ล้อรถยุโรปราคาแพงบดไปบนกรวดหินที่จัดวางอย่างประณีต ก่อนจะค่อยๆ หยุดนิ่งสนิทที่เบื้องหน้าบันไดหินอ่อนขนาดยักษ์ น้ำริน นั่งนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังเบาะหนัง มือของเธอกำสายกระเป๋าผ้าจนแน่นราวกับมันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิต ดวงตากลมโตสั่นระริกขณะจ้องมองผ่านกระจกติดฟิล์มสีเข้มออกไปข้างนอก
“ถึงแล้วครับคุณน้ำริน” นายชิดเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับมองผ่านกระจกมองหลังด้วยความเห็นใจ
น้ำรินไม่ได้ตอบในทันที เธอเหมือนตกอยู่ในภวังค์ขณะแหงนมองยอดโดมของคฤหาสน์ศิลาวารินที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าสีคราม ความอลังการของตัวสถาปัตยกรรมทรงยุโรปที่ประดับประดาด้วยงานประติมากรรมหินสลักดูสง่างามจนน่าเกรงขาม
“นี่... นี่คือบ้านของท่านศาสตราจารย์จริง ๆ หรือคะลุงชิด” น้ำรินพึมพำเสียงแผ่ว ราวกับกลัวว่าเสียงของเธอจะไปสั่นสะเทือนความเงียบสงัดของสถานที่แห่งนี้ “มัน... มันดูยิ่งใหญ่จนน้ำรินไม่กล้าแม้แต่จะก้าวลงจากรถเลยค่ะ มันเหมือนวังที่น้ำรินเคยเห็นในหนังสือเรียนไม่มีผิด”
“ครับคุณน้ำริน นี่แหละครับคฤหาสน์ศิลาวาริน” นายชิดยิ้มน้อยๆ
“คุณท่านชอบความสงบและระเบียบวินัยมากครับ บ้านหลังนี้เลยอาจจะดูขรึมไปสักหน่อยสำหรับคนไม่คุ้นเคย แต่อย่ากังวลไปเลยครับ เข้าไปข้างในเถอะครับ ป้าสายหยุดรอต้อนรับอยู่”
น้ำรินสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก ความยิ่งใหญ่ของวิมานหินอ่อนตรงหน้าทำให้หยดน้ำตัวน้อยๆ อย่างเธอรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกกลืนกินหายไปในความโอ่อ่าที่ไร้ขอบเขต
‘น้ำรินเอ๋ย... อย่าให้ความสวยงามของกรงทองแห่งนี้ทำให้หนูลืมที่ทางของตัวเองนะ’ เธอเตือนตัวเองในใจ พลางหลับตาลงนึกถึงไม้กางเขนที่โบสถ์เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ
ก่อนจะพยักหน้าให้คนขับรถเป็นการส่งสัญญาณ นายชิดรีบเดินลงมาเปิดประตูรถให้ด้วยท่าทางให้เกียรติ น้ำรินก้าวลงจากรถด้วยท่าทางสั่นเทา ทันทีที่ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบความรู้สึกแปลกแยกก็จู่โจมเธอทันที เธอยืนอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบที่มองไปทางไหนก็น่าประหม่าไปเสียหมด
และที่นั่นเอง... สายหยุด หัวหน้าแม่บ้านในชุดฟอร์มสีเทาเรียบกริบเดินออกมาจากประตูบานยักษ์ ยืนเด่นเป็นสง่าราวกับเป็นผู้พิทักษ์ประตูวัง น้ำรินก้มหน้าลงต่ำ พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางสายตาของคฤหาสน์หลังยักษ์ที่กำลังจับจ้องมาที่เธอ
สายหยุด หัวหน้าแม่บ้านในชุดฟอร์มสีเทาเรียบกริบเดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่พยายามรักษาความสุภาพ
“คุณน้ำรินใช่ไหมคะ ดิฉันสายหยุดค่ะ คุณท่านสั่งไว้ให้รอรับคุณเชิญทางนี้ค่ะ”
“สวัสดีค่ะป้าสายหยุด... ฝากตัวด้วยนะคะ” น้ำรินยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมจนสายหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผงกศีรษะรับและเดินนำเข้าสู่โถงกลาง
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบานยักษ์ น้ำรินก็ต้องตกตะลึงกับความหรูหรา ภายในโถงสูงลิ่วประดับด้วยโคมระย้าคริสตัลที่ส่องประกายวับแวม พื้นหินอ่อนขัดเงาจนสะท้อนภาพเงาของเธออย่างชัดเจน แต่ยังไม่ทันที่น้ำรินจะได้ชื่นชมความงาม เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนดัง คลิก-คลิก ก็ดังขึ้นจากกลางโถง
“ช้าจริง... ปล่อยให้ฉันต้องมายืนรอดูหน้าแม่เด็กกาฝากตัวใหม่ตั้งนาน”
น้ำรินสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าเห็นหญิงสาวสวยโฉบเฉี่ยวในชุดเดรสแบรนด์เนมสีขาวครีมยืนกอดอกอยู่กลางโถง ปนินตา จ้องมองน้ำรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยเฉพาะเมื่อเห็นเธอถอดรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ แถมยังใส่ถุงเท้าคู่ถูก ๆ และกระเป๋าผ้าใบย่อมของน้ำริน
“คุณหนูคะ... คุณท่านสั่งให้พาน้องไปรอที่ห้องรับแขกค่ะ” สายหยุดพยายามเอ่ยปราม
“น้อง ใครน้องฉันคะป้าสายหยุด” ปนินตาตวาดเสียงสูง
“ที่บ้านนี้ไม่มีใครเป็นน้องฉัน และไม่มีที่สำหรับคนชั้นต่ำที่หอบผ้าหอบผ่อนมาจากโบสถ์กระจอกๆ นั่นด้วย” น้ำรินหน้าซีดเผือด เธอพยายามรวบรวมความกล้าพูดออกไป
“น้ำรินมาที่นี่เพื่อทำงานแลกที่เรียนค่ะคุณหนู น้ำรินไม่ได้ตั้งใจจะมาวุ่นวาย...”
“ทำงาน งานอะไร งานอ่อยพ่อฉันน่ะเหรอ” ปนินตาก้าวเข้ามาประชิด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฉุนกึกจนน้ำรินผงะ
“ฉันรู้ทันนะว่าเด็กกำพร้าอย่างพวกเธอคิดอะไร อยากจะชุบตัวในบ่อทองล่ะสิ ถึงได้ทำหน้าซื่อตาใสประจบพ่อฉันจนท่านยอมรับมาอยู่ในบ้านแบบนี้”
“ไม่ใช่นะคะ” น้ำรินเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“น้ำรินเคารพท่านศาสตราจารย์...เพราะท่านไปทำบุญที่โบสถ์บ่อย ๆ ”
“อย่ามาเรียกพ่อฉันว่าศาสตราจารย์ด้วยปากสกปรกของเธอ” ปนินตาง้างมือขึ้นหมายจะสั่งสอนเด็กสาวตรงหน้า
“ปนินตา!”
เสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมด้วยอำนาจดังกึกก้องมาจากด้านบนบันไดวน ทุกคนในโถงต่างหยุดนิ่งรวมถึงปนินตาที่ชะงักมือค้างไว้
ศาสตราจารย์ปรานต์ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขยับลงบันไดมาช้าๆ ท่วงท่าการเดินของเขานิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความดุดัน ใบหน้าคมเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นเรียบเฉยจนน่ากลัว
เขาก้าวลงมาจนถึงขั้นสุดท้าย สายตาคมกริบจ้องมองลูกสาวของตัวเองก่อนจะปรายตาไปทางน้ำรินที่ยืนก้มหน้าจนคางชิดอก ไหล่บางสั่นเทาด้วยความกลัว
“พ่อคะ... ก็นังนี่มัน...” ปนินตาพยายามจะอธิบาย ท่าทางกระด้างเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นออดอ้อนทันที
“พ่อเห็นหมดแล้วนิน” ปรานต์กล่าวเสียงเรียบแต่เย็นเฉียบ
“พ่อสอนหนูเสมอเรื่องมารยาทและการให้เกียรติคนอื่น โดยเฉพาะแขกของพ่อ... ทำไมหนูถึงทำตัวไม่น่ารักแบบนี้”
“แขกเหรอคะ มันก็แค่เด็กกำพร้าที่พ่อเก็บมา...”
“นิน!” ปรานต์ขยับเสียงเข้มขึ้นหนึ่งระดับจนปนินตาสะดุ้ง
“ไปขึ้นห้องของหนูซะ ก่อนที่พ่อจะโกรธไปมากกว่านี้” ปนินตากัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยความอิจฉาริษยาและน้อยใจเธอกระแทกเท้าเดินสะบัดขึ้นบันไดไปโดยไม่ลืมทิ้งสายตาอาฆาตไว้นที่น้ำริน
โถงบ้านกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ปรานต์ถอนหายใจยาวก่อนจะหันมาหาน้ำรินที่ยังไม่ยอมเงยหน้า เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้จนน้ำรินได้กลิ่นสะอาดของไม้จันทน์หอมที่คุ้นเคย
“ขอโทษแทนลูกสาวฉันด้วยนะน้ำริน... ยัยนินถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก เลยค่อนข้างเอาแต่ใจ” น้ำรินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตสั่นระริก
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะคุณท่าน น้ำรินต่างหากที่ต้องขอโทษที่ทำให้คุณท่านลำบากใจ น้ำรินจะรีบไปที่ห้องพักและจะไม่ทำตัวให้เป็นภาระค่ะ”
ปรานต์จ้องมองใบหน้าที่นองไปด้วยคราบน้ำตาจาง ๆ ของเด็กสาว ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มสั่นคลอน เขาเอื้อมมือหนาไปหมายจะปลอบประโลมที่หัวไหล่แต่ก็หยุดนิ่งไว้เพียงแค่กลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประสานมือไว้ข้างหลังแทน
“ตามป้าสายหยุดไปที่ห้องพักเถอะ ช่วงบ่ายฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอเรื่องงานในห้องหนังสือ...” ปรานต์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ
“และไม่ต้องกลัว ที่นี่... เธออยู่ใต้การดูแลของฉัน ไม่มีใครทำอะไรเธอได้ตราบเท่าที่ฉันยังอยู่ที่นี่”
น้ำรินพยักหน้าเบาๆ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านในหัวใจท่ามกลางความหนาวเหน็บของคฤหาสน์หินอ่อน คำพูดที่ว่า ‘ไม่มีใครทำอะไรเธอได้’ ของศาสตราจารย์ปรานต์เปรียบเสมือนโล่กำบังล่องหนที่ช่วยประคองสติที่เกือบจะหลุดลอยของเธอให้กลับคืนมา เธอรีบเดินตามหลังป้าสายหยุดไปทางปีกซ้ายของบ้านอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการจะหนีไปจากสายตาเชือดเฉือนของปนินตาที่ยังคงทิ้งรอยไหม้ไว้บนแผ่นหลังของเธอ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า... สายตาคมดุของศาสตราจารย์วัย 48 ปี ยังคงมองตามแผ่นหลังบางที่ดูบอบบางเหลือเกินในชุดนักศึกษาที่เริ่มซีดจางนั้นไปจนสุดสายตา