ตอนที่ 7: อาณาจักรหมื่นตัวอักษร

1626 Words
หลังจากมื้ออาหารเช้าที่เต็มไปด้วยความกดดันสิ้นสุดลง ปรานต์เดินนำน้ำรินมายังปีกซ้ายของบ้าน เขาใช้กุญแจดอกใหญ่ไขประตูไม้สักบานหนาออก กลิ่นหอมกรุ่นหนังสือที่เป็นเอกลักษณ์ของกระดาษเก่า หนังแท้ และไม้กฤษณาพวยพุ่งออกมาต้อนรับ ทันทีที่น้ำรินก้าวเท้าเข้าไป เธอถึงกับต้องกลั้นหายใจด้วยความตื่นตะลึงด้านใน ห้องสมุดแห่งนี้มีลักษณะเป็นโถงสูงสองชั้น ผนังทุกด้านถูกแทนที่ด้วยชั้นหนังสือไม้ขัดเงาที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือหลากสีสันนับหมื่นเล่ม แสงอาทิตย์ยามสายส่องผ่านกระจกสีด้านบนลงมาเป็นลำแสง ล้อไปกับฝุ่นละอองที่เต้นระบำอยู่ในอากาศ ราวกับที่นี่คือวิหารแห่งความรู้ “ที่นี่คืออาณาจักรของฉันน้ำริน...” ปรานต์เอ่ยเสียงทุ้ม ก้องกังวานไปตามเพดานสูง “และนับแต่นี้ มันจะเป็นที่ทำงานของเธอด้วย” เขาก้าวเดินนำเธอไปตามชั้นต่างๆ พร้อมกับชี้แจงระเบียบอย่างใจเย็น “ฝั่งขวาทั้งหมดคือหมวดวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ภาษาไทย ฉันแยกตามยุคสมัย" "ส่วนฝั่งซ้าย... ที่เห็นปกเป็นหนังสีน้ำตาลเข้มและสีดำนั่น คือตำราภาษาอังกฤษและภาษาละตินหายาก ตรงมุมด้านในสุดที่เป็นโต๊ะทำงานเล็ก ๆ นั่นคือมุมซ่อมแซมหนังสือ ฉันเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้เธอหมดแล้ว” น้ำรินเดินตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ ดวงตากลมโตกวาดมองชื่อเรื่องบนสันหนังสือด้วยความโหยหา หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอสมัยอยู่ที่โบสถ์ และการได้มาอยู่ท่ามกลางพวกมันมากมายขนาดนี้คือสวรรค์สำหรับเธอ “ระวังเล่มที่อยู่ชั้นบนสุดด้วยนะ มันค่อนข้างหนักและเก่ามาก” ปรานต์หยุดเดินแล้วหันมามองเด็กสาวที่ดูจะหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งเรียบร้อยแล้ว “เข้าใจที่ฉันบอกไหม น้ำริน” “ค่ะ... เข้าใจค่ะคุณท่าน” เธอยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนจะเดินไปที่ชั้นวรรณกรรมแปลที่อยู่ใกล้ๆ ปรานต์มองดูเธอครู่หนึ่งก่อนจะเดินแยกไปที่โต๊ะทำงานของเขาเพื่อจัดการเอกสาร ปล่อยให้น้ำรินได้ทำความคุ้นเคยกับพื้นที่ น้ำรินค่อยๆ ไล่นิ้วไปตามสันหนังสือจนกระทั่งมาหยุดที่เล่มหนึ่ง มันเป็นหนังสือแปลเล่มเก่าที่ปกทำจากผ้าสีน้ำเงินหม่น สันหนังสือมีรอยถลอกแต่ชื่อเรื่องกลับดึงดูดเธออย่างประหลาด เธอหยิบมันออกมาอย่างเบามือ แล้วเปิดอ่านหน้าแรก... ตัวอักษรที่บรรยายถึงความรักและการพลัดพรากในดินแดนอันไกลโพ้นสะกดจิตใจของน้ำรินได้ในทันที เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนบันไดไม้สำหรับปีนชั้นหนังสือ ลืมเลือนทุกสรรพสิ่งรอบกาย ลืมแม้กระทั่งว่าเธอกำลังอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่น่าประหม่า หรือกระทั่งลืมว่าเจ้าของบ้านผู้ทรงอำนาจกำลังนั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร “น้ำริน...” ปรานต์เรียกเธอจากโต๊ะทำงานเมื่อเขาเตรียมเอกสารเสร็จ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินตรงมาหาเด็กสาวที่นั่งจมอยู่ในกองหนังสือเล่มหนา เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ มองเห็นแผ่นหลังบางที่คุดคู้และท่าทางตั้งอกตั้งใจอ่านจนลืมลมหายใจ “น้ำริน...” เขาเรียกซ้ำด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้น พร้อมกับโน้มตัวลงไปใกล้จนกลิ่นกายสะอาดหอมกรุ่นของเขาเฉียดผ่านแก้มเนียนของเธอ ทว่าน้ำรินยังคงนิ่งสนิท เธอพลิกหน้ากระดาษถัดไปด้วยแววตาที่เป็นประกาย ปรานต์ลอบยิ้มที่มุมปากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ความใสซื่อและความรักในตัวอักษรของเธอทำให้หัวใจที่กระด้างของเขาอ่อนแสงลง เขาไม่ได้โกรธที่ถูกเมิน แต่กลับรู้สึกเอ็นดูจนอยากจะหยุดเวลาตรงนี้ไว้เขาเอื้อมมือหนาไปแตะที่หัวไหล่บางเบาๆ “น้ำริน... อ่านจบตอนหรือยัง” เด็กสาวสะดุ้งสุดตัวจนหนังสือเกือบหลุดจากมือ เธอกระโดดลุกขึ้นยืนพลางทำตาโตด้วยความตกใจ “คะ...คุณท่าน! ขอโทษค่ะ น้ำริน... น้ำรินเผลอตัวไปหน่อยค่ะ” ปรานต์จ้องมองใบหน้าที่ขึ้นสีระระเรื่อด้วยความเขินอายของเธอในระยะใกล้ แววตาของเขาที่เคยมองผ่านกรอบแว่นอย่างเย็นชา บัดนี้กลับดูอ่อนโยนและลึกล้ำจนน้ำรินต้องก้มหน้าหลบ “ฉันเรียกเธอสามครั้งแล้วนะ” เขาแกล้งทำเสียงดุแต่แววตากลับพราวระยับ “หนังสือเล่มนั้นมันน่าสนใจขนาดนั้นเลยหรือ” “น้ำรินขอโทษจริงๆ ค่ะคุณท่าน เนื้อหามัน... มันกินใจมากจนน้ำรินไม่ได้ยินอะไรเลยค่ะ” “ไม่เป็นไร... ฉันดีใจที่เธอชอบ” ปรานต์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนน้ำรินสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา “แต่จำไว้นะ ต่อไปนี้ถ้าอ่านหนังสือเพลินจนไม่ได้ยินเสียงฉัน... ฉันอาจจะต้องใช้วิธีอื่นเรียกเธอแทน” คำพูดกึ่งล้อกึ่งจริงของเขาทำให้น้ำรินใจเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมานอกอก เธอไม่รู้ว่า ‘วิธีอื่น’ ของเขาคืออะไร แต่สายตาที่เขามองมานั้น... มันกำลังทำให้น้ำรินรู้สึกว่ากรงทองหลังนี้อาจจะไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่เธอคิดเสียแล้ว บรรยากาศภายในห้องสมุดยามบ่ายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสงบ ปรานต์เดินนำน้ำรินไปยังมุมด้านในสุดซึ่งเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกตาสำหรับเธอ มีทั้งกาวแป้งเปียกสูตรโบราณ แปรงขนอ่อนขนาดต่างๆ ผ้าก๊อซบางละเอียด และมีดพับเล่มเล็กที่ลับจนคมกริบ “หนังสือเล่มที่เธออ่านจนลืมโลกเมื่อกี้ สันมันเริ่มปริแล้ว” ปรานต์เอ่ยเสียงเรียบพลางหยิบหนังสือผ้าสีน้ำเงินเล่มนั้นมาวางบนแผ่นรองตัด “วันนี้ฉันจะสอนวิธี ‘ต่อลมหายใจ’ ให้มัน ถ้าเธอทำพลาด หน้ากระดาษอาจจะหลุดออกจากกันถาวร” น้ำรินตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เธอขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานจนไหล่แทบจะเกยกับไหล่หนาของศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ ปรานต์เริ่มสาธิตการใช้พู่กันแต้มกาวลงบนแถบผ้าอย่างประณีต มือของเขาที่ดูแข็งแรงกลับขยับได้อย่างแผ่วเบาราวกับจับปลายพู่กันระบายสี “ลองทำดู... ทากาวให้บางที่สุด อย่าให้เยิ้มจนซึมเข้าเนื้อกระดาษ” เขาพยักหน้าให้เธอ น้ำรินรับพู่กันมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ เธอกลั้นหายใจขณะค่อยๆ แต้มกาวลงบนจุดที่ชำรุด แต่ด้วยความประหม่าที่มีเขาคอยจ้องมองอยู่ใกล้ๆ ทำให้มือของเธอเกิดเกร็งจนพู่กันแฉลบไปโดนนิ้วตัวเองและเลอะขอบกระดาษสำคัญ “อุ๊ย!” น้ำรินอุทานด้วยความตกใจ เธอรีบใช้ปลายนิ้วเช็ดกาวออกด้วยความลนลาน แต่นั่นกลับยิ่งทำให้กาวแผ่กระจายเป็นวงกว้าง “อยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับ” ก่อนที่น้ำรินจะทำให้สถานการณ์แย่ลง มือหนาของปรานต์ก็เอื้อมมากุมมือน้อยของเธอไว้ทันที สัมผัสจากฝ่ามือที่อุ่นจัดและสากระคายเล็กน้อยตามแบบฉบับชายหนุ่มทำให้ใจของน้ำรินกระตุกวูบราวกับตกจากที่สูง เขาไม่ได้แค่จับเพื่อดึงมือเธอออก แต่เขากลับกุมไว้อย่างนั้นเพื่อบังคับทิศทาง “อย่าตกใจ... ใจเย็น ๆ ” เสียงของเขาที่กระซิบอยู่ข้างหูนั้นทุ้มต่ำและนุ่มนวลอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงขมับของเธอ ปรานต์ใช้มือข้างหนึ่งกุมมือเธอให้ถือพู่กันค้างไว้ ส่วนมืออีกข้างของเขาก็หยิบผ้าสะอาดมาซับกาวออกให้อย่างใจเย็น ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงนาฬิกาลูกตุ้มเรือนเก่า น้ำรินรู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วของตัวเอง และเธอก็แอบสงสัยว่าเขาจะสัมผัสได้ถึงมันผ่านฝ่ามือที่กุมกันอยู่หรือไม่ ขณะที่คนทั้งสองกำลังตกอยู่ในภวังค์ของการสอนที่ใกล้ชิดจนเกินงาม ที่ช่องประตูไม้สักที่แง้มไว้เพียงนิด ปนินตา ยืนแอบมองอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้น มือที่สวมแหวนเพชรราคาแพงกำลูกบิดประตูแน่นจนเล็บแทบหักเข้าไปในเนื้อ ภาพที่บิดาผู้เย็นชาและหวงแหนตัวยิ่งกว่าอะไรดี กำลังก้มตัวลงจนหน้าแทบชิดกับยัยเด็กกำพร้า และมือที่เขาใช้กุมมือน้ำรินอย่างทะนุถนอมนั้น คือสิ่งที่ปนินตาไม่เคยได้รับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ‘แก... ยัยเด็กเหลือขอ!’ ปนินตากรีดร้องในใจอย่างไร้เสียง ‘แกคิดจะใช้ความซื่อใสหลอกล่อพ่อฉันงั้นเหรอ อย่าหวังเลยว่าชีวิตในบ้านหลังนี้ของแกจะมีความสุข!’ เธอสะบัดหน้าเดินหนีไปจากตรงนั้นด้วยความโกรธจัด ทิ้งให้บรรยากาศในห้องสมุดยังคงดำรงต่อไปด้วยความอ่อนหวานที่น้ำรินไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวออกห่าง “เอาล่ะ... ทีนี้ลองทาใหม่สิ ฉันจะช่วยประคองมือเธอไว้เอง” ปรานต์ยังคงไม่ปล่อยมือ และน้ำรินก็พบว่าเธอไม่ได้อยากให้เขาปล่อยเลยแม้แต่น้อย ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือนั้นเปรียบเสมือนกำแพงที่ช่วยปกป้องเธอจากพายุร้ายที่เธอยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะมาถึงในไม่ช้า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD