10 : กลอุบาย

1911 Words
แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาทางทิศตะวันตก สาดแสงสีส้มทองทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องของจวนอ๋อง กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของปลาเก๋าทอดราดพริกลอยอบอวลออกมาจากห้องเครื่อง บ่าวไพร่ต่างพากันสูดดมกลิ่นหอมนั้นด้วยความหิว มู่หรงเยี่ยนก้าวเท้าลงจากรถม้าด้วยความรู้สึกอ่อนล้าจากการถกเถียงกับขุนนางเฒ่าในสภาขุนนาง ทว่าเมื่อกลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูก ความเหนื่อยล้าก็พลันมลายหายไปเกือบครึ่ง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "จิ้งจอกน้อยคงเตรียมอาหารไว้รอแล้วสินะ" เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าสู่เรือนหลันฮวาด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ภายในห้องโถงรับประทานอาหาร เจียงรุ่ยฉีนั่งรออยู่ที่โต๊ะกลม นางสวมชุดสีเหลืองอ่อนปักลายดอกเบญจมาศดูสะอาดตา เมื่อเห็นสามีเดินเข้ามา นางก็ลุกขึ้นต้อนรับพร้อมรอยยิ้มหวานที่ดูประดิษฐ์ขึ้นเล็กน้อย "ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือเพคะ อาหารกำลังร้อนได้ที่เลย" มู่หรงเยี่ยนหรี่ตามองภรรยาอย่างจับผิด ปกตินางจะยิ้มแย้มก็ต่อเมื่อเห็นเงินตำลึงทอง แต่วันนี้กลับยิ้มหวานต้อนรับเขาเช่นนี้ ย่อมต้องมีแผนการบางอย่างซ่อนเร้น "วันนี้เจ้าดูเอาใจใส่เปิ่นหวางเป็นพิเศษ" เขานั่งลงที่หัวโต๊ะ รับผ้าเช็ดมือจากสาวใช้ "คงมิใช่ว่าทำแจกันใบโปรดของเปิ่นหวางแตก หรือแอบเอาสมบัติชิ้นไหนไปขายอีกกระมัง" "ท่านอ๋องก็ตรัสเกินไป" เจียงรุ่ยฉีคีบเนื้อปลาขาววางลงในถ้วยของเขา "หม่อมฉันเพียงแต่เห็นว่าท่านอ๋องทำงานหนักเพื่อบ้านเมือง ภรรยาที่ดีก็ควรปรนนิบัติสามีให้หายเหนื่อยมิใช่หรือเพคะ" มู่หรงเยี่ยนคีบปลาเข้าปาก รสชาติเผ็ดร้อนกลมกล่อมของพริกผสมผสานกับความสดหวานของเนื้อปลาทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก เขาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วจ้องหน้านางตรงๆ "ว่ามาเถิด เจ้าต้องการอะไร" เจียงรุ่ยฉีเห็นว่าปิดบังไปก็เท่านั้น นางจึงวางตะเกียบลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก หม่อมฉันปิดบังอะไรมิได้เลย" นางเว้นจังหวะเล็กน้อย "เรื่องมีอยู่ว่า วัตถุดิบยางไม้สำหรับทำพื้นรองเท้าทหารกำลังขาดตลาดเพคะ พวกพ่อค้าคนกลางในตลาดมืดสมรู้ร่วมคิดกันกักตุนสินค้า เพื่อโก่งราคาขายให้สูงขึ้นสามเท่าตัว" "สามเท่า" มู่หรงเยี่ยนขมวดคิ้ว "พวกมันกล้าหากินบนหลังทหารเชียวรึ" "เพคะ หากเรายอมซื้อในราคานี้ งบประมาณที่ท่านอ๋องให้มาจะไม่พอจ่าย และหม่อมฉันก็จะขาดทุนย่อยยับ แต่หากไม่ซื้อ งานก็จะเสร็จไม่ทันกำหนด" นางสบตาเขาด้วยแววตาเว้าวอน "หม่อมฉันจึงอยากขอแรงท่านอ๋อง... ช่วยเล่นละครตบตาพวกเขาสักฉากเพคะ" "เล่นละครรึ" มู่หรงเยี่ยนเลิกคิ้วสนใจ "เจ้ามีแผนการอย่างไร" เจียงรุ่ยฉีกระซิบแผนการอันแยบยลให้เขาฟัง มู่หรงเยี่ยนฟังแล้วก็อดทึ่งในความเจ้าเล่ห์เพทุบายของนางมิได้ แผนการนี้เรียกว่า 'ยืมดาบฆ่าคน' โดยแท้ "ร้ายกาจ" เขาเอ่ยชม "เจ้านี่มันจิ้งจอกพันปีกลับชาติมาเกิดชัดๆ" "แล้วท่านอ๋องจะช่วยหม่อมฉันหรือไม่เพคะ" มู่หรงเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ "ช่วยก็ได้ แต่เปิ่นหวางไม่ได้ทำให้เปล่า ๆ นะ" "ท่านอ๋องต้องการสิ่งใดเพคะ ส่วนแบ่งเพิ่มหรือ" "เงินทองเปิ่นหวางมีเยอะแล้ว" เขาใช้สายตามองไปทั่วใบหน้างดงามของนาง "เปิ่นหวางต้องการ... คืนนี้เจ้าต้องนวดไหล่ให้เปิ่นหวางจนกว่าเปิ่นหวางจะหลับ และห้ามบ่นว่าเมื่อยเด็ดขาด" เจียงรุ่ยฉีถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าเขาจะขออะไรที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวมากกว่านั้น "ตกลงเพคะ แค่นวดไหล่ สบายมาก" เช้าวันรุ่งขึ้น ณ โรงน้ำชา โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าพ่อค้าวานิชรายใหญ่ในเมืองหลวง เสียงพูดคุยจอแจดังเซ็งแซ่ หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นเรื่องสงครามการค้าและกำไรขาดทุน ที่โต๊ะมุมหนึ่ง พ่อค้าอ้วนพุงพลุ้ยกำลังหัวเราะร่ากับพรรคพวก "ฮ่าๆๆ ข้าได้ข่าวว่าโรงช่างสกุลเจียงกำลังวิ่งวุ่นหายางไม้กันให้ควั่ก อีกไม่กี่วันพวกมันต้องยอมคลานเข่ามาขอซื้อยางไม้จากข้าในราคาแพงแน่" "ท่านประมุขหลิวช่างมองการณ์ไกล" พ่อค้าอีกคนยกยอปอปั้น "กองทัพเยี่ยนอ๋องต้องการรองเท้าด่วน อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่มีทางเลือก" ทันใดนั้น บรรยากาศในร้านก็เงียบลงเมื่อร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน พร้อมด้วยองครักษ์หน้าดุและสตรีโฉมงามที่เดินก้มหน้าตามหลังมา "ท่านอ๋องเยี่ยน" เหล่าพ่อค้ารีบลุกขึ้นคารวะด้วยความตื่นตระหนก มู่หรงเยี่ยนทำเพียงปรายตามองแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางร้านอย่างถือดี ฉางคงตะโกนสั่งเจ้าของร้าน "เอาน้ำชาที่ดีที่สุดมา แล้วกันคนออกไปให้หมด ท่านอ๋องต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาการค้า" เจียงรุ่ยฉีที่สวมบทบาทพ่อค้าตกยาก นั่งลงฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าวิตกกังวล "ทะ... ท่านอ๋องเพคะ เรื่องยางไม้ที่ขาดตลาด..." นางเริ่มบทสนทนาเสียงดังพอให้โต๊ะข้างๆ ได้ยิน "พอที" มู่หรงเยี่ยนตบโต๊ะเสียงดังปัง ทำเอาสะดุ้งกันทั้งร้าน "เปิ่นหวางบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าไม่ต้องการยางไม้ห่วยๆ พวกนั้นอีก ยางไม้จากภาคกลางมันเปราะง่าย ยามเจอความหนาวเย็นทางเหนือก็แตกหักเสียหาย ทหารของเปิ่นหวางเดินเท้าเปล่ายังดีเสียกว่าใส่รองเท้าขยะพรรค์นั้น" "แต่ว่าท่านอ๋องเพคะ..." เจียงรุ่ยฉีบีบน้ำตา "หากไม่ใช้ยางไม้ แล้วจะใช้อะไรทำพื้นรองเท้าเล่าเพคะ โรงช่างของหม่อมฉันเตรียมการผลิตไว้หมดแล้ว" "เปลี่ยนไปใช้หนังวัวตากแห้งอัดแข็งแทน" มู่หรงเยี่ยนประกาศกร้าว "เปิ่นหวางเพิ่งได้ข่าวจากพ่อค้าต่างแดนว่า หนังวัวตากแห้งผสมยางสนชนิดพิเศษมีความทนทานกว่ายางไม้ทั่วไปถึงสิบเท่า เปิ่นหวางจะยกเลิกคำสั่งซื้อเดิมทั้งหมด แล้วสั่งทำใหม่ด้วยสูตรนี้" "ยกเลิกหรือเพคะ" เจียงรุ่ยฉีร้องเสียงหลง "ท่านอ๋องทำเช่นนี้มิได้นะเพคะ หากยกเลิกตอนนี้ ยางไม้ที่หม่อมฉันสั่งจองไว้ก็จะกลายเป็นของไร้ค่า หม่อมฉันจะเอาไปขายใครได้" "เรื่องของเจ้า" มู่หรงเยี่ยนตอบอย่างเย็นชา "เปิ่นหวางให้เวลาเจ้าสามวัน ไปหาหนังวัวมาให้ได้ หากทำไม่ได้ เปิ่นหวางจะไปจ้างสกุลอื่นทำแทน ส่วนยางไม้เน่าๆ พวกนั้น เจ้าก็เอาไปเผาทิ้งเสียเถอะ ไม่มีใครเขาใช้กันแล้ว" กล่าวจบ มู่หรงเยี่ยนก็ลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อเดินออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้เจียงรุ่ยฉีนั่งฟูมฟายอยู่กลางร้าน ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าพ่อค้า ทันทีที่ท่านอ๋องคล้อยหลัง ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้น "แย่แล้ว ท่านอ๋องยกเลิกการใช้ยางไม้แล้ว" "ยางไม้ใช้การไม่ได้แล้วรึ ข้ากักตุนไว้ตั้งพันกระสอบ" "ขาย เร็วเข้า รีบขายออกไปก่อนที่มันจะกลายเป็นขยะ" พ่อค้าอ้วนแซ่หลิวที่เคยหัวเราะร่าเมื่อครู่ บัดนี้หน้าซีดเผือดเหงื่อท่วมตัว เขารีบตะโกนเรียกบ่าวรับใช้ "ไป ไปบอกหน้าร้าน ลดราคายางไม้ลงครึ่งหนึ่ง... ไม่สิ ลดลงเหลือแค่สองส่วน ใครมาซื้อขายให้หมด ขายให้เกลี้ยง" ภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม ข่าวลือเรื่องกองทัพยกเลิกการใช้ยางไม้ก็แพร่สะพัดไปทั่วตลาด ราคายางไม้ที่เคยพุ่งสูงเสียดฟ้า ร่วงกราวรูดลงมาต่ำติดดิน พ่อค้าต่างพากันเทขายหนีตายกันจ้าละหวั่น ยามบ่าย ณ โรงช่างสกุลเจียง เจียงรุ่ยฉีนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ มองดูบ่าวไพร่ที่กำลังขนยางไม้คุณภาพดีเข้ามาเก็บในโกดัง ยางไม้เหล่านี้คือนางให้คนไปกว้านซื้อมาจากพ่อค้าที่ตื่นตระหนกในราคาถูกแสนถูก "พระชายาปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" หัวหน้าช่างกล่าวยกย่องด้วยความเลื่อมใส "ด้วยราคานี้ ต้นทุนการผลิตรองเท้าลดลงไปกว่าครึ่ง เราจะมีกำไรมหาศาล" "กำไรส่วนนี้ ข้าจะนำไปซื้อหนังนิ่มมาบุภายในรองเท้าเพิ่ม" เจียงรุ่ยฉีสั่งการ "ถึงเราจะซื้อมาถูก แต่คุณภาพงานต้องดีที่สุด ข้าไม่ต้องการให้ท่านอ๋องเสียหน้า เข้าใจหรือไม่" "พ่ะย่ะค่ะ" เจียงรุ่ยฉียิ้มกว้าง นางไม่เพียงแต่แก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนได้ แต่ยังได้กำไรส่วนต่างมาพัฒนาสินค้า และที่สำคัญ... นางได้สั่งสอนพวกพ่อค้าหน้าเลือดให้รู้สำนึกว่า อย่าได้ริอาจมาเล่นกับคนของจวนเยี่ยนอ๋อง ตกดึก คืนนั้น ภายในห้องนอนเรือนหลันฮวา มู่หรงเยี่ยนนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่มีกล้ามเนื้อแน่นตึง เจียงรุ่ยฉีนั่งซ้อนหลังเขา ลงมือนวดคลึงที่ไหล่และต้นคอให้อย่างตั้งใจ "แรงอีกนิด" มู่หรงเยี่ยนสั่งเสียงอู้อี้ "ตรงนั้นแหละ เส้นตึงชะมัด" "ท่านอ๋องทำงานหนักเกินไปแล้วเพคะ" เจียงรุ่ยฉีออกแรงกดนิ้วโป้งลงบนจุดที่ตึงเครียด "วันหลังต้องหาเวลาพักผ่อนบ้างนะเพคะ" "ก็เพราะใครเล่าที่ใช้เปิ่นหวางไปเล่นละครตบตาชาวบ้าน" เขาบ่นแต่ในน้ำเสียงเจือแววขบขัน "วันนี้เจ้าคงกวาดกำไรไปมากล่ะสิ" "พอสมควรเพคะ" เจียงรุ่ยฉียอมรับ "แต่หม่อมฉันสัญญาว่าจะทำรองเท้าที่ดีที่สุดให้ทหารของท่านอ๋อง" มู่หรงเยี่ยนพลิกตัวกลับมานอนหงาย จ้องมองใบหน้าหวานหยดของภรรยาในระยะประชิด "รุ่ยฉี" "เพคะ" "เจ้าฉลาดมาก ฉลาดจนเปิ่นหวางกลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะขายเปิ่นหวางกิน" เจียงรุ่ยฉีหัวเราะร่า "ท่านอ๋องประเมินค่าตัวเองต่ำไปแล้วเพคะ ท่านอ๋องเป็นสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดของหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันขายท่านกินเด็ดขาด มีแต่จะเก็บรักษาไว้เก็งกำไร... เอ่อ ไว้เทิดทูนเพคะ" มู่หรงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยความระอาปนเอ็นดู เขายื่นมือออกไปดึงรวบร่างบางให้ลงมานอนซบบนอกกว้าง "พอแล้ว เลิกนวดได้แล้ว เปิ่นหวางจะนอน" "แต่ยังไม่ครบเวลาที่ตกลงกันไว้นะเพคะ" นางท้วง "เปิ่นหวางเปลี่ยนใจแล้ว" เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น กลิ่นหอมของนางทำให้เขาผ่อนคลายยิ่งกว่าการนวดใดๆ "เปลี่ยนจากนวด เป็นหมอนข้างเหมือนเมื่อคืนก็แล้วกัน" เจียงรุ่ยฉีอมยิ้ม ซุกหน้าลงกับอกอุ่นๆ ของเขา "ท่านอ๋องนี่เอาแต่ใจจริงๆ" "เปิ่นหวางเป็นอ๋อง ย่อมทำอะไรก็ได้" เขาตอบอย่างถือดี ก่อนจะกดจมูกลงบนกลุ่มผมนุ่มของนาง "ฝันดีนะเพคะท่านอ๋อง"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD