1/1
มะลิลา แก้ววิเชียร หลุบตามองมือที่กำแน่นของตัวเองจนชื้นเหงื่ออย่างตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย ความจำเป็นนำพาให้เธอใส่ชุดน่าทุเรศมาเคาะประตูห้องชุดสำหรับพักอาศัยหรูหราแห่งหนึ่ง ยิ่งเขาใจร้ายกับเธอมากเท่าไหร่ มะลิลาก็ยิ่งเชื่อว่าคนๆ นี้สามารถดูแลเธอได้มากเท่านั้น ความเกลียดชังของเขาจะสลัดคราบสุภาพบุรุษและกระทำการอันเกิดจากความตั้งใจของเธอ
แน่นอนมะลิลามายืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อจับผู้ชายคนหนึ่ง พินิจ ศรีสกุลวรรณ คุณหนึ่งหรือเฮียหนึ่งของคนอื่นที่เจ้าตัวอนุญาตให้เรียกขานได้ ส่วนเธอน่ะหรือ เขาให้เรียกแต่เพียงว่าคุณหนึ่ง หรือคุณพินิจ เจ้าของบริษัท นัมเบอร์วัน อินทีเรีย จำกัด เจ้านายหนุ่มวัย 38 ปีของเธอนั่นเอง เด็กฝึกงานอย่างเธอคิดการไกลหวังจะจับเจ้าของบริษัท ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น เพียงแค่เธอบังเอิญเดินชนเขาและทำน้ำหกใส่เสื้อสูทเท่านั้น จากไม่เคยคิดอะไรก็ทำให้คิดให้มองเขาอย่างสังเกต ผู้ชายรูปหล่ออารมณ์ดีกับคนอื่น ทว่ากับเธอเขาแสดงความรำคาญทุกครั้งที่เข้าใกล้ ก็คงเหมือนไฟล่อแมลงให้บินเข้าหา
แฟ้มเอกสารที่แผนกสั่งให้เธอนำมาให้แทบจะกลืนหายเข้าไปในทรวงอก มือข้างนั้นกอดแฟ้มแน่นพอๆ กับมืออีกข้างที่กำจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ สภาพในขณะนี้ของเธอจึงดูน่าทุเรศมากกว่าน่ามอง และโชคดีที่ไม่มีใครลากเธอไปซ้ำข้างทางก่อนจะมายืนตัวสั่นอยู่หน้าห้องพักของบิ๊กบอสที่เกลียดขี้หน้าเธอยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
ลมหายใจอุ่นจัดถูกผ่อนออกช้าๆ แล้วสูดกลับเข้าไปแรงๆ เป็นครั้งสุดท้าย มือข้างขวาปล่อยแฟ้มเพื่อเคาะประตู
“ก๊อกๆ”
มือนั้นลดลงมากอดแฟ้มแนบแน่นดังเดิม ลมหายใจนั้นเหมือนจะอิดโรยในตอนแรกจนแทบตัดใจเมื่อรอแล้วก็ยังไม่มีใครเปิดประตูรับเธอ มะลิลาสะท้อนวาบอยู่ในอกหากการมาครั้งนี้ของเธอเสียเที่ยวก็ยังมองไม่เห็นทางออกอื่น กายนั้นเริ่มสั่นสะท้านเมื่อคิดถึงภาพชวนสยอง ดังนั้นเธอจึงยกมือข้างเดิมขึ้นเคาะประตูระรัว ความหวังจะเห็นหน้าเจ้าของห้องค่อนข้างริบหรี่ เธอเคาะจนเจ็บมือประตูนั้นก็ยังไม่เปิด
“หรือจะไม่อยู่” เธอพูดกับตัวเอง “ถ้างั้นจะทำไงดี จะไปไหน...ในสภาพแบบนี้จะไปไหนได้”
เสื้อขาดวิ่นเห็นนวลเนื้อขาวลออ ทว่ายังมีแฟ้มปิดบังความงามนั้นไว้ไม่ให้อุจาดตาแก่ผู้พบเห็น คนเห็นยังไม่เท่าคนถูกเห็นถูกมองเหมือนตัวประหลาด เสี่ยงต่อการถูกคุกคามทางเพศ แล้วแบบนี้มะลิลาจะไปไหนได้ยังไง
“ขอให้คุณหนึ่งอยู่ด้วยเถอะ”
มะลิลาตัดสินใจเคาะประตูอีกครั้งให้ดังที่สุด
เท่านั้น....
