5
บ่วงแค้นที่รัดรึง
แม้ฮ่องเต้หลงอี้จะทรงปกป้องลู่เม่ยจากเล่ห์กลของฮองเฮาหมิ่นเจียและเหล่าสนมอย่างออกนอกหน้า แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยก็เริ่มถูกหว่านลงในพระทัยของพระองค์อย่างเงียบงัน
นับตั้งแต่เรื่องราวการไต่สวนในศาลหลวงที่ลู่เม่ยกล่าวถึงชีวิตในวัยเด็กที่กำพร้าพระองค์ทรงตระหนักดีว่าวังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยปริศนา และผู้คนที่เข้ามาล้วนมีเบื้องหลังที่ซับซ้อน ลู่เม่ยเองก็เช่นกันแม้จะทรงรักนางเพียงใดแต่ในฐานะราชันผู้ปกครองแผ่นดินพระองค์จำต้องระแวงสงสัยในทุกสิ่ง
ข่าวลือเกี่ยวกับอดีตของลู่เม่ยเริ่มแพร่สะพัด ฮองเฮาหมิ่นเจียที่ถูกฮ่องเต้พิโรธอย่างรุนแรงจากการพยายามใส่ร้ายลู่เม่ยก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย นางใช้คนของตนสืบค้นเรื่องราวของลู่เม่ยอย่างลับๆ และไม่นานนักเบาะแสบางอย่างก็ถูกส่งไปถึงมือของฮ่องเต้เบาะแสที่ชี้ว่าลู่เม่ยอาจไม่ใช่เพียงเด็กกำพร้าธรรมดาแต่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของตระกูลซูผู้ทรงอำนาจและเคยเป็นศัตรูกับราชวงศ์ในอดีต
คืนหนึ่งหลังเสร็จสิ้นราชกิจ ฮ่องเต้หลงอี้ทรงเรียกหานางกำนัล ชิงเอ๋อร์นางกำนัลคนสนิทของลู่เม่ยให้เข้าเฝ้าที่ตำหนักพระองค์ ทรงตรัสถามเรื่องราวของลู่เม่ยอย่างละเอียด
โดยเฉพาะเรื่องราวในวัยเด็กที่นางไม่เคยเล่าให้พระองค์ฟังทั้งหมด ชิงเอ๋อร์แม้จะภักดีต่อลู่เม่ยแต่ก็หวาดกลัวพระอำนาจของฮ่องเต้ นางจำต้องเล่าถึงบางสิ่งที่เคยได้ยินมาเกี่ยวกับลู่เม่ยเมื่อครั้งที่ยังเยาว์วัย ว่าลู่เม่ยเคยถูกพบในซากปรักหักพังของจวนตระกูลซู หลังจากการกวาดล้างครั้งใหญ่และถูกเลี้ยงดูโดยหญิงชราผู้หนึ่งที่ไม่ใช่ญาติแท้ๆ ของนาง
คำบอกเล่าของชิงเอ๋อร์ทำให้หัวใจของฮ่องเต้หลงอี้เต้นระรัว พระองค์ไม่เคยคิดว่าลู่เม่ยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวอันซับซ้อนเช่นนี้ พระองค์ทรงสั่งให้ขันทีหลี่กงกงสืบค้นเรื่องราวของตระกูลซูอย่างละเอียดอีกครั้งและจับตาดูความเคลื่อนไหวของลู่เม่ยอย่างลับๆ
ความสงสัยเริ่มกัดกินในพระทัยของฮ่องเต้ เมื่อลู่เม่ยเข้าเฝ้าในคืนต่อมา พระองค์ยังคงแสดงความรักใคร่ต่อนางแต่ในสายพระเนตรกลับแฝงด้วยแววที่อ่านยาก ลู่เม่ยสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนางรู้สึกถึงกำแพงบางๆ ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาแม้จะไม่รู้สาเหตุแต่ความรู้สึกไม่สบายใจก็เข้าปกคลุม
ในค่ำคืนนั้นฮ่องเต้ทรงตรัสถามลู่เม่ยถึงเรื่องราวในวัยเด็กอีกครั้ง “เม่ยเอ๋อร์ เจ้าเคยเล่าว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้า แล้วเจ้าจำสิ่งใดเกี่ยวกับบิดามารดาของเจ้าได้บ้างหรือไม่” พระสุรเสียงของพระองค์เรียบเฉย จนลู่เม่ยรู้สึกถึงความผิดปกติ
