“มานี่เลยนังตัวดี มาดูผลงานของแกนี่” ป่านแก้ว คุณหนูขี้โม้โหดึงผมลากตัวพี่สาวต่างสายเลือดอย่างปรางรัศมีให้เดินตามเธอมาด้วยความทุลักทุเล
“โอ้ยคุณป่าน ปรางเจ็บ ปรางเจ็บค่ะ” หญิงสาวหน้าตาสะสวยที่บัดนี้เนื้อตัวของเธอนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกของสิ่งต่างๆเนื่องจากต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เธอร้องขอความเมตตาจากน้องสาวต่างสายเลือดที่ไม่เคยมองว่าเธอเป็นพี่สาวของหล่อนเลย
“มานี่” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่อยู่ในชุดสีฉูดฉาดผลักร่างของปรางรัศมีให้ล้มลงไปนั่งกับพื้น ก่อนหล่อนจะหยิบชุดเดรสราตรีสีขาวซึ่งตอนนี้มันมีสภาพไม่ต่างไปจากถาดผสมสี
“แหกตาดูผลงานของแก แกรู้มั้ยว่าชุดฉันราคาเท่าไหร่ คนอย่างแกชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีปัญญาชดใช้ฉันได้” ป่านแก้วตะคอกใส่หน้าหญิงสาวด้วยความบันดาลโทสะ
“ก็คุณป่านไม่ได้บอกปรางนี่คะว่าให้ซักชุดนี้แยก” ปรางรัศมีแก้ตัว
ถึงแม้ปากจะบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ แต่หญิงสาวกลับแอบแสยะยิ้มในใจด้วยความสะใจ เพราะว่าที่ชุดมันออกมาหน้าตาแบบนี้มันคือความตั้งใจของเธอเอง
“นี่แกเถียงฉันเหรอ เดี๋ยวนี้แกกล้าเถียงฉันเหรอ ฮ๊ะ” ป่านแก้วไม่พูดเปล่า เธอฝาดฝ่ามือลงไปบนใบหน้าของปรางรัศมีด้วยความโมโหก่อนจะขึ้นคล่อมบนตัวของพี่สาวต่างสายเลือดหวังจะสั่งสอนเสียให้เข็ด
“คุณหนู หยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะคะคุณป่าน” ป้าเนียม แม่บ้านคนเก่าคนแก่ที่ดูแลปรางรัศมีมาตั้งแต่เด็กรวมไปถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเธอด้วย
หญิงชราวิ่งมาขัดขวางการทำร้ายร่างกายของคุณหนูเจ้าอารมณ์อย่างป่านแก้ว เธอใช้มือของตัวเองผลักหล่อนออกไปจากการพันธนาการคุณหนูของตน ก่อนจะประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นนั่ง
“นังป้าเนียม นี่แกกล้าผลักฉันเหรอ” ป่านแก้วยังคงโวยวายด้วยอารมณ์โทสะราวกับคนเสียสติ
แต่หญิงชราหาได้สนใจไม่ เธอหันมาถามไถ่ปรางรัศมีด้วยความเป็นห่วง
“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้กับหญิงชรา
“เอะอะเสียงดังอะไรกัน” ปานเกตุที่เดินลงบันไดมาพูดขึ้นอย่างน่ารำคาญ ก่อนที่เธอจะเดินมาหยิบชุดของป่านแก้วขึ้นมาดูแล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ
“ฮ่าๆ ยัยป่านนี่ชุดของเธอเหรอ ทำไมสภาพมันถึงได้น่าเกลียดอย่างนี้เนี่ย”
“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยพี่ปาน เพราะนังปราง ชุดสวยๆของป่านถึงต้องพังแบบนี้ วันนี้ป่านจะเอาเลือดหัวมันออก”
ป่านแก้วพุ่งตัวหมายจะไปทำร้ายปรางรัศมี แต่ป้าเนียมก็เอาตัวมาบังไว้เพื่อไม่ให้คุณหนูของเธอต้องได้รับบาดเจ็บ
“พอเถอะยัยป่าน เธอจะไปเอาความอะไรนักหนากับนังปรางมัน นังปรางน่ะมันโง่ เรียนก็จบแค่ ม.3 พูดไปมันก็คงจะไม่เข้าใจหรอก” ปานเกตุปรามน้องสาวแต่ก็ไม่วายที่จะหันมาจิกกัดปรางรัศมี
“เธอเอาเวลาที่มาทะเลาะกับมันไปขอตังค์คุณแม่ แล้วก็ซื้อชุดใหม่ฉันว่ามันง่ายกว่านะ นังปรางมันไม่มีปัญญาใช้คืนเธอหรอก ชุดละตั้งเกือบหมื่นแบบนั้น ค่อยให้คุณแม่มาคิดบัญชีกับมันทีหลังดีกว่า” เธอเสนอแนะแก่น้องสาวของตน
“จริงด้วย งั้น…เดี๋ยวฉันค่อยให้คุณแม่มาจัดการกับแกก็แล้วกัน” ป่านแก้วกล่าวคาดโทษปรางรัศมี
“ฉันจะไปช้อปปิ้ง ไปดูกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่ เห็นเค้าว่ามีแต่สวยๆทั้งนั้น เธอจะไปกับฉันมั้ย” ปานเกตุเอ่ยชวนป่านแก้วผู้เป็นน้องสาว
“ไปค่ะ ไป พี่ปานรอป่านแป๊ปนึงนะ เดี๋ยวป่านแต่งตัวก่อน” ว่าแล้วเธอสองคนก็หันหลังพากันเดินไปยังห้องของตนอย่างอารมณ์ดี
“คุณหนูเจ็บมั้ยคะ” ป้าเนียมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับพยุงตัวหญิงสาวขึ้นช้าๆ “ลุกขึ้นค่ะ เดี๋ยวป้าจะทายาให้นะคะ” เธอพูดก่อนจะพยุงพาปรางรัศมีไปยังห้องนอนของตนเพื่อทำแผล
มือบางกำเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บใจ พยายามเก็บกลั้นอารมณ์โกรธและความเจ็บเอาไว้ ได้แต่เก็บความทรมานนี้สะสมไว้เพื่อรอวันโต้กลับ
“ถ้าเป็นไปได้ป้าไม่อยากให้คุณหนูอยู่ที่นี่เลยค่ะ ป้าอยากให้คุณหนูย้ายออกไปจากที่นี่ จะได้ไม่ต้องมาทนถูกคนพวกนั้นรังแกแบบนี้ ป้าทนเห็นคุณหนูโดนรังแกแบบนี้อีกไม่ไหวจริงๆค่ะ” ป้าเนียมพูดขณะทายาแผลฟกช้ำบนใบหน้าและตามตัวของหญิงสาว
“ป้าเนียมจะให้หนูย้ายไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ ที่นี่มันบ้านของหนูนะ พ่อกับแม่สร้างที่นี่มาด้วยมือของพวกท่านเอง หนูจะไม่ยอมให้คนอื่นมาเอามันไปเด็ดขาด ต่อให้ต้องลำบากหนูก็ยอมค่ะ สักวันหนึ่งหนูจะเอามันกลับมาคืนพวกท่านให้ได้” หญิงสาวพูดด้วยความเชื่อมั่น สายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจและความหวัง
“นังปราง นังปราง แกอยู่ไหน”
เสียงเรียกโวยวายตามหาปรางรัศมีจากป่านแก้วดังลั่นไปทั่วบ้าน
“เฮ้อออ!!” หญิงสาวถอนหายใจพรางยันตัวลุกขึ้น
“คุณหนูไม่ต้องไปหรอกค่ะ เดี๋ยวป้าไปเอง” ป้าเนียมเสนอตัว
“ปรางไปเองดีกว่าค่ะ ขี้เกียจมีปัญหา” หญิงสาวตอบก่อนจะเดินเปิดประตูออกไป
“เพราะว่าคุณหนูยอมแบบนี้ไงคะ พวกนั้นถึงได้ใจ กลั่นแกล้งคุณหนูไม่เลิก ป้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆค่ะ” ป้าเนียมบ่นอุบอิบคนเดียวตามหลังก่อนที่เธอจะเก็บหลอดยาจัดเข้าที่เข้าทางดังเดิม
“นังปราง แกอยู่ไหน” เสียงของป่านแก้วยังคงดังต่อเนื่อง
“มาแล้วค่ะ คุณป่านมีอะไรคะ” ปรางรัศมีเอ่ยถามเมื่อเธอไปยืนต่อหน้าป่านแก้วแล้ว
“ชักช้าจริงๆเลย” ป่านแก้วบ่นอุบอิบอย่างหงุดหงิด “ใส่รองเท้าให้ฉันหน่อย” หล่อนยื่นขาไปข้างหน้าเล็กน้อยตรงหน้าปรางรัศมีเพื่อให้เธอสวมรองเท้าให้
หญิงสาวก้มมองเรียวเท้านั้นอย่างฝืนใจ มันรู้สึกเหมือนกับโดนตบหน้า ทำกันถึงขนาดนี้มันหยามเกียรติกันชัดๆ
“เอ้า ใส่สิ” หล่อนเร่งเร้า
ปรางรัศมีฝืนใจกำมือแน่นก่อนจะค่อยๆก้มย่อตัวลง
“นี่ลูกแต่งตัวจะไปไหนกันเนี่ย” ประภัสสรที่เพิ่งเดินลงบันไดมาพูดถามลูกสาวทั้งสองของเธอ เมื่อเห็นว่าพวกหล่อนนั้นแต่งกายด้วยชุดสีฉูดฉาดเตรียมจะออกไปข้างนอก
“พวกเราจะไปช้อปปิ้งค่ะคุณแม่ เราจะไปดูกระเป๋าคอลเลคชั่นใหม่ ได้ยินว่ารอบนี้มีแต่สวยๆทั้งนั้น” ปานเกตุตอบผู้เป็นแม่
“หยุดเลย ไม่ต้องไปเลย เพราะวันๆไม่สนใจทำการทำงาน มัวแต่เที่ยวเล่นช้อปปิ้งแบบนี้ไง บ้านเราถึงได้เจ๊ง” ประภัสสรโวยวายออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“เจ๊ง คุณแม่พูดอะไรคะ ปานไม่เห็นเข้าใจเลย” ปานเกตุเดินไปหาผู้เป็นมารดา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยปนกังวล
“ใช่ จู่ๆคุณแม่ก็มาดุพวกเรา ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยดุเลย คุณแม่เป็นอะไรคะ ทำไมต้องดุพวกเรา ป่านก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจค่ะ” ป่านแก้วเริ่มโวยวายตามนิสัยชอบเอาแต่ใจเจ้าอารมณ์ของเธอ
“ก็เพราะฉันไม่เคยดุพวกแกเลยไง พวกแกถึงทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างนี้ เหมือนพ่อแกไม่มีผิด” ประภัสสรต่อว่าลูกสาวอย่างหัวเสีย
“ถ้าพวกแกยังทำตัวไร้แก่นสาร ไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนี้ก็เตรียมตัวไปนอนข้างถนนกันได้เลย เพราะบ้านเรากำลังจะถูกยึด”
คำพูดประโยคถัดมาของคุณผู้หญิงในบ้านสร้างความตกใจให้กับหญิงสาวทั้งสามที่ได้ยิน
“คุณแม่ว่าอะไรนะคะ” ป่านแก้วถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน
“นี่บ้านเรากำลังจะถูกยึดเหรอคะ” ปานเกตุถามย้ำอีกครั้งเพื่อต้องการยืนยันให้แน่ใจ
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ บ้านเรารวยจะตาย คุณแม่มีเงินตั้งมากมาย บ้านเราจะถูกยึดได้ยังไงกัน คุณแม่กำลังล้อพวกเราเล่นใช่มั้ยคะ” ป่านแก้วเริ่มตีโพยตีพายไม่อยากเชื่อในคำพูดของมารดา