“โว้ยยย! ใครวะ!! เคาะอยู่ได้” ประตูห้อง 2505เปิดผางพร้อมกับชายร่างสูงเปลือยอกในสภาพเมาแอ๋ ใบหน้าคมคายนั้นแดงก่ำ ขอบตาแดงคล้ำเหมือนถูกเขียนด้วยเครื่องสำอาง คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นแทบจะเป็นเกลียว ผมสั้นแต่ดกหนายุ่งเหยิงไม่เป็นรูปทรงสีหน้าเต็มไปด้วยโทสะจนเธอนึกกลัวขึ้นมาครามครัน
“ใครวะ” ดูเหมือนว่าเจ้าของห้องขี้เมาจะจำเธอไม่ได้
“มะ...มะลิลาเองค่ะ”
พินิจเพ่งมองหญิงสาวหน้าตาดีตรงหน้า ความเมาทำให้เขาจ้องเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายรอบ ทำเอาคนถูกมองร้อนๆ หนาวๆ พิกล
“มะลิลา” เขานึก “อ๋อ จำได้แล้ว เด็กฝึกงานที่บริษัท มาทำไม รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” จะบอกว่าความสวยของเธอทำให้เขาหายเมาหรือเมาหนักขึ้นกว่าเดิมก็ไม่รู้ แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกทำไมเด็กนี่มายืนบื้ออยู่ตรงนี้ได้
“มะลิเอาแฟ้มงานจากแผนกบัญชีมาให้ค่ะ คุณวิสุทธิ์บอกว่าคุณหนึ่งต้องการด่วน แต่คุณหนึ่งกลับมาก่อนคุณวิสุทธิ์ก็เลยให้มะลิเอามาให้ค่ะ”
มือเล็กยื่นแฟ้มมาให้แทบจะชนอกเขา ในขณะที่ดวงหน้าหวานกลับก้มหน้าจนคางจรดอกราวกับไม่กล้าสบตาเขาในระยะกระชั้นชิดแบบนี้ พินิจหลุบตามองแฟ้มแว่บหนึ่งเขาเห็นเนินอกขาวผุดผาด น้ำเมาที่กระดกรดลำคอยังติดค้างเต็มพิกัด ดวงตาคมของพินิจจึงตวัดมองเสื้อขาดๆ ซึ่งบัดนี้มีมือเล็กๆ ขยุ้มเอาไว้
ไม่ว่าจะเพราะอะไร ร่างอรชรก็ถูกดึงเข้าห้องไปอย่างรวดเร็ว
มะลิลาตาเบิกโพลงอย่างตกใจเมื่อต้องมายืนตัวสั่นอวดสายตาคมกริบของนายจ้าง เขาเมา...น่าจะมากเสียด้วยสิ ส่วนเธอก็อยู่ที่นี่พร้อมความต้องการบางอย่าง
“นี่ตั้งใจมาอ่อยฉันล่ะสิท่า”
เธอเงี่ยหูฟังน้ำเสียงคนเมามียานคางนิดๆ แต่ไม่มากเท่าสภาพภายนอกของเขา แต่ดูอีกทีลำคอหนาแดงระเรื่อนั้นกลับตั้งตรง ลำตัวก็ยืนตรงไม่มีเซซวนไปมาเหมือนที่คิด หรือบิ๊กบอสของเธอจะไม่เมามาก
“ว่าไงเล่า! ฉันถามทำไมไม่ตอบ ถ้าทิ้งปากไว้ข้างนอกก็ออกไปเก็บมาซะ” แล้วเขาก็ผลักเธอเต็มแรง
ร่างอรชรไม่คิดว่าจะถูกผลักก็เซแซดๆ จนสะดุดเท้าตัวเองล้ม อย่าหวังว่าจะมีอ้อมแขนของพระเอกมารองรับ สะโพกของเธอจ้ำเบ้าไปกับพื้นเต็มแรง มะลิลาครางเสียงเบาช้อนตาขึ้นมาเขาอย่างตระหนก
“มองทำไม ไม่เคยเห็นคนหรือไงเด็กโง่”
‘เด็กโง่’ มองบิ๊กบอสสุดหล่อของเธอนิ่งๆ ถ้าเขาเกลียดหน้าเธอขนาดนี้ สิ่งที่คิดไว้มันจะสำเร็จหรือเปล่านะ มะลิลาลุกขึ้นยืนยังคงก้มหน้าคางจรดอกเหมือนจะตัดใจว่ามองให้ตายก็คงไม่มีทางเห็นรอยยิ้ม ฉะนั้นก็ก้มหน้าซ่อนสายตาเอาไว้ดีกว่า
“ปากน่ะ ไม่มีหรือ...”
“ถ้ามะลิอ่อยแล้วคุณหนึ่งจะทำยังไงกับมะลิคะ”
คราวนี้เป็นพินิจที่ต้องหุบปากฉับ ขบเม้มเรียวปากตัวเองแน่นแล้วคลายออกก่อนจะหัวเราะเยาะเธอดังลั่น