bc

ใต้เงา...พ่อบุญธรรม

book_age18+
191
FOLLOW
4.1K
READ
forbidden
family
age gap
dare to love and hate
stepfather
drama
bxg
multiple personality
professor
like
intro-logo
Blurb

'น้ำริน' เปรียบเสมือนหยดน้ำตัวน้อยที่หลงทางมาอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อว่า 'ศาสตราจารย์ ปรานต์' สำหรับเด็กสาววัย 20 ที่ไร้ที่พึ่ง โลกทั้งใบของเธอมีเพียงเขา... ศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ผู้เพียบพร้อมวัย 48 ปี

เธอควรอยู่ให้เจียมตัวในฐานะ 'เด็กในปกครอง' และเทิดทูนเขาในฐานะ 'พ่อบุญธรรม' ทว่า... แววตาคมดุหลังกรอบแว่นที่มักจะอ่อนแสงลงยามจ้องมองเธอ และอ้อมกอดที่แสนมั่นคงในห้องสมุดที่เงียบสงัด กลับสั่นคลอนหัวใจเด็กสาวอย่างรุนแรงจนเกินจะห้ามใจ

แต่หนทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อ 'ปนินตา' ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา พร้อมจะทำทุกทางเพื่อกำจัด 'กาฝาก' อย่างเธอออกไป ท่ามกลางกำแพงแห่งวัย สายตาชิงชัง และความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าสุขุม... น้ำรินต้องเลือกระหว่าง 'บุญคุณ' กับ 'ความรัก'

สุดท้ายแล้ว เธอจะยืนหยัดอยู่ใต้เงาของเขาได้ตลอดไป หรือจะต้องรินหลั่งน้ำตาเพราะรักที่เป็นไปไม่ได้ครั้งนี้?

chap-preview
Free preview
ตอนที่ 1: หยดน้ำที่หลงทาง
ท่ามกลางกลิ่นธูปจางๆ และไอแดดอุ่นที่ลอดผ่านกระจกสีหลากสีของโบสถ์อุปถัมภ์ร่างบอบบางของ ‘น้ำริน’ ในชุดนักศึกษาเรียบกริบกำลังก้มหน้าเก็บกวาดพื้นโบสถ์อย่างตั้งใจ เสียงไม้กวาดกระทบพื้นหินอ่อนจังหวะสม่ำเสมอเป็นดั่งเสียงนับถอยหลัง... ชีวิตในรั้วไม้กางเขนที่เธอคุ้นเคยมาตลอด 20 ปี กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่น้ำรินกำลังขัดถูฐานรูปปั้นพระแม่มารี สัมผัสของเนื้อหินที่เย็นเยียบนำพาความคิดของเธอข้ามกาลเวลากลับไปสู่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในโบสถ์แห่งนี้... ตอนนั้นเธออายุเพียงเจ็ดขวบ หลังจากที่คุณยายซึ่งเป็นญาติคนสุดท้ายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอถูกนำมาทิ้งไว้พร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ และความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นดอกมะลิแห้งที่ชานเรือนบ้านหลังเก่า น้ำรินจำได้ว่าเธอเคยนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมมืดของโบสถ์ มองดูเด็กคนอื่นๆ วิ่งเล่นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ‘น้ำริน... เราไม่ได้ถูกทิ้งนะลูก แต่พระเจ้ากำลังทดสอบให้เราเข้มแข็ง’ คำปลอบโยนของแม่ชีมาเรียในวันนั้นคือน้ำทิพย์ที่ชโลมใจ เธอจึงเติบโตมาโดยใช้ความขยันเป็นเกราะกำบัง และใช้ความกตัญญูเป็นเครื่องนำทาง เธอเรียนรู้ที่จะทำความสะอาดทุกซอกมุมของโบสถ์จนหลับตาก็จำได้ว่ารอยร้าวบนผนังอยู่ตรงไหนบ้าง ความทรงจำเหล่านั้นทำให้หยดน้ำตาคลอหน่วยเมื่อตระหนักว่า วันที่ต้องจาก ‘บ้าน’ หลังเดียวที่เหลืออยู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที “น้ำริน... พอก่อนเถอะลูก มาหาแม่ทางนี้หน่อย” เสียงสั่นพร่าแต่เปี่ยมด้วยความเมตตาของแม่ชีมาเรียดังขึ้น น้ำรินวางมือจากงานทันที เธอเดินเข้าไปหาหญิงชราที่เปรียบเสมือนแม่แท้ๆ ด้วยท่าทางนอบน้อม “มีอะไรหรือคะคุณแม่ชี สีหน้าคุณแม่ดูไม่ค่อยดีเลย” น้ำรินเอ่ยถามด้วยความกังวล มือเรียวเล็กเอื้อมไปกุมมือเหี่ยวหย่นนั้นไว้ “โบสถ์ของเรากำลังลำบาก... และหนูเองก็โตเกินกว่าที่กฎระเบียบจะอนุญาตให้อยู่ต่อได้นานกว่านี้” แม่ชีมาเรียถอนใจ “แต่หนูยังเรียนไม่จบ และแม่ไม่อยากให้หนูต้องออกไปเผชิญโลกข้างนอกเพียงลำพังโดยไม่มีคนคุ้มครอง” น้ำรินก้มหน้านิ่ง เธอรู้ข้อนี้ดี หยดน้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตา เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน โลกภายนอกกำแพงโบสถ์สำหรับเธอมันช่างกว้างใหญ่และน่ากลัวจนแทบหายใจไม่ออก “แม่เลยติดต่อ ‘ท่าน’ ไป... ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์โบสถ์เรามานาน และเป็นคนที่มีจิตเมตตาอย่างยิ่ง” ยังไม่ทันที่น้ำรินจะถามว่า ‘ท่าน’ ที่แม่ชีพูดถึงคือใคร เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังโบสถ์ เสียงนั้นดูมีจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง จนน้ำรินรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ น้ำรินหันกลับไปมอง และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอลืมหายใจไปชั่วขณะ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บประณีตกำลังเดินตรงมาหาเธอ เขาคือผู้ชายที่ดูภูมิฐานที่สุดเท่าที่น้ำรินเคยเห็นในชีวิต ใบหน้าคมเข้มไร้ที่ติประดับด้วยแว่นสายตากรอบบางที่ทำให้เขาดูสุขุมและน่าเกรงขาม แววตาคมดุคู่นั้นดูราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอ “ศาสตราจารย์ปรานต์... มาถึงเร็วกว่าที่คิดนะคะ” แม่ชีมาเรียขยับกายต้อนรับ ศ.ดร. ปรานต์ ศิลาวาริน หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเด็กสาว เขาสูงกว่าเธอมากจนน้ำรินต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผสมกับกลิ่นสะอาดของกระดาษและไอเย็นจากตัวเขา แตกต่างจากกลิ่นกำยานในโบสถ์ที่เธอคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ปรานต์เดินตามแม่ชีมาเรียเข้าไปยังห้องรับรองเล็กๆ ที่ผนังเต็มไปด้วยคราบความชื้น เขาไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ แต่เลือกที่จะยืนกอดอก มองดูผังอาคารที่แม่ชีนำมากางให้ดู “เด็กๆ สามสิบแปดชีวิตต้องนอนอัดกันอยู่ในโถงนั้นตอนฝนตกหนัก เพราะหลังคาเรือนนอนรั่วจนเปียกโชกไปหมดค่ะ ศาสตราจารย์” แม่ชีกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เราขาดทั้งทุนซ่อมแซม และทุนการศึกษาสำหรับเด็กโตที่กำลังจะจบมัธยม” ปรานต์ขยับแว่นสายตา มองดูตัวเลขในบัญชีที่แม่ชีแสดงให้เห็นด้วยสายตาคมกริบแบบนักบริหาร “ผมจะจัดสรรงบประมาณให้ในนามของมูลนิธิ... ไม่ใช่แค่ซ่อมหลังคา แต่ผมจะให้สถาปนิกเข้ามาดูโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงจัดหาสวัสดิการอาหารให้ครบห้าหมู่สำหรับเด็กเล็กเจ็ดถึงสิบหกปีทุกคน” เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะมองลอดหน้าต่างออกไปที่ร่างบอบบางของน้ำริน “แต่สำหรับเด็กคนนั้น... ที่ชื่อน้ำริน เธอเรียนด้านไหนอยู่” “เธอกำลังศึกษาต่อด้านอักษรศาสตร์ค่ะ ขยันมาก เรียนดีจนได้ทุนต่อเนื่องมาตลอด แต่ปัญหาคือเธอไม่มีที่พักพิงที่เป็นทางการ และกฎอุปถัมภ์ของโบสถ์จะสิ้นสุดลงเมื่อเด็กอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์” ปรานต์นิ่งคิด เขาเป็นคนประเภทที่ทำอะไรต้องมีเหตุผลรองรับเสมอ แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าการช่วยเหลือเด็กสาวคนนี้คือภารกิจสำคัญที่โชคชะตาหยิบยื่นให้ในวันเกิดครบรอบ 48 ปีของเขา ปรานต์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับดวงตากลมโตที่สั่นระริกเหมือนกวางน้อยที่ตื่นตระหนกของน้ำริน ความเงียบเข้าปกคลุมโบสถ์อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะขยับมุมปากเพียงเล็กน้อย... น้อยมากจนแทบมองไม่เห็นว่าเป็นรอยยิ้มหรืออะไรกันแน่ “ยี่สิบปี... โตพอที่จะเรียนรู้โลกของจริงแล้วสินะ” เขากล่าวพลางขยับแว่นสายตา “ถ้าคุณแม่ชีไว้วางใจ ผมก็ยินดีจะรับเธอไปอยู่ในปกครอง จนกว่าเธอจะเรียนจบและยืนได้ด้วยตัวเอง” น้ำรินรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ คำว่า ‘อยู่ในปกครอง’ ฟังดูปลอดภัยแต่น่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน เธอรีบก้มลงกราบแทบเท้าเขาตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้รับเมตตา “ขอบพระคุณท่านศาสตราจารย์มากค่ะ น้ำรินจะตั้งใจเรียน จะเป็นเด็กดี ไม่ทำให้ท่านต้องลำบากใจเลยค่ะ” ปรานต์มองเด็กสาวด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาเอื้อมมือหนาไปแตะที่ไหล่บางของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นเพียงชั่วครู่แต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด “ไม่ต้องเรียกฉันว่าศาสตราจารย์... อยู่ที่บ้าน เรียกฉันว่า ‘คุณท่าน’ หรือจะเรียกว่า ‘คุณพ่อบุญธรรม’ ก็ได้ ตามใจเธอ” น้ำรินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ในเงาของแว่นสายตานั้น เธอเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่... มันคือความโดดเดี่ยวที่ลึกล้ำไม่ต่างจากเธอ โดยที่ไม่รู้เลยว่า... การก้าวเข้าไปอยู่ภายใต้ ‘เงา’ ของผู้ชายคนนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของหยดน้ำอย่างเธอไปตลอดกาล เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ปรานต์ก้าวออกมาจากห้องรับรอง ท่วงท่าการเดินของเขามั่นคงหนักแน่นจนดูเหมือนพื้นหินอ่อนจะสั่นสะเทือนจางๆ เขาหยุดยืนอยู่หน้าโถงโบสถ์ ขยับนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือเพื่อเช็กเวลา ก่อนจะเดินตรงไปหาน้ำรินที่รีบวางมือจากงาน เขายืนเว้นระยะห่างไว้อย่างสุภาพตามวิสัยผู้ดี แต่เงาของเขาที่ทอดลงมากลับคลุมร่างของเธอไว้มิด น้ำรินรู้สึกได้ถึงอำนาจที่แผ่ออกมา ความประหม่าทำให้เธอกุมมือตัวเองไว้แน่น ปรานต์สังเกตเห็นนิ้วเรียวที่แดงเล็กน้อยจากการทำงานหนัก เขาขมวดคิ้วจางๆ มือหนาเอื้อมไปขยับเนคไทที่คอเสื้ออีกครั้ง เป็นท่าทางติดตัวเวลาที่เขากำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ “ที่บ้านของฉันมีห้องสมุดที่ใหญ่มาก...” เขาเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “และฉันต้องการคนที่รักหนังสือจริงๆ ไปช่วยจัดระเบียบที่นั่น แลกกับการที่เธอจะได้เรียนต่อจนจบปริญญาเอกถ้าเธอต้องการ และมีที่พักที่ปลอดภัย... เธอคิดว่าเธอจะรับผิดชอบงานนี้ไหวไหม” น้ำรินเงยหน้าขึ้นสบตา สายตาคู่นั้นดูเหมือนมหาสมุทรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เธอยกมือขึ้นไหว้เขาด้วยท่าทางสั่นเทา “ไหวค่ะ... น้ำรินจะทำให้ดีที่สุดค่ะคุณท่าน” คำว่า ‘คุณท่าน’ ที่หลุดจากปากเด็กสาว ทำให้หัวใจของศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่กระตุกวูบอย่างประหลาด เขาพยักหน้าช้าๆ ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่เพื่อซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นมา “ดี... พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า รถของฉันจะมารับ เตรียมตัวให้พร้อม” เขาสะบัดชายเสื้อสูทเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของอำนาจ ความอบอุ่น และความเร้นลับที่น้ำรินต้องค้นหาภายใต้เงาอันยิ่งใหญ่นี้

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

แม่หมอแห่งซูโจว

read
7.6K
bc

รักต้นฉบับ(ไม่ลับ)แม่มดมนตรา

read
1K
bc

วิญญาณตามรัก

read
1K
bc

คุณหนูสิบเจ็ดตระกูลเจียง

read
10.7K
bc

เชลยรักท่านอ๋องอำมหิต

read
17.4K
bc

หยุดหัวใจไม่รักดี

read
4.4K
bc

โซ่รัก ใยปรารถนา

read
6.5K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook