บทนำ:ไล่เมียออกจากบ้าน
My wife เมื่อหมดรัก: บทนำ
จริงหรือไม่ว่านานไปความรักย่อมจืดจาง แต่ชีวิตคู่ยังอยู่ต่อไปได้เพราะยังคงเหลือความผูกพัน แต่ถ้าไม่เหลือทั้งรักและผูกพันชีวิตคู่ของเขาและเธอจะเป็นเช่นไร
สกนธี สถาปนิกหนุ่มวัย 35 ผู้รักชีวิตสนุกสนานถึงแม้ว่าจะแต่งงานแล้ว
อิสริยา เจ้าของร้านมินิมาร์ทผู้เป็นภรรยา หญิงสาววัย 30 ปีที่ถึงแม้จะแต่งงานแล้วแต่เธอและเขาก็ใช้เงินคนละกระเป๋า ต่างคนต่างมีงานตัวเอง
ทั้งสองใช้ชีวิตแต่งงานมาจนถึงปีที่เจ็ด ด้วยความที่ต้องดิ้นรนกับสภาวะเศรษฐกิจจนทำให้ความหวือหวาหมดไป สองสามีภรรยาที่ดูเหมือนว่าจะมีชีวิตที่สวนทางกัน วันหยุดของเขาคือวันที่ขายดีของเธอเป็นแบบนี้มาหลายปีดีดักจนสองคนห่างกันไปเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าจิตใจก็จะห่างไปด้วยเช่นกัน เมื่อเธอเห็นว่าในปกเสื้อเขามีรอยลิปสติกและกลิ่นน้ำหอมที่แปลกไป
ปีที่เจ็ด...จะเป็นปีที่เจ็บหรือเปล่า
####################
“น้องเพียงรีบกินข้าวลูก วันนี้แม่ต้องไปซื้อของเข้าร้านค่ะ”
เสียงนั้นทำให้เด็กหญิงวัยห้าขวบรีบทานเร็วขึ้น วันนี้เป็นวันหยุดเด็กหญิงสุพิชชาจะไปที่ร้านกับมารดา
ร้านที่ว่าคือมินิมาร์ทที่แม่ของเธอเป็นเจ้าของ อิสริยาเปิดร้านนี้ตั้งแต่แต่งงานปีแรก เดิมทีก่อนหน้านั้นหญิงสาวทำงานประจำ แต่เมื่อแต่งงานแล้วสกนธีขอให้เธอออกจากงานมาเป็นแม่บ้าน แต่เมื่อเธอยอมทำตามที่เขาขอกลับพบว่าสกนธีไม่สามารถซัปพอร์ตเธอได้เท่าที่ควร และอิสริยาเองก็ไม่อยากขอเงินสามีใช้ เธอจึงตัดสินใจเอาเงินเก็บที่มีมาเปิดร้านมินิมาร์ทที่ตึกเก่าของครอบครัวซึ่งอยู่ในย่านการค้า
“คุณพ่อล่ะคะแม่” เด็กหญิงถามเมื่อนึกขึ้นได้
“คุณพ่อนอนดึกลูกเลยยังไม่ตื่น เราออกไปกันก่อนก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบเด็กน้อยที่ฉลาดขึ้นทุกวัน
“คุณพ่อทำงานดึกหาเงินมาเลี้ยงหนูกับคุณแม่ใช่ไหมคะ”
เด็กหญิงพูดต่อ คนเป็นแม่เงียบกริบเธอไม่อยากทำลายภาพพ่อที่ดีในสายตาของลูก จึงไม่ได้แย้งว่าความจริงแล้วสกนธีมีหน้าที่ในบ้านเพียงแค่จ่ายค่าเทอมลูกเท่านั้น นอกนั้นกินอยู่ ค่าเสื้อผ้าค่าน้ำไฟ ค่าของใช้ แม้แต่ค่ากับข้าวเธอก็ต้องออกเองหมด
สกนธีเดินลงมาจากชั้นบน ชายหนุ่มมีนัดตอนเช้ากับหุ้นส่วนเรื่องโพรเจกต์ใหม่
“วันนี้พี่ต้องไปคุยงานกับนนท์อาจจะกลับดึก เอ๋ไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อนะ” เขาหยิบเอกสารที่โต๊ะทำงานเตรียมออกไปข้างนอก
“คุณพ่อขา หนูอยากไปเที่ยวค่ะ”
เด็กหญิงรีบลงจากเก้าอี้ไปหาบิดา สกนธีก้มลงหอมแก้มลูกสาวหนึ่งฟอดก่อนจะตอบว่า
“วันนี้คุณพ่อไม่ว่างเลยค่ะ น้องเพียงไปกับคุณแม่ก่อนได้ไหมคะ”
เด็กหญิงหน้ามุ่ยแต่ก็ยอมเข้าใจ “งั้นคราวหน้าคุณพ่อต้องไปกับหนูนะ”
“จ้ะ พ่อไปนะคะ” สกนธีอุ้มลูกสาวพากลับมาส่งที่โต๊ะทานอาหารและหยิบกุญแจรถออกไป สักพักเสียงรถยนต์ของเขาออกจากบ้านไปอิสริยาจึงขยับตัว
“ไปกันรึยังคะลูก”
เช้าวันต่อมาอิสริยาเก็บเสื้อผ้าของสกนธีเตรียมแยกใส่เครื่องซักผ้า ปกติวันอาทิตย์เธอจะอยู่บ้านครึ่งวันเช้าทำงานบ้านและเข้าร้านในช่วงบ่าย เธอขมวดคิ้วเมื่อเห็นรอยลิปสติกบนปกเสื้อและกลิ่นน้ำหอมที่ไม่ใช่ของเขา
เธอตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาชานนท์ เพื่อนรุ่นน้องของสามีและเป็นหุ้นส่วนทำบริษัทเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมด้วยกัน
“พี่นนท์เหรอ เอ๋เองนะคะ” เธอบอกเมื่อปลายทางรับสาย
“สวัสดีครับเอ๋” ชานนท์ตอบกลับมา
“เอ๋อยากถามว่าเมื่อคืนพี่เก่งเขาไปคุยงานกับพี่นนท์ใช่ไหมคะ”
“ครับ เมื่อคืนไปคุยกันที่ร้านเฮียหมิง แต่ไม่ดึกนะครับแค่สามทุ่มก็แยกย้าย” ชานนท์ตอบตามตรง
“ขอบคุณค่ะพี่นนท์ ไม่รบกวนแล้วสวัสดีค่ะ”
อิสริยาวางสายเธอรู้สึกหมดแรง ชานนท์บอกว่าแค่สามทุ่มก็แยกย้าย แต่สกนธีกลับมาถึงบ้านตอนตีสอง ที่ผ่านมาเธอปิดหูปิดตามาตลอดจนถึงวันนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากอดทนอีกแล้ว
วันนั้นสกนธีตื่นในตอนเกือบสิบนาฬิกา ตอนนั้นอิสริยากำลังเก็บผ้าที่เริ่มแห้งส่งร้านซักรีด
“อ้าวทำไมเสื้อตัวนี้ไม่เอาไปซักด้วยล่ะเอ๋” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นเสื้อเชิ้ตเมื่อคืนยังอยู่ในถังผ้า
“เมื่อคืนพี่เก่งไปไหนมาคะ” อิสริยาถามโดยไม่หันมามองเขา
“อ้าวพี่บอกแล้วไงว่าไปคุยงานกับไอ้นนท์” สกนธีตอบ เขาขมวดคิ้วเมื่ออิสริยาเดินมาหยิบเสื้อตัวนั้นขึ้นมาแล้วคลี่ให้เห็นปกเสื้อ
“แล้วนี่อะไรคะ”
สกนธีอึ้งเขาไม่รู้ตัวว่าเด็กเมื่อคืนจะทิ้งหลักฐานไว้
“ในร้านแบบนี้ก็มีเด็กดริงก์นั่งคุยเป็นปกติ มันจะอะไรนักหนาล่ะ พี่ไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดีสักหน่อย”
“อ้อ แล้วเลิกคุยสามทุ่มพี่ไปไหนต่อถึงกลับบ้านตีสอง”
หญิงสาวตัดสินใจถามตรงๆ
“นี่เธอโทรไปถามเพื่อนพี่เหรอ ไอ้นนท์มันจะคิดว่าพี่เป็นยังไงเมียถึงโทรเช็กแบบนี้ ก่อนจะโทษคนอื่นดูตัวเองก่อนนะว่าหน้าตาดูได้ไหมโทรมขนาดนี้ใครจะไปอยากอยู่ใกล้ ไม่ขอเลิกก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
สกนธีเอาเสียงดังเข้าข่ม เขารู้ว่าจุดอ่อนเธอคือเรื่องที่อิสริยาจะไม่ยอมให้ลูกขาดพ่อเด็ดขาด ไม่ว่าจะทะเลาะกันกี่ครั้งที่ผ่านมาพอเขาพูดเรื่องเลิกเธอจะเงียบและเป็นฝ่ายยอมเขามาตลอด
แต่วันนี้เธอเองก็ไม่อยากทนแล้ว ที่โทรมที่ไม่สวยเหมือนเดิมก็ไม่ใช่เพราะเขาก็มีส่วนหรอกหรือ
“ถ้ามันแย่ขนาดนั้นก็ไม่ต้องอยู่ค่ะ เราเลิกกันเลยก็ได้” อิสริยาพูดเสียงเรียบ เธอทนข่มความรู้สึกจนกลายเป็นความเก็บกดมาหลายปี
สกนธีโมโหขึ้นมาทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิด “งั้นก็ออกไปเลยเก็บของออกไปทั้งแม่ทั้งลูกบ้านนี้เป็นของพี่เพราะพี่เป็นคนซื้อ ถ้าคิดว่าที่อื่นอยู่ได้ก็ออกไปพาลูกเธอไปด้วย มีปัญญาเลี้ยงลูกเองก็ไปเลย”
เสียงเด็กหญิงสุพิชชาร้องไห้จ้าเมื่อได้ยินพ่อไล่เธอและแม่ อิสริยาตรงไปกอดลูกส่วนสกนธีเดินกระแทกเท้าปังๆ ออกไปจากบ้าน
อิสริยากอดปลอบลูกสักพักจนเด็กหญิงเงียบ และร้องไห้จนหลับไปเอง หญิงสาวปล่อยลูกให้นอนหลับและเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงหลับสนิทดีแล้วหลังจากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มาโทรหาน้องสาว
“แบมเหรอมาช่วยพี่เก็บของหน่อย เอารถที่บ้านมาด้วย” เมื่ออีกฝ่ายรับสายเธอก็แจ้งถึงสิ่งที่ต้องการให้ช่วยทันทีจนน้องสาวงง
“อ้าวพี่เกิดอะไรขึ้น” เสียงน้องสาวถามมาอย่างแปลกใจอิสริยาจึงเล่าเรื่องคร่าวๆ ให้น้องฟังและกำชับว่า
“มาเร็วๆ นะ เดี๋ยวค่อยมาคุยกัน”
“ได้เลยพี่เอ๋ เดี๋ยวจะเอาลูกน้องไปช่วยขนด้วยมันไล่แล้วจะไปอยู่ทำไม”
ฝ่ายนั้นรับคำอย่างโมโห ก่อนสายจะตัดไปอิสริยาได้ยินเสียงน้องสาวเรียกหาลูกน้องเสียงดังไปหมด