที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จจึงเดินออกมา เขามองหน้าแฟนสาวที่ไม่แม้แต่จะสบตากันยิ้ม ๆ
“คืนนี้ไปด้วยกันไหม เดี๋ยวพี่รอ กินข้าวเสร็จนับก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัว”
“พี่ไปเหอะ เดี๋ยวเค้าจะเก็บกวาดห้องสักหน่อย วันนี้ไม่ได้ทำงานบ้านเลย”
สิ้นสุดคำตอบนับดาวก็ตักข้าวให้แฟนหนุ่ม ก่อนตักให้ตนเองตามลำดับ เมื่อนั่งลงตรงข้ามกันเธอจึงเป็นฝ่ายเปิดเรื่องก่อน
“เค้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับพี่นะ เมื่อเย็นนี้...”
คราแรกภูดิทไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่พูดไป ทว่าอีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาในลักษณะนี้ จู่ ๆ ในอกก็จุกเสียดขึ้นมาดื้อ ๆ ยิ่งมองดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอเขายิ่งละอายใจ
“ไม่มีงานแต่งก็ไม่เป็นไร...งั้นเราจดทะเบียนกันได้ไหม”
“นับ!”
ภูดิทปล่อยช้อนส้อมในมือ เกิดเป็นเสียงดังกระทบจานข้าว พานให้นับดาวสะดุ้งตาแดงก่ำ เธอรีบยิ้มกลบเกลื่อนก่อนประสานสายตาชายหนุ่ม
“เค้าแค่ถามดู พี่ไม่อยากจดก็ไม่เป็นไร...กินต่อเถอะ”
ภูดิทไม่มีอารมณ์จะกินต่อ เขาลุกขึ้นยืนก่อนเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์และกุญแจรถในห้อง หากนับดาวไม่แม้แต่จะมองเขา เธอตักพริกขี้หนูในจานยำไข่ต้มใส่ปากคำแล้วคำเล่า จนใบหน้าเรียวแดงไปทั่วทุกอณู น้ำหูน้ำตาไหลพรากไม่หยุด รีบดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดร่องรอยแห่งความเจ็บปวด
“ไม่ต้องรอนะ น่าจะกลับดึกหน่อย”
นับดาวเงยหน้ามองแฟนหนุ่มแล้วพยักหน้ายิ้มเจื่อน ทั้งที่ในปากยังเคี้ยวพริกขี้หนูตุ้ย ๆ มองแผ่นหลังหนาเดินจากไปจนพ้นเขตประตูห้อง เมื่อประตูปิดลงอีกครั้งนับดาวยังคงตั้งหน้าตั้งตากินกับข้าวตรงหน้า ตักข้าวเพิ่มจนหมดโถ
ถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดสินใจสักที...