ตอนที่ 3.

2405 Words
สี่ปีก่อน... ปัง!! ปังๆ!! เสียงปืนดังสนั่นทั่วโกดังในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด และโกดังเป็นโกดังที่ใกล้กับชุมชนและตลาดแถบสลัมติดชายน้ำลำคลองชลประทานของหมู่บ้านแห่งนี้ ชายชุดดำกลุ่มใหญ่สองกลุ่มที่เต็มไปด้วยปืนผาหน้าไม้อาวุธครบมือต่างพากันสาดกระสุนฟาดฟันอาวุธใส่กันและกัน สองชายหนุ่มที่ดูเหมือนกันจะเป็นหัวหน้ายืนสูบบุหรี่มวนใหญ่จ้องหน้ากันไปมาท่ามกลางผู้คนที่ต่อยตีกันอย่างนิ่งๆ เมื่อมวนบุหรี่ถูกเผาไหม้มาถึงก้านม้วนก็ถูกโยนถึงลงพื้นก่อนที่หัวหน้าทั้งสองจะเดินเข้าหากันพร้อมกับแลกหมัดมวยใส่กันไม่หยุดยั้ง อาวุธที่ซ่อนติดตัวมาถูกควักเอาออกมาใช้ มีดสั้นของทั้งสองฟาดฟันกันไปมาจนรอยเลือดติดที่คมมีด ทั้งหัวหน้าและลูกน้องต่างทุลักทุเลกับความต่อสู้กันไม่หยุด “คนของกูเยอะกว่า...ยอมเถอะน่าไอ้แฟรงค์!” “มึง..ทรยศกู!” “ก็แค่ขายท่าเรือนิดๆหน่อยๆ จะหวงอะไรนักวะ” “กูไม่เคยให้อภัยคนทรยศ” ทั้งสองพูดคุยกันทั้งๆที่คมมีดต่างจ่อไปที่คอของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าบรรเลงต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แฟรงค์ได้ทีก็พลิกตัวกลับรั้งชายผู้ที่ทรยศยอมเป็นปรปักษ์กับเขาลงกับพื้นพร้อมเอาปลายมีดคมจ่อที่คอคนผู้นั้นอย่างเหนื่อยหอบ สายตาคมจ้องมองคนที่นอนอยู่ข้างใต้อย่างดุดันน่ากลัว “หึๆ...พวกมึงน้อยกว่ากูนะไอ้แฟรงค์ มึงอย่าลืม” ปัง!! เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นหลังจากชายผู้ทรยศที่นอนกองกับพื้นพูดจบ วิถีกระสุนแล่นไปยังร่างของแฟรงค์เข้าเต็มๆ จนเขาล้มลงไปกองกับพื้น มือหนากุมที่หน้าท้องของตนคิ้วขมวดแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดร้าวแล่นไปทั่วร่าง “นาย!! เฮ้ย!! ถอยก่อน!!” ปัง!! เสียงปืนอีกนัดดังขึ้นเมื่อลูกน้องคนสนิทของแฟรงค์หันไปเห็นคนที่ยิงเจ้านายของตน ธาวินก็ชิงลั่นไกก่อนที่มือปืนคนนั้นจะลั่นไกซ้ำไปที่แฟรงค์อีกครั้ง พร้อมกับรีบเข้าไปพยุงผู้เป็นนายให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เมื่อแฟรงค์ลุกขึ้นได้ก็คว้าปืนจากมือของลูกน้องคนสนิทก่อนจะเป่ากระสุนเข้าที่หัวของชายผู้ทรยศอย่างเลือดเย็น เลือดสีแดงกระเด็นเลอเปอะเปื้อนตัวของเขาและลูกน้องหนุ่ม “หนีก่อนเถอะครับนาย พวกมันพาพวกมาเพิ่ม...ลูกน้องเราก็เหลือไม่กี่คนแล้ว” ลูกน้องคนสนิทพูดขึ้นก่อนที่แฟรงค์จะพยักหน้า เพราะเขาเองก็ใกล้จะหมดสติเต็มทน ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทของเขาจะหันไปสั่งให้ลูกน้องคนอื่นๆแยกย้ายกันหนี “ไอ้ยีนส์! มาช่วยกูพยุงนายเร็ว!” ยีนส์หันมาตามเสียงเรียกของเพื่อนที่พยุงผู้เป็นนายอยู่ ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังชี้กระบอกปืนมาทางหัวหน้าของเจ้านาย ร่างกายไปไวกว่าความคิดทันทีที่ชายคนนั้นลั่นไกปืนด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ปัง!!! “ไอ้ยีนส์!!!” มือซ้ายของแฟรงค์ได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้าย ร่างของยีนส์ที่บังตัวเจ้านายของเขาให้รอดจากกระสุนนัดนั้นก็ทรุดลงต่อหน้าต่อตา ทั้งแฟรงค์และลูกน้องมือขวารีบคว้าร่างของยีนส์ที่กำลังจะล่วงลงพื้นไว้ ก่อนที่แฟรงค์จะยกปืนขึ้นยิงที่ชายคนนั้นซ้ำจนแน่นิ่งไป “มึงทำใจดีๆไว้นะ” “ไอ้...วิ..วิน...พานาย..ไป..” ยีนส์พูดสั่งเสียเพื่อนเสียงสั่น ก่อนจะสิ้นใจไปในที่สุด ธาวินทำได้แค่กำมือเพื่อนของตนไว้แน่นก่อนจะยอมตัดใจทิ้งร่างของเขาไว้แล้วหันกลับไปพาแฟรงค์หนี เพราะทั้งตำรวจและคนของศัตรูเริ่มกรูเข้ามาหาพวกเขาแล้ว ทั้งสองเจ้านายลูกน้องกอดคอกันฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปอย่างทุลักทุเล ทั้งวิ่งทั้งหลบ...แม้พวกเขาจะไม่เคยแพ้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้มันเป็นเพราะกลอุบายของสหายจึงได้พลาดท่าเสียทีจนผู้เป็นนายบาดเจ็บ ทั้งสองวิ่งหนีเข้ามาในชุมชนตลาดร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเลือดล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในตลาดที่ตอนนี้ทุกคนต่างปิดบ้านเงียบเชียบหมดแล้ว แฟรงค์เริ่มไม่ได้สติเพราะเสียเลือดมากบวกกับความเหนื่อยล้าที่วิ่งหนีมาทั้งที่โดนยิง เขาล้มลงหน้าบ้านของใครคนหนึ่งที่แม้จะปิดประตูเงียบแต่ก็ยังเปิดไฟอยู่ “หาพวกมันให้เจอ!!” เสียงคนที่วิ่งตามพวกเขาดังอยู่ไกลๆ แฟรงค์พยายามประคองสติแล้วยันตัวลุกขึ้นโดยมีธาวินช่วยพยุง ก่อนที่ทั้งสองจะคลานเข้าไปหลบหลังเคาน์เตอร์หน้าบ้านหลังนั้นอย่างเงียบๆ เสียงฝีเท้าหลายเท้าวิ่งผ่านพวกเขาไป ทั้งสองนั่งหอบหายใจพิงประตูบ้านหลังนั้น “มึง...หนีไป...ทิ้งกูไว้” “ไม่ได้ครับนาย...ถึงผมจะเป็นลูกน้องแต่นายก็เป็นเพื่อนผม และยังเป็นผู้มีพระคุณ” “กูบอกให้ไป...เอกสาร...มอบอำนาจอยู่ที่โต๊ะทำงาน...” “ไม่ครับ...ครั้งนี้ผมขอขัดคำสั่ง...ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน” แอ๊ดดด... เสียงประตูบ้านไม้เปิดออกมาก่อนจะมีเด็กสาววัยรุ่นโผล่หน้ามาดูพวกเขา ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างมองทั้งสองคนที่นั่งจมกองเลือด เธอรีบเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วรีบวิ่งไปบอกผู้เป็นพ่อ “พ่อๆ มีคนเจ็บหนักเลือดท่วมตัวเลย” “ที่ไหน...ล้อพ่อเล่นหรือเปล่า?” “หน้าบ้านค่ะพ่อ มีตั้งสองคน...เลือดเต็มเลย” ชายวัยกลางคนรีบวิ่งออกมาดูตามที่ลูกสาวบอกก่อนจะตกใจเมื่อเห็นดังที่ลูกสาวตัวเองว่า เขารีบเข้าไปดูทั้งสองคนก็ถึงกับทำหน้าเครียด “พวกคุณไปโดนอะไรมา” “เฮ้ย!! กลับไปหาใหม่ มันต้องอยู่แถวนี้แน่! มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก!” ชายวัยกลางคนชะเง้อมองตามเสียงจากไกลๆ ก่อนจะหันกลับมาหาทั้งสองคนที่นั่งหอบหายใจแรงใกล้จะหมดสติเต็มทน เขาจึงตัดสินใจช่วยพยุงทั้งสองโดยมีลูกสาวคอยช่วยเปิดประตูบ้านให้อีกแรง “พวกคุณคงโดนตามมา เข้าไปข้างในก่อนเถอะ เพื่อนของคุณจะหมดสติอยู่แล้ว” “แต่....” “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แผลของคุณก็ใช่เล่น เร็วเข้า” ธาวินยอมพยักหน้ารับแต่โดยดีก่อนจะรีบพากันเข้าบ้านไม้เก่าๆนั้น ผู้เป็นลูกสาวรีบปิดประตูทันทีก่อนที่คนเหล่านั้นจะวิ่งมาทางหน้าบ้านของเธออีกครั้ง แต่เพราะความที่บ้านของเธอยังคงเปิดไฟในบ้านอยู่ คนพวกนั้นจึงได้เดินมาเคาะประตู ทำเอาทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา ก๊อกๆ “มีใครอยู่ไหม? เห็นเปิดไฟอยู่ เปิดประตู!” เสียงพูดอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมเคาะประตูรัวๆ ชายวัยกลางคนจึงพาพวกเขาขึ้นไปหลบอยู่ที่มุมบันไดทางขึ้นชั้นสอง ก่อนจะรีบถอดเสื้อที่เลอะเลือดออกแล้วคลุมตัวเองด้วยผ้าขาวม้าเดินมาเปิดประตูกับลูกสาว “มีอะไรหรือครับ?” “มีใครมาขอความช่วยเหลือลุงไหม?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถามขึ้นพร้อมกับมองชายวัยกลางคนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองลูกสาวของชายวัยกลางคนที่ยืนหลบและแอบมองอยู่ด้านหลัง ก่อนที่จะสอดส่องสายตาเข้าไปในบ้านของพวกเขา สายตาของชายฉกรรจ์มองไปยังพื้นที่มีรอยเลือดอย่างนึกสงสัย “เลือดอะไร? อย่าบอกนะ...” “อ๋อ เลือดหมูน่ะครับ ผมกำลังจะเตรียมของขายพรุ่งนี้ เอามันออกมาชำแหละแล้วเอากลับเข้าตู้เย็นน่าจะเลอะตอนนั้น” “แน่นะ?” “ทำไมหรือครับ? พวกคุณหาใครหรือครับ? แล้วหาทำไม?” “ไม่ต้องอยากรู้เยอะ...ไปพวกเรา!” พอชายวัยกลางคนถามสวนกกลับ พวกเขาถึงกับทำหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะตอบแบบปัดๆ แล้วยอมเดินจากไปแต่โดยดีเพราะไม่อยากให้ชายวัยกลางคนถามอะไรมากมายอีก สองพ่อลูกมองคนเหล่านั้นวิ่งไปจนลับตาก็ถึงกับถอนหายใจแล้วรีบปิดประตูลงทันที ทั้งสองพ่อลูกเดินไปดูชายหนุ่มทั้งสองที่ยังคงนั่งเจ็บปวดอยู่ตรงบันได “พวกคุณไปหาหมอดีกว่าไหมครับ?” “ยังไปตอนนี้ไม่ได้ครับ...ยังก็ขอบคุณลุงมาก...พวกผมรอดไปได้จะกลับมาตอบแทน” “เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ เพื่อนคุณน่าจะอาการหนักนะ ทำอะไรสักอย่างก่อน...พาเขาขึ้นไปข้างบนสิ” ธาวินพยักหน้าก่อนจะพยุงแฟรงค์ขึ้นไปข้างบนตามที่ชายวัยกลางคนบอก ชายวัยกลางคนรีบเดินลงไปหาผ้าและกะละมังใส่น้ำขึ้นมาพร้อมกับบอกให้ลูกสาวไปเอากล่องยาตามมา “อย่างน้อยก็ทำแผลก่อนเถอะ...น้ำหวานถอดเสื้อคนที่หมดสติแล้วห้ามเลือดเร็วลูก” “ห้ามยังไงล่ะพ่อ หนูทำไม่เป็น” “ถอดเสื้อเขาออกก่อนแล้วเช็ดเลือด” ผู้เป็นลูกสาวพยักหน้าทั้งที่ยังคงทำหน้าเครียดก่อนจะรีบถอดเสื้อของแฟรงค์ออก ส่วนผู้เป็นพ่อหันไปทำแผลให้ธาวิน เมื่อน้ำหวานถอดเสื้อเขาออก็ถึงกับตกใจ แผลที่เหมือนกับโดนมีดบาดเต็มตัวไปหมด ซ้ำที่ท้องที่ที่เลือดออกเยอะก็เหมือนเป็นรู เธอพยายามตั้งสติก่อนจะเอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดของเขาออก เมื่อผู้เป็นพ่อทำแผลให้ธาวินเสร็จก็หันมาทำแผลที่พอจะทำได้ให้แฟรงค์ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยห้ามเลือดได้บ้าง “เพื่อนคุณ...โดนยิงมาหรือครับ?” “....ครับ” “ผมไม่ใช่หมอช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พอจะพันแผลได้...เดี๋ยวผมไปส่งที่โรงพยาบาล ไม่งั้นเขาเสียเลือดตายแน่ๆ” “...ได้ครับ” “แต่รถที่ผมมีเป็นรถซาเล้งเก่าๆ อาจจะสะเทือนแผลไปบ้างก็อดทนนะครับ” ธาวินพยักหน้ารับแล้วมองชายวัยกลางคนคนนั้นจะทำแผลให้เจ้านายของเขา เมื่อทำแผลเสร็จก็ได้พาพวกเขาลงไปยังชั้นล่าง และออกทางประตูหลังบ้านที่มีรถซาเล้งจอดอยู่ พวกเขาช่วยกันแบกร่างของแฟรงค์ที่ไม่ได้สติขึ้นไปนอนบนที่วางของรถพ่วงข้างโดยมีธาวินและลูกสาวของเขานั่งช่วยประคองอยู่ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไปโผล่อีกซอยด้านหลังตลาด “ผมขอถามชื่อคุณได้ไหมครับ?” “อ๋อ...ผมชื่อวินัยครับ...เคยเป็นตำรวจเก่าแต่ไม่มียศอะไรหรอกนะ” “...ครับ...แล้วทำไมถึงไม่เป็นตำรวจต่อละครับ” “ลูกสาวผมอยู่คนเดียวน่ะ ภรรยาผมเสียผมก็ออกมาขายกาแฟเพราะตอนนั้นลูกสาวยังเล็กมากไม่มีคนดูแล” “อย่างนี้เองหรอครับ...ผมจะกลับมาตอบแทนแน่” “ไม่เป็นไรๆ ชีวิตคนจะให้มองข้ามได้ยังไง ช่วยได้ก็ช่วย” วินัยพูดอย่างยิ้มๆด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ก่อนที่รถซาเล้งของเขาจะแล่นเข้าไปยังโรงพยาบาลที่ธาวินบอกให้เลี้ยวเข้าไป ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ถึงก่อนโรงพยาบาลของชุมชน วินัยจอดรถหน้าห้องฉุกเฉินก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปบอกบุรุษพยาบาลที่เข้าเวร เหล่าพยาบาลและบุรุษพยาบาลรีบเข็นเตียงมายังรถซาเล้งเก่าๆนั้นแล้วมองหน้ากันไปมาเมื่อเห็นหน้าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่พวกเขาจะรีบช่วยพยุงร่างของแฟรงค์ขึ้นไปนอนบนเตียงเข็นแล้วรีบเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป ธาวินหันกลับไปมองวินัยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ มือยังคงกุมที่แผลของตนแล้วเดินเข้าไปหาเขา “ขอบคุณมากนะครับ..ผมเป็นหนี้บุญคุณพวกคุณแล้ว” “ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ถึงมือหมอก็ดีแล้ว” “พ่อเท่ห์มากเลย หวานรักพ่อที่สุด” ผู้เป็นลูกสาวยิ้มให้พ่อพร้อมกับกอดพ่อของตนอย่างภาคภูมิใจ ผู้เป็นพ่อก็กอดตอบลูกสาวของตนพร้อมกับหัวเราะ ธาวินมองสองพ่อลูกอย่างยิ้มๆ ดูก็รู้ว่าวินัยรักลูกสาวของเขามากแค่ไหน “ลูกสาวอายุเท่าไหร่หรือครับ?” “16 ครับ กำลังเรียนม.ปลายอยู่เลย แต่เจ้าลูกคนนี้ไม่ดื้อเลย ไม่ติดเพื่อน ไปเที่ยวก็ไม่ไป” “อ๋อ...ยังเด็กอยู่เลยนะครับ” “ครับ...ผมถึงเป็นห่วง” “คุณวินัยจะกลับก่อนก็ได้นะครับ รบกวนคุณสองพ่อลูกมามากแล้ว” วินัยพยักหน้าอย่างยิ้มๆก่อนจะตบบ่าของธาวินเบาๆ น้ำหวานเองก็ละจากกอดแล้วยกมือไหว้ธาวินเพื่อเป็นการบอกลา เมื่อสองพ่อลูกกลับบ้านไปแล้วเขาก็เข้าไปรักษาแผลตามปกติ โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่เจ้านายของเขาบริจาคเงินช่วยเหลือเยอะ จึงไม่แปลกที่เหล่าพยาบาลหรือหมอจะจำพวกเขาได้ พอผ่านพ้นคืนนั้นไป สองพ่อลูกก็มาเยี่ยมพวกเขาทุกวันซ้ำยังเอาของฝากมาให้ ผู้เป็นลูกสาวก็ช่วยดูแลแฟรงค์ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวตั้งแต่ที่เขายังไม่ฟื้นจนเขาฟื้น พอพวกเขาดีขึ้นและเรื่องรู้ถึงหูของคุณหญิงผู้เป็นแม่ของแฟรงค์ก็มีคนมารับไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ โดยไม่ทันได้บอกลาพวกเขาเลยด้วยซ้ำ ทิ้งแต่กระดาษโน้ตเล็กๆไว้ให้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยติดต่อมาเลย ทั้งที่ทิ้งเบอร์โทรที่อยู่ไว้ หลังจากหายดีแฟรงค์ก็ไปหาที่บ้านหลังเดิมของสองพ่อลูก แต่พวกเขาก็ย้ายออกไปเสียแล้ว... ...จนกระทั่ง...มาพบกับลูกสาวของเขา...ในงานประมูล... . . .
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD