สี่ปีก่อน...
ปัง!! ปังๆ!! เสียงปืนดังสนั่นทั่วโกดังในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด และโกดังเป็นโกดังที่ใกล้กับชุมชนและตลาดแถบสลัมติดชายน้ำลำคลองชลประทานของหมู่บ้านแห่งนี้ ชายชุดดำกลุ่มใหญ่สองกลุ่มที่เต็มไปด้วยปืนผาหน้าไม้อาวุธครบมือต่างพากันสาดกระสุนฟาดฟันอาวุธใส่กันและกัน สองชายหนุ่มที่ดูเหมือนกันจะเป็นหัวหน้ายืนสูบบุหรี่มวนใหญ่จ้องหน้ากันไปมาท่ามกลางผู้คนที่ต่อยตีกันอย่างนิ่งๆ
เมื่อมวนบุหรี่ถูกเผาไหม้มาถึงก้านม้วนก็ถูกโยนถึงลงพื้นก่อนที่หัวหน้าทั้งสองจะเดินเข้าหากันพร้อมกับแลกหมัดมวยใส่กันไม่หยุดยั้ง อาวุธที่ซ่อนติดตัวมาถูกควักเอาออกมาใช้ มีดสั้นของทั้งสองฟาดฟันกันไปมาจนรอยเลือดติดที่คมมีด ทั้งหัวหน้าและลูกน้องต่างทุลักทุเลกับความต่อสู้กันไม่หยุด
“คนของกูเยอะกว่า...ยอมเถอะน่าไอ้แฟรงค์!”
“มึง..ทรยศกู!”
“ก็แค่ขายท่าเรือนิดๆหน่อยๆ จะหวงอะไรนักวะ”
“กูไม่เคยให้อภัยคนทรยศ”
ทั้งสองพูดคุยกันทั้งๆที่คมมีดต่างจ่อไปที่คอของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าบรรเลงต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แฟรงค์ได้ทีก็พลิกตัวกลับรั้งชายผู้ที่ทรยศยอมเป็นปรปักษ์กับเขาลงกับพื้นพร้อมเอาปลายมีดคมจ่อที่คอคนผู้นั้นอย่างเหนื่อยหอบ สายตาคมจ้องมองคนที่นอนอยู่ข้างใต้อย่างดุดันน่ากลัว
“หึๆ...พวกมึงน้อยกว่ากูนะไอ้แฟรงค์ มึงอย่าลืม”
ปัง!! เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นหลังจากชายผู้ทรยศที่นอนกองกับพื้นพูดจบ วิถีกระสุนแล่นไปยังร่างของแฟรงค์เข้าเต็มๆ จนเขาล้มลงไปกองกับพื้น มือหนากุมที่หน้าท้องของตนคิ้วขมวดแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดร้าวแล่นไปทั่วร่าง
“นาย!! เฮ้ย!! ถอยก่อน!!”
ปัง!! เสียงปืนอีกนัดดังขึ้นเมื่อลูกน้องคนสนิทของแฟรงค์หันไปเห็นคนที่ยิงเจ้านายของตน ธาวินก็ชิงลั่นไกก่อนที่มือปืนคนนั้นจะลั่นไกซ้ำไปที่แฟรงค์อีกครั้ง พร้อมกับรีบเข้าไปพยุงผู้เป็นนายให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เมื่อแฟรงค์ลุกขึ้นได้ก็คว้าปืนจากมือของลูกน้องคนสนิทก่อนจะเป่ากระสุนเข้าที่หัวของชายผู้ทรยศอย่างเลือดเย็น เลือดสีแดงกระเด็นเลอเปอะเปื้อนตัวของเขาและลูกน้องหนุ่ม
“หนีก่อนเถอะครับนาย พวกมันพาพวกมาเพิ่ม...ลูกน้องเราก็เหลือไม่กี่คนแล้ว”
ลูกน้องคนสนิทพูดขึ้นก่อนที่แฟรงค์จะพยักหน้า เพราะเขาเองก็ใกล้จะหมดสติเต็มทน ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทของเขาจะหันไปสั่งให้ลูกน้องคนอื่นๆแยกย้ายกันหนี
“ไอ้ยีนส์! มาช่วยกูพยุงนายเร็ว!” ยีนส์หันมาตามเสียงเรียกของเพื่อนที่พยุงผู้เป็นนายอยู่ ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังชี้กระบอกปืนมาทางหัวหน้าของเจ้านาย ร่างกายไปไวกว่าความคิดทันทีที่ชายคนนั้นลั่นไกปืนด้วยแรงเฮือกสุดท้าย
ปัง!!!
“ไอ้ยีนส์!!!”
มือซ้ายของแฟรงค์ได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้าย ร่างของยีนส์ที่บังตัวเจ้านายของเขาให้รอดจากกระสุนนัดนั้นก็ทรุดลงต่อหน้าต่อตา ทั้งแฟรงค์และลูกน้องมือขวารีบคว้าร่างของยีนส์ที่กำลังจะล่วงลงพื้นไว้ ก่อนที่แฟรงค์จะยกปืนขึ้นยิงที่ชายคนนั้นซ้ำจนแน่นิ่งไป
“มึงทำใจดีๆไว้นะ”
“ไอ้...วิ..วิน...พานาย..ไป..”
ยีนส์พูดสั่งเสียเพื่อนเสียงสั่น ก่อนจะสิ้นใจไปในที่สุด ธาวินทำได้แค่กำมือเพื่อนของตนไว้แน่นก่อนจะยอมตัดใจทิ้งร่างของเขาไว้แล้วหันกลับไปพาแฟรงค์หนี เพราะทั้งตำรวจและคนของศัตรูเริ่มกรูเข้ามาหาพวกเขาแล้ว
ทั้งสองเจ้านายลูกน้องกอดคอกันฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไปอย่างทุลักทุเล ทั้งวิ่งทั้งหลบ...แม้พวกเขาจะไม่เคยแพ้เลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้มันเป็นเพราะกลอุบายของสหายจึงได้พลาดท่าเสียทีจนผู้เป็นนายบาดเจ็บ
ทั้งสองวิ่งหนีเข้ามาในชุมชนตลาดร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเลือดล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในตลาดที่ตอนนี้ทุกคนต่างปิดบ้านเงียบเชียบหมดแล้ว แฟรงค์เริ่มไม่ได้สติเพราะเสียเลือดมากบวกกับความเหนื่อยล้าที่วิ่งหนีมาทั้งที่โดนยิง เขาล้มลงหน้าบ้านของใครคนหนึ่งที่แม้จะปิดประตูเงียบแต่ก็ยังเปิดไฟอยู่
“หาพวกมันให้เจอ!!”
เสียงคนที่วิ่งตามพวกเขาดังอยู่ไกลๆ แฟรงค์พยายามประคองสติแล้วยันตัวลุกขึ้นโดยมีธาวินช่วยพยุง ก่อนที่ทั้งสองจะคลานเข้าไปหลบหลังเคาน์เตอร์หน้าบ้านหลังนั้นอย่างเงียบๆ เสียงฝีเท้าหลายเท้าวิ่งผ่านพวกเขาไป ทั้งสองนั่งหอบหายใจพิงประตูบ้านหลังนั้น
“มึง...หนีไป...ทิ้งกูไว้”
“ไม่ได้ครับนาย...ถึงผมจะเป็นลูกน้องแต่นายก็เป็นเพื่อนผม และยังเป็นผู้มีพระคุณ”
“กูบอกให้ไป...เอกสาร...มอบอำนาจอยู่ที่โต๊ะทำงาน...”
“ไม่ครับ...ครั้งนี้ผมขอขัดคำสั่ง...ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”
แอ๊ดดด... เสียงประตูบ้านไม้เปิดออกมาก่อนจะมีเด็กสาววัยรุ่นโผล่หน้ามาดูพวกเขา ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างมองทั้งสองคนที่นั่งจมกองเลือด เธอรีบเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วรีบวิ่งไปบอกผู้เป็นพ่อ
“พ่อๆ มีคนเจ็บหนักเลือดท่วมตัวเลย”
“ที่ไหน...ล้อพ่อเล่นหรือเปล่า?”
“หน้าบ้านค่ะพ่อ มีตั้งสองคน...เลือดเต็มเลย”
ชายวัยกลางคนรีบวิ่งออกมาดูตามที่ลูกสาวบอกก่อนจะตกใจเมื่อเห็นดังที่ลูกสาวตัวเองว่า เขารีบเข้าไปดูทั้งสองคนก็ถึงกับทำหน้าเครียด
“พวกคุณไปโดนอะไรมา”
“เฮ้ย!! กลับไปหาใหม่ มันต้องอยู่แถวนี้แน่! มันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก!”
ชายวัยกลางคนชะเง้อมองตามเสียงจากไกลๆ ก่อนจะหันกลับมาหาทั้งสองคนที่นั่งหอบหายใจแรงใกล้จะหมดสติเต็มทน เขาจึงตัดสินใจช่วยพยุงทั้งสองโดยมีลูกสาวคอยช่วยเปิดประตูบ้านให้อีกแรง
“พวกคุณคงโดนตามมา เข้าไปข้างในก่อนเถอะ เพื่อนของคุณจะหมดสติอยู่แล้ว”
“แต่....”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แผลของคุณก็ใช่เล่น เร็วเข้า”
ธาวินยอมพยักหน้ารับแต่โดยดีก่อนจะรีบพากันเข้าบ้านไม้เก่าๆนั้น ผู้เป็นลูกสาวรีบปิดประตูทันทีก่อนที่คนเหล่านั้นจะวิ่งมาทางหน้าบ้านของเธออีกครั้ง แต่เพราะความที่บ้านของเธอยังคงเปิดไฟในบ้านอยู่ คนพวกนั้นจึงได้เดินมาเคาะประตู ทำเอาทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา
ก๊อกๆ
“มีใครอยู่ไหม? เห็นเปิดไฟอยู่ เปิดประตู!”
เสียงพูดอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมเคาะประตูรัวๆ ชายวัยกลางคนจึงพาพวกเขาขึ้นไปหลบอยู่ที่มุมบันไดทางขึ้นชั้นสอง ก่อนจะรีบถอดเสื้อที่เลอะเลือดออกแล้วคลุมตัวเองด้วยผ้าขาวม้าเดินมาเปิดประตูกับลูกสาว
“มีอะไรหรือครับ?”
“มีใครมาขอความช่วยเหลือลุงไหม?”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถามขึ้นพร้อมกับมองชายวัยกลางคนตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองลูกสาวของชายวัยกลางคนที่ยืนหลบและแอบมองอยู่ด้านหลัง ก่อนที่จะสอดส่องสายตาเข้าไปในบ้านของพวกเขา สายตาของชายฉกรรจ์มองไปยังพื้นที่มีรอยเลือดอย่างนึกสงสัย
“เลือดอะไร? อย่าบอกนะ...”
“อ๋อ เลือดหมูน่ะครับ ผมกำลังจะเตรียมของขายพรุ่งนี้ เอามันออกมาชำแหละแล้วเอากลับเข้าตู้เย็นน่าจะเลอะตอนนั้น”
“แน่นะ?”
“ทำไมหรือครับ? พวกคุณหาใครหรือครับ? แล้วหาทำไม?”
“ไม่ต้องอยากรู้เยอะ...ไปพวกเรา!”
พอชายวัยกลางคนถามสวนกกลับ พวกเขาถึงกับทำหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะตอบแบบปัดๆ แล้วยอมเดินจากไปแต่โดยดีเพราะไม่อยากให้ชายวัยกลางคนถามอะไรมากมายอีก สองพ่อลูกมองคนเหล่านั้นวิ่งไปจนลับตาก็ถึงกับถอนหายใจแล้วรีบปิดประตูลงทันที ทั้งสองพ่อลูกเดินไปดูชายหนุ่มทั้งสองที่ยังคงนั่งเจ็บปวดอยู่ตรงบันได
“พวกคุณไปหาหมอดีกว่าไหมครับ?”
“ยังไปตอนนี้ไม่ได้ครับ...ยังก็ขอบคุณลุงมาก...พวกผมรอดไปได้จะกลับมาตอบแทน”
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ เพื่อนคุณน่าจะอาการหนักนะ ทำอะไรสักอย่างก่อน...พาเขาขึ้นไปข้างบนสิ”
ธาวินพยักหน้าก่อนจะพยุงแฟรงค์ขึ้นไปข้างบนตามที่ชายวัยกลางคนบอก ชายวัยกลางคนรีบเดินลงไปหาผ้าและกะละมังใส่น้ำขึ้นมาพร้อมกับบอกให้ลูกสาวไปเอากล่องยาตามมา
“อย่างน้อยก็ทำแผลก่อนเถอะ...น้ำหวานถอดเสื้อคนที่หมดสติแล้วห้ามเลือดเร็วลูก”
“ห้ามยังไงล่ะพ่อ หนูทำไม่เป็น”
“ถอดเสื้อเขาออกก่อนแล้วเช็ดเลือด”
ผู้เป็นลูกสาวพยักหน้าทั้งที่ยังคงทำหน้าเครียดก่อนจะรีบถอดเสื้อของแฟรงค์ออก ส่วนผู้เป็นพ่อหันไปทำแผลให้ธาวิน เมื่อน้ำหวานถอดเสื้อเขาออก็ถึงกับตกใจ แผลที่เหมือนกับโดนมีดบาดเต็มตัวไปหมด ซ้ำที่ท้องที่ที่เลือดออกเยอะก็เหมือนเป็นรู
เธอพยายามตั้งสติก่อนจะเอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดของเขาออก เมื่อผู้เป็นพ่อทำแผลให้ธาวินเสร็จก็หันมาทำแผลที่พอจะทำได้ให้แฟรงค์ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยห้ามเลือดได้บ้าง
“เพื่อนคุณ...โดนยิงมาหรือครับ?”
“....ครับ”
“ผมไม่ใช่หมอช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พอจะพันแผลได้...เดี๋ยวผมไปส่งที่โรงพยาบาล ไม่งั้นเขาเสียเลือดตายแน่ๆ”
“...ได้ครับ”
“แต่รถที่ผมมีเป็นรถซาเล้งเก่าๆ อาจจะสะเทือนแผลไปบ้างก็อดทนนะครับ”
ธาวินพยักหน้ารับแล้วมองชายวัยกลางคนคนนั้นจะทำแผลให้เจ้านายของเขา เมื่อทำแผลเสร็จก็ได้พาพวกเขาลงไปยังชั้นล่าง และออกทางประตูหลังบ้านที่มีรถซาเล้งจอดอยู่
พวกเขาช่วยกันแบกร่างของแฟรงค์ที่ไม่ได้สติขึ้นไปนอนบนที่วางของรถพ่วงข้างโดยมีธาวินและลูกสาวของเขานั่งช่วยประคองอยู่ ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไปโผล่อีกซอยด้านหลังตลาด
“ผมขอถามชื่อคุณได้ไหมครับ?”
“อ๋อ...ผมชื่อวินัยครับ...เคยเป็นตำรวจเก่าแต่ไม่มียศอะไรหรอกนะ”
“...ครับ...แล้วทำไมถึงไม่เป็นตำรวจต่อละครับ”
“ลูกสาวผมอยู่คนเดียวน่ะ ภรรยาผมเสียผมก็ออกมาขายกาแฟเพราะตอนนั้นลูกสาวยังเล็กมากไม่มีคนดูแล”
“อย่างนี้เองหรอครับ...ผมจะกลับมาตอบแทนแน่”
“ไม่เป็นไรๆ ชีวิตคนจะให้มองข้ามได้ยังไง ช่วยได้ก็ช่วย”
วินัยพูดอย่างยิ้มๆด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ก่อนที่รถซาเล้งของเขาจะแล่นเข้าไปยังโรงพยาบาลที่ธาวินบอกให้เลี้ยวเข้าไป ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ถึงก่อนโรงพยาบาลของชุมชน วินัยจอดรถหน้าห้องฉุกเฉินก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปบอกบุรุษพยาบาลที่เข้าเวร
เหล่าพยาบาลและบุรุษพยาบาลรีบเข็นเตียงมายังรถซาเล้งเก่าๆนั้นแล้วมองหน้ากันไปมาเมื่อเห็นหน้าผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่พวกเขาจะรีบช่วยพยุงร่างของแฟรงค์ขึ้นไปนอนบนเตียงเข็นแล้วรีบเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป ธาวินหันกลับไปมองวินัยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ มือยังคงกุมที่แผลของตนแล้วเดินเข้าไปหาเขา
“ขอบคุณมากนะครับ..ผมเป็นหนี้บุญคุณพวกคุณแล้ว”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ถึงมือหมอก็ดีแล้ว”
“พ่อเท่ห์มากเลย หวานรักพ่อที่สุด”
ผู้เป็นลูกสาวยิ้มให้พ่อพร้อมกับกอดพ่อของตนอย่างภาคภูมิใจ ผู้เป็นพ่อก็กอดตอบลูกสาวของตนพร้อมกับหัวเราะ ธาวินมองสองพ่อลูกอย่างยิ้มๆ ดูก็รู้ว่าวินัยรักลูกสาวของเขามากแค่ไหน
“ลูกสาวอายุเท่าไหร่หรือครับ?”
“16 ครับ กำลังเรียนม.ปลายอยู่เลย แต่เจ้าลูกคนนี้ไม่ดื้อเลย ไม่ติดเพื่อน ไปเที่ยวก็ไม่ไป”
“อ๋อ...ยังเด็กอยู่เลยนะครับ”
“ครับ...ผมถึงเป็นห่วง”
“คุณวินัยจะกลับก่อนก็ได้นะครับ รบกวนคุณสองพ่อลูกมามากแล้ว”
วินัยพยักหน้าอย่างยิ้มๆก่อนจะตบบ่าของธาวินเบาๆ น้ำหวานเองก็ละจากกอดแล้วยกมือไหว้ธาวินเพื่อเป็นการบอกลา เมื่อสองพ่อลูกกลับบ้านไปแล้วเขาก็เข้าไปรักษาแผลตามปกติ
โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่เจ้านายของเขาบริจาคเงินช่วยเหลือเยอะ จึงไม่แปลกที่เหล่าพยาบาลหรือหมอจะจำพวกเขาได้
พอผ่านพ้นคืนนั้นไป สองพ่อลูกก็มาเยี่ยมพวกเขาทุกวันซ้ำยังเอาของฝากมาให้ ผู้เป็นลูกสาวก็ช่วยดูแลแฟรงค์ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวตั้งแต่ที่เขายังไม่ฟื้นจนเขาฟื้น
พอพวกเขาดีขึ้นและเรื่องรู้ถึงหูของคุณหญิงผู้เป็นแม่ของแฟรงค์ก็มีคนมารับไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ โดยไม่ทันได้บอกลาพวกเขาเลยด้วยซ้ำ ทิ้งแต่กระดาษโน้ตเล็กๆไว้ให้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยติดต่อมาเลย ทั้งที่ทิ้งเบอร์โทรที่อยู่ไว้ หลังจากหายดีแฟรงค์ก็ไปหาที่บ้านหลังเดิมของสองพ่อลูก แต่พวกเขาก็ย้ายออกไปเสียแล้ว...
...จนกระทั่ง...มาพบกับลูกสาวของเขา...ในงานประมูล...
.
.
.