ตอนที่ 1: หยดน้ำที่หลงทาง
ท่ามกลางกลิ่นธูปจางๆ และไอแดดอุ่นที่ลอดผ่านกระจกสีหลากสีของโบสถ์อุปถัมภ์ร่างบอบบางของ ‘น้ำริน’ ในชุดนักศึกษาเรียบกริบกำลังก้มหน้าเก็บกวาดพื้นโบสถ์อย่างตั้งใจ เสียงไม้กวาดกระทบพื้นหินอ่อนจังหวะสม่ำเสมอเป็นดั่งเสียงนับถอยหลัง... ชีวิตในรั้วไม้กางเขนที่เธอคุ้นเคยมาตลอด 20 ปี กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ขณะที่น้ำรินกำลังขัดถูฐานรูปปั้นพระแม่มารี สัมผัสของเนื้อหินที่เย็นเยียบนำพาความคิดของเธอข้ามกาลเวลากลับไปสู่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในโบสถ์แห่งนี้...
ตอนนั้นเธออายุเพียงเจ็ดขวบ หลังจากที่คุณยายซึ่งเป็นญาติคนสุดท้ายจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอถูกนำมาทิ้งไว้พร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ และความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นดอกมะลิแห้งที่ชานเรือนบ้านหลังเก่า น้ำรินจำได้ว่าเธอเคยนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ที่มุมมืดของโบสถ์ มองดูเด็กคนอื่นๆ วิ่งเล่นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
‘น้ำริน... เราไม่ได้ถูกทิ้งนะลูก แต่พระเจ้ากำลังทดสอบให้เราเข้มแข็ง’ คำปลอบโยนของแม่ชีมาเรียในวันนั้นคือน้ำทิพย์ที่ชโลมใจ เธอจึงเติบโตมาโดยใช้ความขยันเป็นเกราะกำบัง และใช้ความกตัญญูเป็นเครื่องนำทาง
เธอเรียนรู้ที่จะทำความสะอาดทุกซอกมุมของโบสถ์จนหลับตาก็จำได้ว่ารอยร้าวบนผนังอยู่ตรงไหนบ้าง ความทรงจำเหล่านั้นทำให้หยดน้ำตาคลอหน่วยเมื่อตระหนักว่า วันที่ต้องจาก ‘บ้าน’ หลังเดียวที่เหลืออยู่กำลังใกล้เข้ามาทุกที
“น้ำริน... พอก่อนเถอะลูก มาหาแม่ทางนี้หน่อย” เสียงสั่นพร่าแต่เปี่ยมด้วยความเมตตาของแม่ชีมาเรียดังขึ้น น้ำรินวางมือจากงานทันที เธอเดินเข้าไปหาหญิงชราที่เปรียบเสมือนแม่แท้ๆ ด้วยท่าทางนอบน้อม
“มีอะไรหรือคะคุณแม่ชี สีหน้าคุณแม่ดูไม่ค่อยดีเลย” น้ำรินเอ่ยถามด้วยความกังวล มือเรียวเล็กเอื้อมไปกุมมือเหี่ยวหย่นนั้นไว้
“โบสถ์ของเรากำลังลำบาก... และหนูเองก็โตเกินกว่าที่กฎระเบียบจะอนุญาตให้อยู่ต่อได้นานกว่านี้” แม่ชีมาเรียถอนใจ
“แต่หนูยังเรียนไม่จบ และแม่ไม่อยากให้หนูต้องออกไปเผชิญโลกข้างนอกเพียงลำพังโดยไม่มีคนคุ้มครอง”
น้ำรินก้มหน้านิ่ง เธอรู้ข้อนี้ดี หยดน้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตา เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน โลกภายนอกกำแพงโบสถ์สำหรับเธอมันช่างกว้างใหญ่และน่ากลัวจนแทบหายใจไม่ออก
“แม่เลยติดต่อ ‘ท่าน’ ไป... ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์โบสถ์เรามานาน และเป็นคนที่มีจิตเมตตาอย่างยิ่ง” ยังไม่ทันที่น้ำรินจะถามว่า ‘ท่าน’ ที่แม่ชีพูดถึงคือใคร เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังโบสถ์
เสียงนั้นดูมีจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง จนน้ำรินรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ น้ำรินหันกลับไปมอง และภาพที่เห็นก็ทำให้เธอลืมหายใจไปชั่วขณะ
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้มตัดเย็บประณีตกำลังเดินตรงมาหาเธอ เขาคือผู้ชายที่ดูภูมิฐานที่สุดเท่าที่น้ำรินเคยเห็นในชีวิต ใบหน้าคมเข้มไร้ที่ติประดับด้วยแว่นสายตากรอบบางที่ทำให้เขาดูสุขุมและน่าเกรงขาม แววตาคมดุคู่นั้นดูราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอ
“ศาสตราจารย์ปรานต์... มาถึงเร็วกว่าที่คิดนะคะ” แม่ชีมาเรียขยับกายต้อนรับ
ศ.ดร. ปรานต์ ศิลาวาริน หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเด็กสาว เขาสูงกว่าเธอมากจนน้ำรินต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผสมกับกลิ่นสะอาดของกระดาษและไอเย็นจากตัวเขา แตกต่างจากกลิ่นกำยานในโบสถ์ที่เธอคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
ปรานต์เดินตามแม่ชีมาเรียเข้าไปยังห้องรับรองเล็กๆ ที่ผนังเต็มไปด้วยคราบความชื้น เขาไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ แต่เลือกที่จะยืนกอดอก มองดูผังอาคารที่แม่ชีนำมากางให้ดู
“เด็กๆ สามสิบแปดชีวิตต้องนอนอัดกันอยู่ในโถงนั้นตอนฝนตกหนัก เพราะหลังคาเรือนนอนรั่วจนเปียกโชกไปหมดค่ะ ศาสตราจารย์” แม่ชีกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เราขาดทั้งทุนซ่อมแซม และทุนการศึกษาสำหรับเด็กโตที่กำลังจะจบมัธยม” ปรานต์ขยับแว่นสายตา มองดูตัวเลขในบัญชีที่แม่ชีแสดงให้เห็นด้วยสายตาคมกริบแบบนักบริหาร
“ผมจะจัดสรรงบประมาณให้ในนามของมูลนิธิ... ไม่ใช่แค่ซ่อมหลังคา แต่ผมจะให้สถาปนิกเข้ามาดูโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงจัดหาสวัสดิการอาหารให้ครบห้าหมู่สำหรับเด็กเล็กเจ็ดถึงสิบหกปีทุกคน” เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะมองลอดหน้าต่างออกไปที่ร่างบอบบางของน้ำริน
“แต่สำหรับเด็กคนนั้น... ที่ชื่อน้ำริน เธอเรียนด้านไหนอยู่”
“เธอกำลังศึกษาต่อด้านอักษรศาสตร์ค่ะ ขยันมาก เรียนดีจนได้ทุนต่อเนื่องมาตลอด แต่ปัญหาคือเธอไม่มีที่พักพิงที่เป็นทางการ และกฎอุปถัมภ์ของโบสถ์จะสิ้นสุดลงเมื่อเด็กอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์”
ปรานต์นิ่งคิด เขาเป็นคนประเภทที่ทำอะไรต้องมีเหตุผลรองรับเสมอ แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกว่าการช่วยเหลือเด็กสาวคนนี้คือภารกิจสำคัญที่โชคชะตาหยิบยื่นให้ในวันเกิดครบรอบ 48 ปีของเขา ปรานต์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับดวงตากลมโตที่สั่นระริกเหมือนกวางน้อยที่ตื่นตระหนกของน้ำริน ความเงียบเข้าปกคลุมโบสถ์อยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะขยับมุมปากเพียงเล็กน้อย... น้อยมากจนแทบมองไม่เห็นว่าเป็นรอยยิ้มหรืออะไรกันแน่
“ยี่สิบปี... โตพอที่จะเรียนรู้โลกของจริงแล้วสินะ” เขากล่าวพลางขยับแว่นสายตา
“ถ้าคุณแม่ชีไว้วางใจ ผมก็ยินดีจะรับเธอไปอยู่ในปกครอง จนกว่าเธอจะเรียนจบและยืนได้ด้วยตัวเอง”