ลู่เม่ยรู้สึกถึงแรงกดดัน นางพยายามนึกถึงสิ่งที่หญิงชราเคยเล่าให้ฟัง
“หม่อมฉันจำได้เพียงเลือนรางเพคะ ว่าหม่อมฉันถูกพบอยู่เพียงลำพัง และมีหญิงชราผู้หนึ่งเก็บหม่อมฉันมาเลี้ยงดูเพคะ”
ฮ่องเต้ทรงจ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ "เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าจำไม่ได้เลยจริงๆ ว่ามาจากที่ใด"
ลู่เม่ยรู้สึกราวกับถูกบีบรัด นางรู้ดีว่าพระองค์กำลังสงสัยในตัวนาง ความบริสุทธิ์ใจที่เคยเป็นเกราะป้องกัน บัดนี้กลับถูกตั้งคำถาม
“หม่อมฉันขอโทษเพคะฝ่าบาท หากหม่อมฉันมิได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฝ่าบาททราบตั้งแต่แรก เพราะหม่อมฉันมิได้มีผู้ใดและไม่รู้จะเล่าเรื่องเช่นนั้นให้ฝ่าบาททรงทราบได้อย่างไรเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฮ่องเต้ทรงเงียบไปพักใหญ่ พระองค์ทรงเห็นแววตาที่สั่นไหวของลู่เม่ย ทรงรู้ว่านางกำลังหวาดกลัว แต่ก็ยังคงมีความจริงใจอยู่ในนั้น ในพระทัยของพระองค์ยังคงเชื่อมั่นในลู่เม่ย แต่ในฐานะผู้ปกครองแผ่นดิน พระองค์จำต้องสืบหาความจริงให้ได้
“ไม่เป็นไรเม่ยเอ๋อร์” ฮ่องเต้ตรัสในที่สุด “ข้าเพียงอยากรู้จักเจ้าให้มากขึ้นเท่านั้น
แม้คำพูดของพระองค์จะอ่อนโยน แต่ลู่เม่ยก็ยังคงรู้สึกถึงความห่างเหินที่เกิดขึ้น นางรู้ว่าอดีตของนางกำลังจะกลายเป็นบ่วงแค้นที่รัดรึงชีวิตของนางและอาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่แสนเปราะบางนี้ลงได้
เมื่อพระองค์ทรงเลื่อนพระหัตถ์มาสัมผัสใบหน้า ลู่เม่ยหลับตาพริ้ม สัมผัสได้ถึงความรักที่ยังคงมีอยู่ แต่ก็มีความเคลือบแคลงสงสัยปะปนอยู่ด้วย
คืนนั้นบนเตียงบรรทมอันกว้างใหญ่ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเล็กน้อย สร้างเงาที่พาดผ่านร่างของคนทั้งสอง กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ยังคงอบอวลไปทั่วห้องบรรทม ฮ่องเต้ทรงโอบกอดลู่เม่ยไว้แน่น สัมผัสที่คุ้นเคยปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในกายของทั้งสอง
ลู่เม่ยพลิกกายหันหน้าเข้าหาพระองค์ใบหน้าที่ยังคงมีความกังวลฉายชัดฮ่องเต้ทรงลูบไล้เส้นผมดำขลับของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนนั้นปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของลู่เม่ย
“เจ้ายังกังวลเรื่องเมื่อครู่หรือ” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ลู่เม่ยพยักหน้าเล็กน้อย “หม่อมฉันกลัวว่าหากเรื่องราวในอดีตของหม่อมฉันจะนำภัยมาสู่ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ทรงดึงนางเข้ามาใกล้จนแผงอกของทั้งสองแนบชิดกัน สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ประสานกัน
“ไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายข้าได้ตราบเท่าที่เจ้าอยู่เคียงข้าง” พระองค์ตรัส พลางประทับจุมพิตลงบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นใจ
พระหัตถ์ของฮ่องเต้เริ่มเลื่อนลงมาสัมผัสแผ่นหลังเนียนอย่างอ่อนโยน ค่อยๆ ไล้ไปตามแนวสันหลังของนาง ลู่เม่ยรู้สึกถึงความร้อนที่แล่นริ้วไปทั่วร่าง ความปรารถนาที่เคยหลับใหลเริ่มตื่นขึ้นมาอีกครั้ง “อืมมม” แผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอของลู่เม่ยเมื่อสัมผัสของพระองค์เริ่มหนักหน่วงขึ้น
ฮ่องเต้ทรงพลิกกายของลู่เม่ยอย่างช้าๆ ให้หันไปในท่านอนตะแคง พระองค์ทรงโน้มพระพักตร์ลงมา ประทับจุมพิตลงบนลาดไหล่มนของนางอย่างดูดดื่ม ก่อนจะไล่ลงไปตามลำคอระหง ลู่เม่ย สะท้านเฮือก ทุกสัมผัสของพระองค์ทำให้ร่างกายของนางร้อนรุ่มไปหมด มือเรียวของนางจิกกำแน่นบนผืนแพรไหมใต้ร่าง พยายามกลั้นเสียงครางที่พร้อมจะเล็ดลอดออกมา
พระองค์ทรงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แต่ทรงพลัง สร้างความเร่าร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างของลู่เม่ย นางกัดริมฝีปากแน่น พยายามระงับเสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทว่าร่างกายกลับตอบสนองต่อทุกสัมผัสอย่างซื่อตรง
“อ่า... ซี๊ดดด” เล็ดลอดออกมาเป็นระยะ เมื่อฮ่องเต้ทรงรุกเร้าอย่างไม่ลดละ
ฮ่องเต้ทรงกอดรัดลู่เม่ยจากด้านหลังอย่างแนบแน่น ร่างกายของพระองค์เสียดสีกับร่างของนางอย่างเร่าร้อน สัมผัสที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยแรงปรารถนานั้นทำให้ลู่เม่ยสะท้านเฮือกอีกครั้ง ความรู้สึกสุขสมถาโถมเข้าใส่จนควบคุมตัวเองไม่ได้ นางเอนกายพิงแผงอกแกร่งของฮ่องเต้ สองแขนโอบรอบพระกรของพระองค์แน่นขึ้น ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความเร่าร้อน
เสียงครวญคราง แผ่วเบาของลู่เม่ยดังขึ้นในความมืด คลอเคล้าไปกับเสียงหอบหายใจที่รวยรินของคนทั้งสอง ฮ่องเต้ทรงประทับจุมพิตลงบนเรือนผมของนางอย่างดูดดื่ม พลางกระซิบถ้อยคำรักข้างหูดึงให้นางจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งความสุขสมอย่างแท้จริง
ในความมืดมิดของค่ำคืนนั้นความรักและความปรารถนาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีบ่วงแค้นจากอดีตที่คอยรัดรึงอยู่เบื้องหลังแต่ในห้วงขณะแห่งความใกล้ชิดนี้ มีเพียงความรักและความผูกพันที่เชื่อมโยงคนทั้งสองไว้ด้วยกัน
ฮ่องเต้ยังคงสงสัยในอดีตของลู่เม่ย แต่ความเชื่อใจและความรักที่ทรงมีต่อนางก็ยังคงหนักแน่นและมั่นคง ลู่เม่ยเองก็เช่นกัน แม้จะรู้สึกผิดที่ปิดบังเรื่องราวในอดีต แต่เธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างราชันผู้ที่เธอรักไปจนกว่าชะตาชีวิตจะนำพา