เช้าวันแรกในคฤหาสน์ศิลาวารินเริ่มต้นขึ้นด้วยความเงียบเชียบ น้ำรินตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความฝันและความจริง เธอสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนที่พบในตู้เสื้อผ้า มันพอดีตัวราวกับช่างตัดเย็บมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ขณะที่เธอกำลังจัดแต่งผมมวยให้เรียบร้อย เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น
“คุณน้ำรินคะ คุณท่านให้มาตามไปพบที่ห้องสมุดค่ะ” เสียงป้าสายหยุดนุ่มนวลกว่าเมื่อวานมาก
"ค่ะป้า" เธอเปิดประตูยิ้มให้ป้าแม่บ้าน
น้ำรินสูดลมหายใจเข้าลึก เดินตามป้าสายหยุดผ่านโถงทางเดินปีกซ้ายจนมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้สักบานยักษ์ที่เธอเห็นเมื่อคืน ป้าสายหยุดไม่ได้เปิดเข้าไป แต่ส่งยิ้มให้กำลังใจแล้วเดินเลี่ยงออกไป ทิ้งให้น้ำรินยืนอยู่เพียงลำพังหน้าอาณาจักรหวงห้าม เธอเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
“เข้ามา...” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังลอดออกมา
น้ำรินผลักประตูเข้าไปและต้องชะงักกับภาพตรงหน้า ห้องสมุดแห่งนี้ไม่ใช่แค่ห้องเก็บหนังสือ แต่มันคือโถงขนาดใหญ่ที่มีชั้นวางหนังสือไม้สูงจรดเพดานนับสิบชั้น กลิ่นกระดาษเก่าหอมกรุ่นผสมกับกลิ่นขี้ผึ้งขัดเงาไม้ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ราวกับอยู่ในโบสถ์
ศาสตราจารย์ปรานต์ นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวยักษ์ที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร เขาสวมแว่นสายตาและเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ที่ปลดกระดุมคอออกหนึ่งเม็ด ดูผ่อนคลายกว่าเมื่อวานแต่ก็ยังน่าเกรงขาม เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาว สายตาคมกริบไล่สำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าจิ้มลิ้ม เขาเห็นสีหน้าที่ดูสดใสขึ้นและชุดที่เขา ‘ตั้งใจ’ เลือกให้สวมใส่อย่างพอดี
“นั่งลงสิ” เขาสั่งพลางบุ้ยปากไปที่เก้าอี้บุหนังตรงหน้า น้ำรินนั่งลงอย่างเจียมตัว มือสองข้างประสานกันไว้ที่ตัก
“คุณท่านมีอะไรจะสั่งน้ำรินคะ” ปรานต์พิงพนักเก้าอี้ ประสานมือเข้าหากัน
“ฉันเรียกเธอมาเพื่อตกลงเรื่องงาน ในฐานะผู้อุปถัมภ์ ฉันส่งเธอเรียนที่มหาวิทยาลัยในเมือง ซึ่งจะเริ่มเทอมหน้า แต่ในระหว่างนี้และเวลาว่างหลังจากนั้น เธอมีหน้าที่ต้องทำที่นี่” น้ำรินพยักหน้าอย่างตั้งใจ
“น้ำรินทำได้ทุกอย่างค่ะ จะให้ช่วยงานบ้านหรืองานครัวก็ได้ค่ะ”
“งานทั่วไปเธอไปช่วยป้าสายหยุดในครัวหรือดูแลความเรียบร้อยของบ้านได้ตามสมควร ป้าเขาอายุมากแล้ว มีเธอไปช่วยคงเบาแรงได้เยอะ” ปรานต์หยุดเล็กน้อยก่อนจะปรายตาไปรอบห้องสมุด
“แต่งานหลักของเธอจริงๆ คือ ‘ที่นี่’ ... ห้องสมุดนี้”
“ดูแลหนังสือหรือคะ”
“ใช่ หนังสือพวกนี้คือสมบัติที่มีค่าที่สุดของฉัน หลายเล่มเป็นหนังสือหายากและเริ่มชำรุดตามกาลเวลา ฉันต้องการให้เธอช่วยทำทะเบียนหนังสือใหม่ และสำคัญที่สุด... ฉันเห็นว่าเธอมีฝีมือเรื่องงานประดิษฐ์จากที่โบสถ์ ฉันอยากให้เธอช่วยซ่อมแซมสันปกและหน้ากระดาษที่เสียหายของเล่มที่ฉันแยกไว้ให้” น้ำรินมองกองหนังสือเก่าแก่ด้วยแววตาเป็นประกาย
“น้ำรินจะตั้งใจทำอย่างสุดความสามารถค่ะคุณท่าน” ปรานต์มองเห็นประกายความสุขในดวงตาของเด็กสาว เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“และถ้าเธอทำงานเสร็จ หรือมีเวลาว่าง... เธอแวะเข้ามาอ่านหนังสือในนี้ได้ทุกเล่มตามที่เธอต้องการ ฉันอนุญาต” น้ำรินเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
“จริงหรือคะ ป้าสายหยุดบอกว่าที่นี่เป็นเขตหวงห้าม...”
“ฉันหวงห้ามสำหรับคนที่ไม่เห็นค่าของมัน แต่น้ำริน... ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้น” ปรานต์ลุกขึ้นยืน เดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ เขาหยิบวัตถุอย่างหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ... มันคือพวงกุญแจที่มีลูกกุญแจทองเหลืองดอกเล็กๆ เพียงดอกเดียว เขายื่นมันให้น้ำริน
“ฉันทำกุญแจไว้สำหรับเธอชุดหนึ่ง เป็นกุญแจที่เปิดประตูห้องสมุดนี้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะอยู่หรือไม่ก็ตาม”
มือของน้ำรินสั่นน้อยๆ ขณะเอื้อมไปรับกุญแจดอกนั้น ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับฝ่ามือหนาของเขาเพียงครู่เดียว แต่มันกลับเหมือนกระแสไฟอ่อนๆ ที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ปรานต์ไม่ได้ชักมือกลับในทันที เขามองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับจะสื่อความหมายที่มากกว่าคำพูด
“กุญแจนี้คือความไว้ใจของฉันนะน้ำริน ในบ้านหลังนี้อาจจะมีที่ที่เธออึดอัดใจ แต่ที่นี่... ห้องสมุดนี้ จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธอเสมอ”
“น้ำริน... น้ำรินไม่รู้จะขอบคุณ คุณท่านยังไงดีค่ะ” น้ำรินเอ่ยเสียงสั่น พลางก้มลงมองกุญแจในมือที่เปรียบเสมือนพันธสัญญา
“ไม่ต้องขอบคุณ” ปรานต์ขยับถอยหลังออกไป รักษาระยะห่างที่เหมาะสม
“วันนี้เธอไปหาป้าสายหยุดเถอะ วันนี้เรียนรู้งานในครัวก่อน แล้วตอนบ่ายค่อยเริ่มจัดการหนังสือพวกนี้... อย่าลืมว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ในฐานะลูกสาวอีกคนของฉัน ใครจะพูดอะไรก็ไม่ต้องไปใส่ใจ”
น้ำรินกราบลาเขาด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกหวาดกลัวต่อคฤหาสน์หินอ่อนเริ่มจางหายไป เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจ ขณะที่เธอกำลังจะเดินพ้นประตู เสียงของปรานต์ก็ดังขึ้นเบาๆ แต่ชัดเจน
“ชุดสีฟ้านั่น... เหมาะกับเธอดีนะ”
น้ำรินชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีระเรื่อ เธอไม่ได้หันกลับไปตอบ แต่รีบเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ปกปิดไม่มิด ทิ้งให้ศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่นั่งมองบานประตูที่ปิดลงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยกระแสความรู้สึกที่เขาเองก็รู้ดีว่า... มันกำลังจะเปลี่ยนโลกที่เคยเงียบเหงาของเขาไปตลอดกาล
เธอเดินตรงไปยังห้องครัวใหญ่ของคฤหาสน์ กลิ่นหอมของอาหารเช้าลอยมาแตะจมูก ป้าสายหยุด กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารหลากหลายชนิดบนเคาน์เตอร์หินอ่อนขนาดใหญ่
“ป้าสายหยุดคะ มีอะไรให้รินช่วยไหมคะ” น้ำรินเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
“หนูน้ำริน มาเร็ว ๆ เลยลูก มาช่วยป้าจัดเตรียมอาหารเช้าหน่อย” ป้าสายหยุดดูท่าทางใจดีขึ้นมากเมื่ออยู่ตามลำพังกับน้ำริน
น้ำรินรับหน้าที่จัดจาน ช้อน ส้อม และแก้วน้ำบนโต๊ะอาหารขนาดยาวที่ตั้งอยู่กลางห้องอาหาร ภาพของห้องอาหารที่โอ่อ่าประดับด้วยผนังไม้แกะสลักและภาพวาดภูมิทัศน์ราคาแพงทำให้เธอนึกย้อนไปถึงเรือนนอนรวมในโบสถ์ที่มีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ และจานชามธรรมดา
เมื่ออาหารเช้าทุกอย่างพร้อม น้ำรินช่วยป้าสายหยุดยกจานอาหารออกไปวางบนโต๊ะไม้สักขนาดยาวในห้องอาหาร ศาสตราจารย์ปรานต์ และ ปนินตา มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ปรานต์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาเรียบๆ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆ ส่วนปนินตาในชุดนอนผ้าไหมสีแดงฉานกำลังจิบกาแฟด้วยท่าทางเบื่อหน่าย น้ำรินก้มศีรษะเตรียมจะถอยกลับไปที่โรงครัวตามมารยาทที่เธอระลึกอยู่เสมอ แต่ทว่าเสียงทุ้มของคนที่นั่งหัวโต๊ะกลับรั้งเธอไว้เสียก่อน
“จะไปไหนล่ะน้ำริน นั่งลงสิ” ปรานต์ละสายตาจากหนังสือพิมพ์เพียงชั่วครู่ แววตาหลังกรอบแว่นดูราบเรียบแต่แฝงความเด็ดขาด น้ำรินชะงักฝีเท้า ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยความเลิ่กลั่ก
“น้ำริน... จะไปทานในครัวกับป้าสายหยุดค่ะคุณท่าน ตรงนี้เป็นที่ของคุณท่านกับคุณหนู น้ำรินไม่กล้า...”
“ฉันสั่งให้นั่งก็นั่งลงเถอะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอต้องมาทานข้าวที่โต๊ะนี้พร้อมกับฉันและนิน” ปรานต์วางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง ตึก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้คนทั้งห้องอาหารแทบหยุดหายใจ
“เพราะต่อจากนี้ไป เธอคือลูกสาวอีกคนหนึ่งของบ้านหลังนี้เช่นกัน”
“พ่อ” ปนินตาอุทานออกมาเสียงหลง แก้วกาแฟในมือสั่นจนน้ำสีเข้มเกือบกระฉอกออกมา
“พ่อพูดอะไรออกมาคะ นินตาเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อนะคะ พ่อจะเอาเด็กที่ไหนไม่รู้มาชูคอเทียบรัศมีนินตาได้ยังไง!”
ปนินตาจ้องมองน้ำรินด้วยสายตาเขียวปัด เธอโกรธจนตัวสั่น กินอาหารเช้ามื้อนี้แทบไม่ลง ความริษยาแล่นพล่านจนจุกอยู่ที่ลำคอ
“น้ำรินไม่กล้าหรอกค่ะคุณท่าน...” เด็กสาวละล่ำละลักปฏิเสธ กายบางสั่นเทาด้วยความอึดอัด
“ให้น้ำรินไปทานข้างหลังเถอะนะคะ น้ำรินไม่อยากทำให้คุณหนูไม่สบายใจ”
“น้ำริน!” ปรานต์กดเสียงต่ำลง แววตาที่เคยมองอย่างเอ็นดูเริ่มเปลี่ยนเป็นดุแกมบังคับ
“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าคำพูดของฉันคือสิทธิ์ขาดในบ้านหลังนี้ ถ้านั่งลงตอนนี้ฉันจะถือว่าเธอเคารพฉัน แต่ถ้าเดินออกไป... ฉันจะถือว่าเธอไม่ให้เกียรติผู้ที่อุปการะเธอเลย” น้ำรินหน้าเสีย เธอหันไปสบตากับป้าสายหยุดที่ยืนอยู่ไม่ไกล ป้าสายหยุดส่งยิ้มอ่อนๆ พร้อมกับพยักหน้าให้เป็นเชิงบอกว่า ‘ทำตามที่คุณท่านสั่งเถอะลูก’
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ไม้บุกำมะหยี่ตัวถัดไปนั่งลงอย่างเจียมตัว เธอประคองมือขึ้นยกมือไหว้ปรานต์ด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอเบ้า
“ขอบพระคุณคุณท่านมากค่ะที่เมตตาและให้เกียรติน้ำรินถึงขนาดนี้ น้ำรินจะทำตัวให้คู่ควรกับความไว้ใจของคุณท่านค่ะ”
ปรานต์เพียงแต่พยักหน้าเบาๆ สายตาที่เคยดุเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างรวดเร็ว เขาเลื่อนจานอาหารเช้าไปตรงหน้าเด็กสาว
“ทานเสียสิ... เดี๋ยวจะไม่มีแรงไปจัดการกับหนังสือในห้องสมุด”
ขณะที่น้ำรินค่อยๆ ตักอาหารเข้าปากด้วยความประหม่า ปนินตาที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับกำช้อนในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด เธอมองภาพพ่อของเธอที่คอยเหลือบมองยัยเด็กกำพร้าด้วยสายตาที่เธอไม่เคยได้รับมานานแล้ว เพลิงแห่งความเกลียดชังในใจปนินตายิ่งโหมกระพือหนักกว่าเดิม มื้ออาหารเช้าที่ดูเหมือนจะสงบจบลงด้วยชัยชนะเล็กๆ ของน้ำรินภายใต้การคุ้มครองของปรานต์ แต่มันคือการประกาศศึกอย่างเป็นทางการในใจของปนินตาที่รอวันจะเอาคืนอย่างสาสม