น้ำรินรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ คำว่า ‘อยู่ในปกครอง’ ฟังดูปลอดภัยแต่น่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน เธอรีบก้มลงกราบแทบเท้าเขาตามสัญชาตญาณของการเป็นผู้รับเมตตา
“ขอบพระคุณท่านศาสตราจารย์มากค่ะ น้ำรินจะตั้งใจเรียน จะเป็นเด็กดี ไม่ทำให้ท่านต้องลำบากใจเลยค่ะ”
ปรานต์มองเด็กสาวด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เขาเอื้อมมือหนาไปแตะที่ไหล่บางของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นเพียงชั่วครู่แต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
“ไม่ต้องเรียกฉันว่าศาสตราจารย์... อยู่ที่บ้าน เรียกฉันว่า ‘คุณท่าน’ หรือจะเรียกว่า ‘คุณพ่อบุญธรรม’ ก็ได้ ตามใจเธอ” น้ำรินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ในเงาของแว่นสายตานั้น เธอเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่... มันคือความโดดเดี่ยวที่ลึกล้ำไม่ต่างจากเธอ
โดยที่ไม่รู้เลยว่า... การก้าวเข้าไปอยู่ภายใต้ ‘เงา’ ของผู้ชายคนนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของหยดน้ำอย่างเธอไปตลอดกาล
เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ปรานต์ก้าวออกมาจากห้องรับรอง ท่วงท่าการเดินของเขามั่นคงหนักแน่นจนดูเหมือนพื้นหินอ่อนจะสั่นสะเทือนจางๆ เขาหยุดยืนอยู่หน้าโถงโบสถ์ ขยับนาฬิกาเรือนหรูที่ข้อมือเพื่อเช็กเวลา ก่อนจะเดินตรงไปหาน้ำรินที่รีบวางมือจากงาน
เขายืนเว้นระยะห่างไว้อย่างสุภาพตามวิสัยผู้ดี แต่เงาของเขาที่ทอดลงมากลับคลุมร่างของเธอไว้มิด น้ำรินรู้สึกได้ถึงอำนาจที่แผ่ออกมา ความประหม่าทำให้เธอกุมมือตัวเองไว้แน่น ปรานต์สังเกตเห็นนิ้วเรียวที่แดงเล็กน้อยจากการทำงานหนัก เขาขมวดคิ้วจางๆ มือหนาเอื้อมไปขยับเนคไทที่คอเสื้ออีกครั้ง เป็นท่าทางติดตัวเวลาที่เขากำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ
“ที่บ้านของฉันมีห้องสมุดที่ใหญ่มาก...” เขาเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“และฉันต้องการคนที่รักหนังสือจริงๆ ไปช่วยจัดระเบียบที่นั่น แลกกับการที่เธอจะได้เรียนต่อจนจบปริญญาเอกถ้าเธอต้องการ และมีที่พักที่ปลอดภัย... เธอคิดว่าเธอจะรับผิดชอบงานนี้ไหวไหม” น้ำรินเงยหน้าขึ้นสบตา สายตาคู่นั้นดูเหมือนมหาสมุทรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เธอยกมือขึ้นไหว้เขาด้วยท่าทางสั่นเทา
“ไหวค่ะ... น้ำรินจะทำให้ดีที่สุดค่ะคุณท่าน”
คำว่า ‘คุณท่าน’ ที่หลุดจากปากเด็กสาว ทำให้หัวใจของศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่กระตุกวูบอย่างประหลาด เขาพยักหน้าช้าๆ ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่เพื่อซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นมา
“ดี... พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า รถของฉันจะมารับ เตรียมตัวให้พร้อม”
เขาสะบัดชายเสื้อสูทเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของอำนาจ ความอบอุ่น และความเร้นลับที่น้ำรินต้องค้นหาภายใต้เงาอันยิ่งใหญ่นี้