บทนำ (๑)
บทนำ
เนื่องจากเธอขอร้องไม่ให้คนที่บ้านไปรับอยู่สนามบิน ฌาร์มจึงส่งรถตู้ไปรอบุตรสาว เที่ยวบินของหล่อนช้าไปสองชั่วโมง คนทั้งครอบครัวจึงชะเง้อมองหน้าบ้านกันจนคอจะยาวเป็นยีราฟ จนได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาในเขตรั้วบ้าน
คนแรกที่ลุกไปคือคุณรุ่งรดา หลานรักกลับจากต่างประเทศทั้งทีท่านดีใจเป็นอย่างมาก เตรียมทุกอย่างไว้ต้อนรับโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นห้องที่เปลี่ยนใหม่ยกเซ็ต หรืออาหารมื้อเย็นที่รังสรรค์แต่ของชอบสาวนักเรียนนอก
เพียงแค่ร่างแบบบางลงจากรถ หล่อนก็โถมกายเข้ากอดคุณยายด้วยความคิดถึง หอมแก้มซ้ายขวาอย่างออดอ้อน ค่อยผละออกเพื่อทักทายคนอื่นบ้าง
“เฌอกลับมาแล้ว!!” บิดาอ้าแขนรอรับลูกสาวคนเดียว
เฌอรีนา ประมุขการณ์...
เรียนจบมหาวิทยาลัยศิลปะจากอเมริกาในสาขาแฟชั่นดีไซน์ มีบริษัทมาจองตัวเข้าทำงานตั้งแต่ยังไม่กลับไทยจากผลงานที่โดดเด่น ความจริงบริษัทที่อเมริกาก็ทาบทามตัวเข้าทำงาน ทว่าหล่อนปฏิเสธเพราะใจที่แน่วแน่อยากกลับบ้านเกิด
มีเรื่องสำคัญต้องทำมากกว่างาน นั่นคือความรักที่ต้องรีบคว้าเอาไว้ก่อนจะมีคนเข้ามาแย่งที่หล่อน
“ลูกสาวพ่อตัวสูงขึ้นหรือเปล่า” ผละออกพลางเงยหน้ามองบิดา เจอคำทักทายด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดู ดวงตาคมอ่อนโยนยามมองบุตรสาวที่ดวงตากลมแวววาวถอดแบบออกมาจากคนเป็นมารดาไม่ผิดเพี้ยน
“สูงขึ้นค่ะ จากร้อยหกสิบห้าเป็นร้อยหกสิบแปดแล้วนะคะ เฌอพยายามทำทุกอย่างให้ตัวเองสูงขึ้น ที่สำคัญต้องใส่ส้นสูงค่ะ” ส่วนสูงที่เพิ่มมาจากส้นสูงที่สวมใส่ต่างหาก
การแต่งตัวของหล่อนเปลี่ยนตั้งแต่เริ่มเรียนแฟชั่น จากเด็กกะโปโลที่ชอบสวมเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ เปลี่ยนมาเป็นเสื้อผ้าหลายแนวที่สามารถนำมาผสมกันอย่างลงตัว
“เจื้อยแจ้วเชียวนะ” ลูบศีรษะมนแล้วถูกแทรกด้วยภรรยาที่รอต้อนรับบุตรสาวเช่นเดียวกัน พวกเขาลางานเพื่อจะได้อยู่รอเฌอรีนากลับบ้าน
ไม่เว้นกระทั่งน้องชายสามคนที่เต็มใจลาโรงเรียนช่วงบ่ายเพื่อรอพี่สาวคนสวย หล่อนไปเรียนต่างประเทศไม่ค่อยได้กลับไทย อยากรีบเรียนรีบจบมากกว่า เวลาว่างจึงยื่นสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกในบริษัทแฟชั่นเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และได้ฝึกฝนฝีมือของตัวเอง
“ไหนขอแม่กอดบ้างสิ” คราวนี้ปริณดาอ้าแขนรอกอดบุตรสาว เธอจึงรีบสวมกอดมารดาที่ตัวเล็กกว่าทันที ความอบอุ่นที่ตนคิดถึง
ครอบครัวมักไปเยี่ยมอยู่อเมริกาแต่ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากเท่าไหร่ หล่อนใช้เวลาส่วนมากกับการทำงาน ช่วงหลังทุกคนจึงไม่ค่อยไปหา เลือกรอคอยการกลับมาของเฌอรีนาอยู่บ้าน
“คุณแม่ คิดถึงคุณแม่จังเลยค่ะ”
“แม่ก็คิดถึงลูก พอหนูไม่อยู่ก็ไม่มีใครไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนแม่เลย น้องชายเราแต่ละคนหาข้ออ้างไม่ไปกับแม่ เหงาจะแย่” ลูกสาวถึงกับหลุดหัวเราะ เข้าใจมารดาทันทีเพราะตอนที่เธออยู่ไทยชอบไปเดินช็อปปิ้งเป็นเพื่อนท่าน ถึงตนจะไม่ค่อยได้ของติดไม้ติดมือมาก็ตาม
“หนูกลับมาแล้วรับรองว่าจะไปช็อปเป็นเพื่อนคุณแม่จนกระเป๋าคุณพ่อฉีกเลย ดีไหมคะ” คราวนี้ปริณดายิ้มกว้างแล้วหัวเราะเสียงสดใส ถึงจะอายุสี่สิบปลายแต่ยังคงความสวยงามเหมือนสมัยเป็นสาวไม่ผิดเพี้ยน
“ดีจ้ะ” ตอบรับบุตรสาวรวดเร็ว
“แต่พ่อว่าอาจจะไม่ดีสำหรับพ่อ” ฌาร์มพูดค้านทันที
ทุกวันนี้ว่างเป็นต้องเข้าช็อปเสื้อผ้าซื้อใหม่ตลอด เพิ่งทำห้องแต่งตัวใหม่ให้คนรัก เสื้อผ้ากว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นของเธอ ซึ่งสามีทำได้เพียงแค่ตามใจ พอจะค้านทีไรก็เจอการออดอ้อนที่จำต้องยอมตกลงด้วยความใจอ่อน
“ฮ่าๆ” สาวจบนอกหัวเราะเสียงดัง
ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาห้อยที่คอ ไม่ใช่แค่พวงเดียวแต่มีถึงสามพวงด้วยกัน พอเงยหน้ามองก็พบน้องชายสามคนที่ตอนนี้สูงจนหล่อนต้องเงยหน้ามอง โดยเฉพาะฌองส์ที่สูงแซงหน้าพี่ทั้งสองคน แต่ใบหน้าก็เรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ จนเธอนึกสงสัยว่าน้องชายคนนี้เป็นหินหรือเปล่า
ต่างจากฌานินทร์ที่ยิ้มตาหยี อารมณ์ดีจนอยากให้นิ่งบ้าง คนปกติที่สุดน่าจะเป็นฌอร์นซึ่งยิ้มให้เฌอรีนาพร้อมกับกล่าวต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับพี่สาว” คำพูดแสนธรรมดาแต่แววตาที่ส่งมาอย่างจริงใจ ทำให้เธอรีบเข้าไปกอดน้องทั้งสามอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยผละออกพลางมองหนุ่มหล่อที่หน้าตาไปคนละแนวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฌานินทร์ที่ได้เชื้อจากฝั่งพ่อค่อนข้างเยอะ มีความเป็นหนุ่มฝรั่งต่างจากพี่น้องคนอื่น
แต่นิสัยก็กวนประสาทจนน่าโมโห ดีที่อยู่คนละบ้าน ไม่อย่างนั้นคงได้ทะเลาะกันทุกวัน
“ทำไมสามคนนี้โตเร็วจังเลย สูงกว่าพี่หมดแล้ว” พูดหยอกล้อโดยไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่แกนนำอย่างฌองส์ดูเหมือนจะไม่รู้ จึงตอบตามความจริงซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่พี่สาวอย่างหล่อนทำหมดทุกอย่าง
“ดื่มนม” เธอเกลียดการดื่มนม
“เล่นบาส” เคยเล่นในคาบวิชาพละแล้วโยนบอลไม่เคยลงห่วงสักลูก จนกลายเป็นไม่ชอบกีฬาชนิดนี้
“โหนบาร์” เป็นสิ่งที่เธอคิดว่าไร้สาระที่สุดแล้ว คนเราจะโหนตัวอยู่เฉยๆ บนบาร์เพื่ออะไร ไม่เข้าใจเลยสักนิด
“เหอะ สูงกว่าหน่อยทำเป็นอวดนะเรา” เชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วโผเข้าไปกอดคุณรุ่งรดาทันทีอย่างเอาใจ ท่านเห็นอย่างนั้นก็ชวนหลานสาวเข้าบ้าน
บ้านหลังใหญ่พอไม่มีเฌอรีนาก็เงียบเหงาน่าดู ปกติจะมีเสียงเจื้อยแจ้วของหลานสาวเพียงคนเดียวพูดคุยตลอดเวลา การกลับมาครั้งนี้คงทำให้บ้านมีสีสันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
“ป่ะ เข้าบ้านกันดีกว่า ยายสั่งให้ยายอาดทำกับข้าวของโปรดหนูไว้เยอะเลย กินข้าววันนี้อิ่มถึงพรุ่งนี้แน่นอน”
“จริงเหรอคะ ไปกันค่ะ คิดถึงอาหารไทยจะแย่” หัวเราะร่วนแล้วเข้าไปในบ้านทันที เธอนอนหลับบนเครื่องแทบไม่แตะอาหารจนท้องเริ่มร้องประท้วง แค่ได้กลิ่นหอมของอาหารไทยที่คุ้นเคยก็น้ำลายสอ อยู่ต่างประเทศไม่ค่อยได้เข้าร้านอาหารไทยเท่าไหร่
ตั้งแต่นี้คงได้กินจนเบื่อเพราะคุณยายหมั่นเอาใจหลานสาวคนสวยซะเหลือเกิน...