ตอนที่ 1 เรื่องแย่ ๆ
บทเรียนราคาแพง โลกใบนี้มันจะสอนให้กับเราเอง...
ฉันชื่อโฟกัส ฉันเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ช่วงวัยกำลังก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย ที่ใครต่อใครก็บอกว่ามันเป็นช่วงชีวิตที่พลิกผันที่สุด
ฉันไม่รู้ว่าต่อไปนี้ฉันจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ฉันรู้เพียงแต่ว่าฉันต้องพยายามสู้กับมันด้วยตัวของฉันเอง
เพราะไม่มีใครที่จะปกป้องฉันได้นอกจากตัวของฉัน…
ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ยังไงฉันก็คงทำมันไม่ได้จริงๆ หรอก เพราะฉันเป็นคนที่อ่อนแอมากๆ อ่อนแอจนครอบครัวของฉันไม่อยากจะปล่อยให้ห่างไกลจากพวกท่านด้วยซ้ำ
ฉันกระชับหนังสือเล่มหนาที่หอบเอาไว้อยู่ในอ้อมกอด พร้อมกับถอดสายตามองออกไปบริเวณรอบๆ มหาลัยที่ฉันสอบติดเข้ามาได้
นักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันต่างหันมองมาทางฉัน ก่อนที่พวกเขาจะหันไปพูดซุบซิบกันแล้วหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ฉันก้มมองสำรวจตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ทุกสายตาหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มขบขัน
วันนี้ฉันแต่งตัวถูกระเบียบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนักศึกษาที่พอดีตัว และกระโปรงพลีทที่ยาวจนถึงตาตุ่ม ซึ่งคนที่นั่งหัวเราะฉันอยู่นั้น ต่างก็แต่งตัวไม่ค่อยจะเรียบร้อยกันเท่าไหร่ ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาหัวเราะเยาะอะไรฉันกันมากมาย
ฉันจับแว่นสายตาที่ตัวเองใส่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคนเหล่านั้น แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรพวกเขาออกไป
ฉันทำได้เพียงแค่เดินห่างออกมาจากตรงนั้นเงียบๆ
ปึก!
“อ๊ะ!” ฉันหลุดเสียงร้องออกมาเล็กน้อย เมื่อฉันเดินไปชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง
“มัวแต่เดินก้มหน้าไม่คิดจะมองทางบ้างหรือไงวะ!” เสียงทุ้มเข้มของผู้ชายตรงหน้าพูดขึ้นมาเสียงดังอย่างหงุดหงิด
“ขะ...ขอโทษค่ะ” ฉันก้มหัวให้เขา แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ตอนนี้สายตาของฉันจึงเห็นเพียงแค่ปลายรองเท้าของเขาเท่านั้น
“จะขอโทษก็เงยหน้าขึ้นมามองหน่อย!” เขายังคงหาเรื่องที่จะต่อว่าฉันไม่หยุด แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็เงยหน้าขึ้นมองเขาช้าๆ
เมื่อสายตาของฉันสบเข้ากับดวงตาคมของเขา มันก็ทำให้ฉันหายใจติดขัดไปชั่วขณะ แต่คนตรงหน้ากลับจ้องมองฉันเพียงนิ่งๆ พร้อมกับไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“เธอเป็นคนชนฉัน เธอก็เก็บของๆ เธอเองละกันนะ...เสียเวลาชะมัด” ชายตรงหน้าพูดบอกอย่างหัวเสีย
“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงเก็บของตัวเองอย่างว่าง่าย ถึงแม้ว่าเขาจะหน้าตาดี และดูเพอร์เฟ็กต์ทุกอย่าง แต่นิสัยของเขามันก็แย่เอาการ
ถึงแม้ในหัวของฉันจะคิดตำหนิเขา แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะพูดโต้ตอบอะไรเขากลับไป
ฉันก้มหน้าก้มตาเก็บหนังสือของตัวเอง ที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นมาหอบเอาไว้อีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวยาวใต้ตึกคณะของตัวเอง
ตลอดเวลาที่ฉันนั่งอยู่ ไม่มีใครเข้ามาพูดคุยกับฉันเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้เดินเข้าไปคุยกับใคร เพราะฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว
ฉันกวาดสายตามองเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่นั่งจับกลุ่มคุยอย่างสนุกสนาน พอก้มมองตัวเองที่ไม่มีใครแล้วในใจของฉันมันก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา
“เฮ้อออ~” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ บางทีฉันก็เหนื่อยกับตัวเองที่มีนิสัยแบบนี้ ฉันอยากจะเปลี่ยนให้ตัวเองเข้มแข็ง และกล้าขึ้นมากกว่านี้ แต่...มันก็ทำไม่ได้
“น้องปีหนึ่งรวมตัวกันได้แล้วค่ะ!” รุ่นพี่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งเดินมาตะโกนบอกรุ่นน้องที่นั่งกันอยู่ ทุกคนต่างพากันลุกเดินไปเข้าแถวตามที่รุ่นพี่บอก รวมถึงฉันเองก็ด้วย
“เธอๆ ชื่อไรอ่ะ” ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันเอื้อมมือมาสะกิดที่ไหล่ของฉันเบาๆ ฉันจึงหันไปมองเธอช้าๆ พร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเพื่อเป็นเชิงถาม
“เธอนั่นแหละ” ผู้หญิงคนนั้นพูดตอบกลับมาพร้อมมุมปากที่กำลังยกยิ้ม ท่าทางดูเป็นคนแรงๆ ของเธอมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเธอถึงอยากจะคุยกับฉัน
“ชื่อโฟกัสค่ะ” ฉันตอบกลับไป เธอเองก็พยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปกระซิบกับเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านข้างของเธอ เพราะระยะที่นั่งห่างกันมันมีมากจนเกินไป ฉันถึงได้ยินไม่ชัดว่าพวกเธอคุยอะไรกัน
“ทำไมเธอใส่กระโปรงยาวจัง” เธอคนนั้นหันกลับมาถามฉันอีกครั้ง พร้อมกับแอบกลั้นขำ
“ฉันก็ใส่แบบนี้ปกติอยู่แล้วค่ะ” ฉันตอบกลับ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจในท่าทีของเธอก็ตาม
“เธออยากจะมาเป็นเพื่อนกับพวกฉันมั้ย ฉันชื่ออิงค์ ส่วนนี่นับดาว” เธอถามออกมา พร้อมกับแนะนำเพื่อนอีกคนให้ฉันได้รู้จัก ลักษณะและท่าทางของพวกเธอมันทำให้ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“เอ่อ...ค่ะ” ฉันอยากจะปฏิเสธออกไป แต่ฉันก็ไม่กล้าที่จะพูด
“ถ้างั้นเสร็จจากตรงนี้แล้ว เราไปทานข้าวด้วยกันนะ” อิงค์พูดบอกออกมา ฉันเองก็พยักหน้ารับน้อยๆ
เวลาผ่านไป
หลังจากที่รุ่นพี่ปล่อย ฉันก็เดินออกมาพร้อมกับอิงค์และนับดาว
“พวกเธอจะไปไหนกันเหรอ” ฉันเอ่ยถามออกมา เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังเดินออกจากตึกคณะ แล้วไปทางที่จะออกไปหน้ามหาลัย
“พวกฉันจะไปกินข้าวกันที่ห้างน่ะ” นับดาวเป็นคนที่หันมาตอบคำถามของฉัน
“กินในโรงอาหารของคณะก็ได้หนิ” ฉันพูดบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่ปกติ
“โอ้ย! ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากจะไปเบียดกับใคร” นับดาวโวยออกมาเสียงดังจนฉันสะดุ้ง
“โทษที” เมื่อเธอเห็นว่าฉันตกใจเธอก็พูดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่สีหน้าและแววตาของเธอมันก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเธอจะหงุดหงิดฉันด้วยเรื่องอะไร
“อย่าเรื่องมากเลยโฟกัส เธอตกลงแล้วว่าเธอจะไปเธอก็ต้องไป” อิงค์พูดออกมาบ้าง ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่าที่น้ำเสียงของเธอมันเหมือนกับเป็นการบังคับฉัน
ด้วยความที่ฉันเป็นคนที่ไม่กล้าเถียง และไม่กล้าแย้งอะไรใคร ฉันจึงเดินตามพวกเธอไปอย่างเงียบๆ จนกระทั่งนั่งรถของอิงค์มาถึงที่ห้างที่พวกเธอเลือกที่จะทานข้าวที่นี่
ทั้งสองเดินนำหน้าฉันไป ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าร้านอาหารที่ดูหรูหรามากในสายตาของฉัน
หลังจากหาที่นั่งกันได้เรียบร้อย ทั้งสองคนก็เริ่มสั่งอาหารทันที ส่วนฉันเมื่อกางเมนูออกแล้วเห็นว่าอาหารแต่ละอย่างนั้นราคาค่อนข้างที่จะแพง ฉันก็ชะงักมือค้างเอาไว้ทันที ก่อนที่จะปิดเมนูเอาไว้ตามเดิม
“เธอไม่กินข้าวเหรอโฟกัส” อิงค์เงยหน้าขึ้นถาม ฉันจึงส่ายหน้าไปมาพร้อมรอยยิ้มแหยๆ
พวกเธอเองก็ไม่ได้ถามอะไรฉันอีก จนกระทั่งพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ พวกเธอก็หยิบมือถือราคาแพงขึ้นมาถ่ายรูป ก่อนที่จะลงมือทาน
ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองพวกเธออยู่อย่างนั้น แม้แต่น้ำแก้วเดียวฉันก็ยังไม่ได้ดื่มเลยด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” นับดาวพูดขึ้นมา หลังจากที่เธอทานในส่วนของเธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เธอรีบกลับหรือเปล่า” อิงค์เอ่ยถามออกมาขณะที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“ก็รีบอยู่” ฉันตอบกลับไป เธอเองก็พยักหน้ารับ ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานมาเช็คบิล
“ฉันปวดท้องอ่ะ เดี๋ยวฉันกลับมานะ” เธอพูดพร้อมกับคว้ากระเป๋าของตัวเองลุกเดินออกไปจากร้าน โดยที่ฉันไม่ทันได้ทักท้วงอะไร
“ค่าอาหารทั้งหมดครับ” พนักงานเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมกับบิลค่าอาหาร
“ค่ะ ขอรอเพื่อนแป๊บนึงนะคะ” ฉันหันไปบอกกับพนักงาน ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินกลับไป
ฉันนั่งรออิงค์และนับดาวอยู่อย่างนั้นหลายสิบนาที แต่พวกเธอก็ไม่กลับเข้ามา
“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า ทานเสร็จหรือยังคะ” ผู้หญิงที่ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นผู้จัดการร้านเดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ฉันก็รู้ว่าเธอถามเพราะต้องการอะไร
“อ๋อเสร็จแล้วค่ะ นี่ค่ะค่าอาหาร” แล้วในที่สุดฉันก็เป็นคนที่จะต้องจ่ายค่าอาหารทั้งหมด
“ทั้งหมดสองพันบาทนะคะ” เธอคนนั้นพูดบอก เมื่อเห็นว่าฉันยื่นเงินให้กับเธอเพียงแค่หนึ่งพันบาท ฉันจึงจำต้องหยิบแบงค์พันออกมาให้เธออีกใบ ก่อนจะลุกเดินออกจากร้านมา
ความจริงฉันก็ไม่ได้รวยหรือมีเงินมากมายอะไรขนาดนั้น เงินที่ฉันจ่ายไปในวันนี้ก็ล้วนแล้วเป็นเงินที่ฉันจำเป็นต้องใช้จ่ายในค่ากินค่าอยู่ของเดือนนี้ทั้งนั้น
ฉันเดินออกจากร้านอาหารมาเงียบๆ ก่อนจะเดินลงบันไดเลื่อนแล้วไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ ความรู้สึกของฉันคิดว่าทั้งอิงค์และนับดาวคงไม่ย้อนกลับมาหาฉันหรอก
แค่วันแรกที่เริ่มเข้าสู่มหาลัย ชีวิตของฉันมันก็เจอเรื่องแย่ๆ แล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีก
ฉันนั่งรอรถเมล์เป็นเวลานานหลายนาทีกว่าจะได้ขึ้นรถกลับบ้าน เพราะฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยแหละฉันถึงไม่รู้เส้นทางมากนัก บางทีรถเมล์ที่ผ่านบ้านฉัน มันอาจจะขับผ่านไปแล้วหลายคันเพียงแต่ฉันไม่รู้
ฉันเดินไปนั่งเบาะคู่ติดริมหน้าต่างที่ว่างอยู่ ก่อนจะถอดสายตามองออกไปที่ข้างทางขณะที่รถก็เริ่มขับเคลื่อนออกตัวอย่างรวดเร็ว
สักพักรถก็หยุดจอดอีกครั้ง ก่อนที่จะมีผู้คนเดินขึ้นมามากมายอย่างเบียดเสียด เพราะเป็นช่วงเวลาเลิกงานแล้ว
สายตาของฉันหันไปเห็นคุณป้าคนหนึ่งที่ถือของเอาไว้ในมือมากมาย ขณะที่มืออีกข้างก็กำลังจับข้อมือเล็กของหลานสาวเอาไว้
“คุณป้าคะนั่งนี่ได้เลยค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับป้าคนนั้นด้วยรอยยิ้ม เธอเองก็พยักหน้ารับนิ่งๆ โดยที่ไม่พูดขอบคุณหรืออะไรฉันสักนิด แต่ไม่เป็นไร แค่ฉันได้ช่วยเหลือคนอื่นฉันก็พอใจแล้ว
ฉันจับราวด้านบนเพื่อทรงตัว ขณะที่ผู้คนก็เริ่มเบียดเสียดกันขึ้นมาเรื่อยๆ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก ฉันก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังจับอยู่ที่บั้นท้ายของฉัน ก่อนที่จะลูบวนเบาๆ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ฉันรู้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับฉัน
ฉันหันกลับไปที่ป้าคนนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เธอก็ทำแค่มองแล้วเบือนหน้าหนีเหมือนไม่อยากจะยุ่งในเรื่องนี้
ฉันกัดฟันแน่นเพื่อข่มความกลัวด้วยท่าทางที่สั่นเทา เมื่อมือหนาของบุคคลนั้นเริ่มลูบไล้ลงไปที่ต้นขาของฉันผ่านเนื้อผ้า
พรึบ!
“ทำเหี้ยอะไรวะ!!” เสียงผู้หญิงข้างๆ ตะโกนดังขึ้น พร้อมกับที่มือบางของเธอตะครุบมือหนาของคนที่กำลังลูบไล้ที่ต้นขาของฉันเอาไว้แน่น
ทุกคนภายในรถจึงหันมามองตรงจุดที่ฉันยืนอยู่เป็นตาเดียว ฉันเองก็หันกลับไปดูคนที่ทำแบบนั้นกับฉันเหมือนกัน
“ทำอะไร ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ผู้ชายที่อยู่ในวัยกลางคน พูดออกมาเสียงละล่ำละลักเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา ลุงคนนั้นพยายามที่จะชักมือของตัวเองกลับ แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างฉันก็จับบีบเอาไว้แน่น จนใบหน้าของลุงเหยเกเล็กน้อย
“ตอแหล! แก่จนจะเข้าโลงอยู่แล้วนะลุง ยังจะมาทำตัวมักมากในกามอีกเหรอ ก็เห็นอยู่เนี่ยว่าลุงกำลังจับก้นผู้หญิงคนนี้ มือก็ค้างอยู่เนี่ย ยังจะแถอีกเนอะ!” เธอพูดออกมาเป็นชุด พร้อมกับสายตาที่จ้องชายตรงหน้าเขม็ง ส่วนฉันเองก็ได้แต่มองอย่างสั่นๆ โดยไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาเพราะยังตกใจไม่หาย
“อะไรของแกเนี่ยนังหนู ก็บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำไง!” ลุงคนนั้นทำท่าหงุดหงิดออกมา ก่อนจะสะบัดข้อมือของตัวเองออก แล้วเดินเบียดตัวฉันและเธอออกไป ก่อนที่ลุงเขาจะกดออดแล้วเดินลงจากรถอย่างหนีความผิดที่ตัวเองก่อ
“ป้าก็อีกคน! อยู่ใกล้กันขนาดนี้ควรที่จะช่วย! คนสมัยนี้มันเป็นอะไรกันหมดวะ” เธอหันไปพูดกับป้าที่ฉันสละที่นั่งให้เสียงดัง ก่อนที่เธอจะตวัดสายตามามองที่ฉันเป็นคนสุดท้าย
“แล้วเธอล่ะ ปากไม่มีพูดหรือไง ด่ามันไปสิใครทำอะไรก็ด่ามันไปเลยอย่าไปกลัว” เธอพูดบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่เบาลงนิดหน่อย แต่มันก็ทำให้ฉันสะดุ้ง
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดออกไปอย่างตะกุกตะกักอย่างไม่กล้าโต้แย้งอะไรกับเธอ เมื่อเธอได้ยินแบบเธอก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อืม ทีหลังอ่ะหัดสู้คนอื่นซะบ้าง โลกนี้มันไม่เหมาะกับคนใสๆ อย่างเธอหรอก” เธอพูดบอกออกมาอีกครั้ง ฉันจึงพยักหน้ารับหงึกหงัก ขณะที่สายตาก็มองสำรวจเธอไปด้วย ดูจากการแต่งตัวเธอคงจะเรียนวิทยาลัยเทพช่างแน่ๆ บางทีอาจจะรุ่นเดียวกับฉันเลยด้วยซ้ำ
“เธอชื่ออะไรเหรอ” ฉันเงยหน้าขึ้นถามเธอ เพราะตัวของเธอค่อนข้างที่จะสูงกว่าฉันหลายเท่า
“เธอไม่ต้องอยากรู้จักคนอย่างฉันหรอก ฉันไปล่ะ หวังว่าถ้าเจอกันอีกเธอคงไม่ปล่อยให้ใครทำอะไรกับเธอแบบนี้อีกนะ” เธอพูดทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะเดินลงจากรถไป
อย่างน้อยวันที่ฉันได้เจอกับเรื่องแย่ๆ แต่มันก็ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับฉันอยู่บ้าง…ถึงจะน้อยนิดและเกือบจะไม่รอดแล้วก็ตาม