6 พันธะที่มิอาจตัดขาด

1979 Words
6 พันธะที่มิอาจตัดขาด แม้เงาของอดีตจะยังคงตามหลอกหลอนและบ่วงแค้นที่รัดรึงอยู่เบื้องหลังจะยังไม่คลี่คลายแต่ความรักที่ฮ่องเต้หลงอี้ทรงมีต่อลู่เม่ย กลับมิได้ลดน้อยลงไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกลับยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับผ่านบททดสอบและเปลวไฟแห่งความริษยามาด้วยกัน ฮ่องเต้ทรงตระหนักแล้วว่าลู่เม่ยมิใช่เพียงสตรีที่มอบความสุขบนเตียงบรรทมแต่เป็นดวงใจที่บริสุทธิ์ สติปัญญาที่เฉียบคมและความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกถึงความสมบูรณ์ที่มิเคยได้รับจากผู้ใด การที่ฮ่องเต้ทรงปกป้องลู่เม่ยอย่างเปิดเผยในทุกสถานการณ์ ทั้งจากเรื่องเครื่องหอมพิษ การร่ายรำและการถูกกล่าวหาว่าขโมยปิ่นหยกหงส์คู่ ทำให้ฐานะของลู่เม่ยในวังหลวงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้จะยังคงเป็นสตรีอุ่นเตียงแต่ไม่มีสนมคนใดกล้าล่วงเกินนางอย่างโจ่งแจ้งอีกต่อไปเหล่านางกำนัลและขันทีต่างก็ปฏิบัติกับนางด้วยความเคารพยำเกรงมากขึ้นเพราะรู้ว่านางเป็นที่โปรดปรานอย่างที่สุดขององค์ฮ่องเต้ ทว่าการกระทำของฮ่องเต้ย่อมไม่รอดพ้นจากสายตาของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะฮองเฮาหมิ่นเจียและท่านเสนาบดีหวังผู้เป็นบิดาของฮองเฮารวมถึงองค์ชายรองหลงเฟย ผู้ซึ่งหมายปองราชบัลลังก์มาโดยตลอด การที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับสตรีที่ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่งเช่นลู่เม่ยย่อมถือเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของราชสำนักและอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้ วันหนึ่งฮ่องเต้ทรงเรียกประชุมเหล่าขุนนางผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์ในท้องพระโรง ทรงประกาศพระราชโองการที่จะเลื่อนฐานะของลู่เม่ยขึ้นเป็นพระสนมขั้นสี่ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสนมที่สูงกว่าสนมปกติทั่วไปและจะได้รับพระราชทานตำหนักส่วนตัวที่ใหญ่ขึ้นพร้อมกับนางกำนัลและขันทีรับใช้จำนวนมากขึ้น ทันทีที่พระราชโองการสิ้นสุดลง เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างพากันแสดงสีหน้าไม่พอใจ ท่านเสนาบดีหวังก้าวออกมาจากแถวพลางคุกเข่าลง “ฝ่าบาท กระหม่อมขอทูลคัดค้านพ่ะย่ะค่ะ!!! ท่านเสนาบดีกล่าวเสียงดังฟังชัดการจะเลื่อนฐานะสนมผู้นี้ควรจะต้องพิจารณาถึงชาติกำเนิดและความเหมาะสมด้วยพ่ะย่ะค่ะ นางลู่เม่ยเป็นเพียงสตรีสามัญที่ไม่มีตระกูลหนุนหลัง การพระราชทานตำแหน่งที่สูงเช่นนี้อาจจะนำมาซึ่งเสียงครหาจากราษฎรได้พ่ะย่ะค่ะ” “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ขุนนางอีกคนกราบทูลเสริม “ตำแหน่งพระสนมขั้นสี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญ ย่อมต้องมาจากตระกูลที่มั่นคง เพื่อรักษาเกียรติของราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้หลงอี้ทรงขมวดพระขนง “ชาติกำเนิดมิได้เป็นตัวตัดสินคุณงามความดีของคนผู้นั้นเสมอไป! ลู่เม่ยมีความเฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์และความสามารถที่สมควรแก่การยกย่อง ยามที่นางอยู่เคียงข้างข้า นางได้ช่วยแบ่งเบาภาระในพระทัยของข้าอย่างหาผู้ใดเปรียบมิได้” คำกล่าวของฮ่องเต้ทำให้ทุกคนเงียบงันไปชั่วขณะ เพราะการที่พระองค์ทรงเอ่ยถึงความรู้สึกส่วนพระองค์เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน องค์ชายรองหลงเฟยก้าวออกมาจากแถวพลางคุกเข่าลง “เสด็จพี่ กระหม่อมมิได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของท่านพี่พ่ะย่ะค่ะ การยกย่องสตรีที่มิได้มีชาติกำเนิดชัดเจนเช่นนี้ อาจทำให้ราชวงศ์ต้าเหลียงเสียชื่อเสียงได้พ่ะย่ะค่ะ และอาจทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ขุนนางและราษฎรได้” ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรองค์ชายรองด้วยสายพระเนตรที่อ่านยาก “เจ้าเป็นเพียงพระอนุชา ไม่ใช่ผู้ที่มีสิทธิ์ก้าวก่ายราชกิจของข้า!” การเผชิญหน้าในท้องพระโรงตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ฮ่องเต้ทรงรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเสถียรภาพของราชวงศ์แต่พระองค์ก็ทรงยืนกรานในพระประสงค์ ในที่สุดด้วยพระราชอำนาจของฮ่องเต้ ลู่เม่ยก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระสนมเม่ยตำแหน่งพระสนมขั้นสี่ตามพระราชโองการ แต่การได้รับตำแหน่งนี้ก็มาพร้อมกับแรงกดดันและภัยคุกคามที่เพิ่มมากขึ้น ลู่เม่ยย้ายจากเรือนพักเล็กๆ มายังตำหนักใหม่ที่งดงามและกว้างขวางขึ้น นางกำนัลชิงเอ๋อร์ก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งให้เป็นหัวหน้านางกำนัลในตำหนักของนาง บรรยากาศรอบตัวลู่เม่ยดูเหมือนจะดีขึ้นแต่ในความเป็นจริงแล้วภัยอันตรายกลับแฝงอยู่ในทุกย่างก้าว ฮองเฮาหมิ่นเจียทรงเรียกสนมทุกคนมาตำหนักฟีนิกซ์อีกครั้ง คราวนี้พระนางทรงมีท่าทีสงบยิ่งกว่าเดิมแต่รอยยิ้มที่มุมพระโอษฐ์กลับเย็นยะเยือก “ยินดีด้วยนะพระสนมเม่ย ที่เจ้าได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “แต่เจ้าก็จงระวังให้ดี ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว และตำแหน่งที่ได้มาง่ายๆ ก็อาจจะเสียไปง่ายๆ ได้เช่นกัน” ลู่เม่ยคุกเข่าลงคำนับ “หม่อมฉันจะน้อมรับพระบัญชาและระมัดระวังตัวเพคะ” หลังจากนั้นไม่นานการกลั่นแกล้งก็เริ่มมีรูปแบบที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น นางกำนัลจากตำหนักฮองเฮามักจะแวะเวียนมาที่ตำหนักของลู่เม่ย อ้างว่ามาเยี่ยมเยียนแต่แท้จริงแล้วกลับมาสอดแนม บางครั้งก็มีของขวัญแปลกๆ ส่งมาให้ ซึ่งลู่เม่ยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับและตรวจสอบ ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้และลู่เม่ยกลับยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น พระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับนางมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการปรนนิบัติบนเตียงบรรทม หากแต่ทรงปรึกษาหารือเรื่องราชกิจสำคัญบางอย่างกับนางอย่างเปิดเผย ลู่เม่ยเองก็ให้คำแนะนำอย่างรอบคอบและชาญฉลาด ซึ่งทำให้ฮ่องเต้ทรงประทับใจเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งฮ่องเต้ทรงพาตัวลู่เม่ยไปยังห้องสมุดหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำกัดเฉพาะเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูงเท่านั้น พระองค์ทรงมอบกุญแจห้องลับแห่งหนึ่งให้แก่นาง ซึ่งภายในเต็มไปด้วยตำราโบราณและเอกสารลับของราชวงศ์ “ห้องนี้เก็บซ่อนความลับมากมายของราชวงศ์” ฮ่องเต้ตรัสกับลู่เม่ย “ข้าเชื่อใจเจ้าเม่ยเอ๋อร์ จึงมอบกุญแจนี้ให้เจ้า เจ้าสามารถเข้ามาค้นคว้าความรู้ได้ตามใจปรารถนา และบางทีเจ้าอาจจะพบเบาะแสเกี่ยวกับอดีตของเจ้าที่นี่ก็ได้” คำพูดของฮ่องเต้ทำให้ลู่เม่ยรู้สึกตกใจและตื้นตันใจในเวลาเดียวกัน การที่พระองค์ทรงมอบความไว้วางใจให้แก่นางถึงเพียงนี้ เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่นางเคยฝันไว้ นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะสืบหาความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตน และอาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะปกป้องความสัมพันธ์ของนางกับฮ่องเต้ได้ ลู่เม่ยเริ่มใช้เวลาว่างในการค้นคว้าตำราและเอกสารในห้องสมุดลับ นางพบข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลซู ซึ่งเป็นตระกูลที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะถูกกล่าวหาว่าคิดก่อกบฏ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ว่าตระกูลซูมีความเกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้และเวทมนตร์โบราณบางอย่าง ซึ่งถูกสั่งห้ามในราชวงศ์ต้าเหลียงมานานแล้ว ลู่เม่ยเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตของตนเอง นางเริ่มจดจำบางอย่างได้เลือนราง ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยถูกปิดผนึกไว้ เริ่มค่อยๆ คลี่คลาย ในคืนหนึ่งลู่เม่ยกลับมายังห้องบรรทมของฮ่องเต้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด นางเพิ่งค้นพบเอกสารเก่าแก่ที่ระบุถึงตราประจำตระกูลซู ซึ่งเป็นตราที่นางเคยเห็นในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันสลักอยู่บนสร้อยคอที่นางสวมติดตัวมาตั้งแต่เด็ก “ฝ่าบาท” ลู่เม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันรู้แล้วว่าหม่อมฉันเป็นใคร” ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าค้นพบสิ่งใดรึเม่ยเอ๋อร์” ลู่เม่ยเล่าถึงสิ่งที่ค้นพบในห้องสมุดหลวงและแสดงสร้อยคอที่นางสวมติดตัวให้พระองค์ทอดพระเนตร ฮ่องเต้ทรงรับสร้อยคอมาพิจารณา พระพักตร์ของพระองค์เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ เพราะตราประจำตระกูลซูนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสัญลักษณ์ของกบฏ “นี่หมายความว่าเจ้าคือ” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ลู่เม่ยพยักหน้า น้ำตาคลอเบ้า “หม่อมฉันอาจจะเป็นทายาทของตระกูลซูเพคะ” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบรรทม ฮ่องเต้หลงอี้ทรงอยู่ในห้วงความคิดที่ซับซ้อน พระองค์ทรงรักลู่เม่ยอย่างสุดหัวใจแต่หากนางเป็นทายาทของตระกูลที่เป็นกบฏ นี่จะนำมาซึ่งความวุ่นวายครั้งใหญ่ต่อราชวงศ์อย่างแน่นอน พระองค์ทรงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญระหว่างความรักกับหน้าที่ของราชัน ลู่เม่ยรู้ดีว่าการเปิดเผยความจริงครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นางก็ไม่ต้องการปิดบังเรื่องราวในอดีตกับพระองค์อีกต่อไป เพราะนางเชื่อมั่นในความรักที่ฮ่องเต้มีต่อนาง และนางพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงไปพร้อมกับพระองค์ คืนนั้นแสงจันทร์นวลผ่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องบรรทม สาดส่องต้องผิวกายของ ลู่เม่ยที่บัดนี้ซบลงบนแผงอกแกร่งของฮ่องเต้หลงอี้ ผืนผ้าไหมที่ปกคลุมกายนั้นบางเบาแทบไม่ได้บดบังเส้นสายอันอ่อนช้อยของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนของฮ่องเต้รินรดอยู่ข้างขมับ ทำให้หัวใจของลู่เม่ยเต้นระรัว ฮ่องเต้หลงอี้โอบรัดเอวคอดของนางไว้แน่น ทรงจรดริมฝีปากลงบนเรือนผมนุ่มสลวย ซับจูบแผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะสลายไป ลู่เม่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาประสานกันในความมืดมิด มีเพียงความปรารถนาอันรุนแรงที่แผ่ซ่านระหว่างกัน ฮ่องเต้ทรงใช้นิ้วเรียวยาวไล้ไปตามแนวสันกรามของนาง ก่อนจะทาบทับลงบนริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ “เม่ยเอ๋อร์” เสียงทุ้มแหบพร่าของฮ่องเต้กระซิบแผ่วเบาชื่อของนางถูกเอ่ยออกมาด้วยความรักใคร่เกินกว่าถ้อยคำจะบรรยาย ลู่เม่ยหลับตาพริ้ม สัมผัสถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านเข้ามาในกายจากจุมพิตที่อ่อนโยนแต่ลึกซึ้ง กลิ่นกำยานอ่อนๆ คละเคล้ากับกลิ่นกายบุรุษที่คุ้นเคย สร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาดในใจของลู่เม่ย นางประคองใบหน้าคมสันของฮ่องเต้ ซับจูบคืนไปอย่างอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่มิอาจต้านทาน เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของฮ่องเต้บ่งบอกถึงความพึงพอใจและโหยหา ทรงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกราวกับต้องการหลอมรวมนางเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันและลมหายใจที่รวยริน ความเร่าร้อนที่แผ่ซ่านนั้นมิได้มาจากเพียงสัมผัสกาย แต่มาจากความผูกพันทางใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าตำแหน่งฐานะหรือกำแพงวังจะบดบังได้ ลู่เม่ยรู้ดีว่าในยามนี้ นางมิได้เป็นเพียงสตรีอุ่นเตียงหากแต่เป็นโลกทั้งใบของราชันผู้ยิ่งใหญ่และฮ่องเต้เองก็ทรงตระหนักว่าท่ามกลางความโดดเดี่ยวบนบัลลังก์ มีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถจุดเปลวไฟแห่งชีวิตในพระทัยให้ลุกโชนได้อีกครั้ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD