ตอนที่ 8 : ใต้พายุที่กำลังก่อตัว

1490 Words
กาลเวลาภายในห้องสมุดดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มือหนาของปรานต์ยังคงกุมมือบางของน้ำรินไว้อย่างมั่นคง เขาพาเธอขยับพู่กันแต้มกาวลงบนสันหนังสืออย่างแผ่วเบาและแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขานำทางทำให้น้ำรินรู้สึกเหมือนกำลังถูกสะกด สายตาของเธอพร่าเลือนไม่ได้มองไปที่หน้ากระดาษ แต่มองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าคมเข้มของศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ที่อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นไม้กฤษณาจากตัวเขา “เรียบร้อย...” ปรานต์เอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือออกช้าๆ ราวกับเสียดายสัมผัสนั้นไม่แพ้กัน “ที่เหลือปล่อยให้กาวเซตตัว อย่าเพิ่งไปขยับมัน” เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ทิ้งให้ความเย็นวาบเข้าจู่โจมน้ำรินทันทีที่ไออุ่นจากกายเขาห่างออกไป เด็กสาวรีบก้มหน้าลง รู้สึกว่าแก้มของตัวเองร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด “ขอบคุณค่ะคุณท่าน... น้ำรินจะจำวิธีที่คุณท่านสอนไว้ค่ะ” “ดี... วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ แสงเริ่มน้อยแล้ว เดี๋ยวสายตาจะเสีย” ปรานต์ปรายตามองนาฬิกาลูกตุ้ม “เดี๋ยวไปเตรียมตัวทานมื้อค่ำเถอะ วันนี้ป้าสายหยุดทำเมนูโปรดของปนินตา เธอไปช่วยป้าเขาหน่อยก็ดี เผื่ออะไร ๆ มันจะดีขึ้น” ค่ะ คุณท่าน" น้ำรินยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกจากห้องสมุด คำพูดของปรานต์แฝงไปด้วยความกังวลที่เขามีต่อความสัมพันธ์ของลูกสาวและเด็กในปกครอง น้ำรินพยักหน้าเข้าใจดี เธอเดินออกจากห้องสมุดมาด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ความอุ่นวาบที่ฝ่ามือยังคงทิ้งสัมผัสจาง ๆ ราวกับว่าปรานต์ยังคงกุมมือเธออยู่ตรงนั้น เธออมยิ้มน้อยๆ พลางก้มลงมองกุญแจทองเหลืองในมืออย่างทะนุถนอม ทว่าทันทีที่บานประตูไม้สักปิดลงสนิท บรรยากาศรอบตัวที่เคยเงียบสงบกลับเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจนเธอต้องห่อไหล่ “ออกมาได้เสียทีนะ...” น้ำรินสะดุ้งสุดตัวจนกุญแจในมือเกือบหล่นพื้น เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม น้ำรินรู้สึกแปลกใจปนหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา เธอไม่คิดเลยว่าปนินตาจะกล้าเดินมาแถวห้องสมุดซึ่งเป็น ‘เขตหวงห้าม’ ของบิดา ไม่คิดว่าคุณหนูแห่งศิลาวารินจะยืนแอบดูเหตุการณ์ข้างในนั้นมาโดยตลอด ความคิดที่ว่าปนินตาเห็นภาพที่ปรานต์กุมมือเธอทำให้น้ำรินรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าประจานอยู่กลางโถง ปนินตาค่อยๆ ยืดตัวตรง ขยับก้าวเข้าหาช้าๆ เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก... ตึก... แต่ละก้าวเปรียบเสมือนการบีบคั้นหัวใจของเด็กสาวผู้มาใหม่ให้เล็กลงเรื่อยๆ เสียงของปนินตาเย็นเยียบและจิกกัด มันไม่ใช่คำถาม แต่มันคือคำพิพากษาที่เตรียมไว้แล้ว รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเธอดูราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดลงบนความบริสุทธิ์ของน้ำรินให้เหวอะหวะ ปนินตา ยืนกอดอก จ้องมองน้ำรินด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ราวกับเสือดาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ “มีความสุขมากไหม... ที่ได้อ่อยพ่อฉันในห้องสมุดนั่น” เสียงของปนินตาเย็นเยียบและจิกกัด น้ำรินสะดุ้งสุดตัว “น้ำรินไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะคะคุณหนู คุณท่านแค่สอนน้ำรินซ่อมหนังสือ...” “สอนซ่อมหนังสือ” ปนินตาหัวเราะขึ้นจมูก พลางก้าวเข้ามาประชิดตัวน้ำรินจนแผ่นหลังบางติดกับประตูไม้ “ฉันไม่ใช่อีโง่นะน้ำริน ฉันเห็นหมดแล้วว่าพ่อนั่งเบียดแกขนาดไหน แล้วมือที่กุมกันนั่นอีก... แหม ทำเป็นตัวสั่นหน้าแดง ฉันล่ะอยากจะรู้จริงว่าถ้าคุณแม่ชีที่โบสถ์มาเห็นท่าทางร่าน ๆ ของแกตอนนี้ ท่านยังจะรับแกกลับไปอยู่ด้วยไหม ” “คุณหนู จะว่าน้ำรินยังไงก็ได้ แต่น้ำรินขอ... อย่าลบหลู่คุณแม่ชีเลยค่ะ” น้ำรินเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “ที่นี่คือบ้านของฉัน และพ่อก็คือพ่อของฉัน!” ปนินตากระชากเสียงต่ำพลางมองเลยไปที่กุญแจทองเหลืองในมือน้ำริน ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความริษยา “แกมันก็แค่เศษกรวดที่พ่อเก็บมาประดับบ้านชั่วคราว อย่าคิดว่าการได้กุญแจดอกเดียวจะทำให้แกกลายเป็นเจ้าของที่นี่ได้!” น้ำรินยืนตัวสั่นเทากับคำพูดและแววตาอาฆาตของปนินตาที่ก้าวเข้ามาประชิดจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากความโกรธแค้น คำว่า "อ่อย" ที่หลุดออกมาจากปากคุณหนูแห่งศิลาวารินทำให้น้ำรินรู้สึกหน้าชาและอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี “คุณหนูคะ... มันไม่ใช่อย่างที่คุณหนูคิดนะคะ น้ำรินแค่...” “แค่แกมันหน้าด้าน!” ปนินตาตวาดเสียงแหลมขัดขึ้นมา มือเรียวสวยเงื้อขึ้นคล้ายจะสั่งสอนเด็กสาวตรงหน้าให้รู้สำนึก “คุณหนูนินตาคะ!” เสียงเรียกที่ดังมาจากหัวมุมโถงทางเดินทำให้มือที่เงื้อค้างไว้ของปนินตาชะงักลง ป้าสายหยุด เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตระหนก ท่านเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ปนินตายืนกักตัวน้ำรินไว้ แม้ในใจป้าสายหยุดจะรู้สึกโกรธเคืองแทนน้ำริน แต่ด้วยฐานะหัวหน้าแม่บ้านที่รับใช้ตระกูลนี้มานาน ท่านรู้ดีว่าการหักหน้าหรือห้ามปรามคุณหนูตรง ๆ ในตอนที่กำลังฟิวส์ขาดนั้นมีแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย ปนินตาสะบัดหน้าหันไปมองหัวหน้าแม่บ้านด้วยสายตาขุ่นเคือง “มีอะไรป้าสายหยุด! อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน!” “คุณท่านเรียกหาคุณหนูที่ห้องโถงใหญ่ค่ะ เห็นบอกว่ามีเรื่องจะคุยเกี่ยวกับงานเลี้ยงการกุศลเดือนหน้า” ป้าสายหยุดอ้างเหตุผลที่พอจะดึงความสนใจของปนินตาออกไปได้ “คุณท่านรอนานแล้วนะคะ ถ้าไปช้าท่านอาจจะอารมณ์ไม่ดีได้ค่ะ” พอได้ยินชื่อบิดาและเรื่องงานสังคม ปนินตาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอหันกลับมาจ้องหน้าน้ำรินอีกครั้งพลางชี้หน้าอย่างคาดโทษ “ถือว่าแกโชคดีไปนะนังน้ำริน แต่อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ กุญแจดอกนั้น... ฉันจะเอาคืนมาให้ได้!” พูดจบ ปนินตาก็สะบัดไหล่เดินกระแทกส้นสูงจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความกดดันที่เกือบจะระเบิดไว้เบื้องหลัง น้ำรินเข่าอ่อนจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น แต่ป้าสายหยุดรีบปรี่เข้ามาประคองแขนบางไว้ทันที “หนูน้ำริน... เป็นยังไงบ้างลูก ขวัญเสียหมดเลย” “น้ำริน... น้ำรินไม่เป็นไรค่ะป้าสายหยุด” น้ำรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อคลอ “คุณหนูเธอโกรธมากที่เห็นคุณท่านช่วยสอนน้ำรินซ่อมหนังสือ... น้ำรินผิดเองค่ะที่ทำให้บ้านวุ่นวาย” ป้าสายหยุดถอนหายใจยาวพลางลูบหลังปลอบโยนเด็กสาวด้วยความเวทนา “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลูก คุณหนูเธอก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร หวงคุณท่านยิ่งกว่าอะไรดี ป้าเห็นแล้วล่ะว่าหนูไม่ได้ทำอะไรผิด คุณท่านเองต่างหากที่เมตตาหนูเป็นพิเศษ... ซึ่งนั่นมันยิ่งกระตุกหนวดเสือเข้าให้” ป้าสายหยุดมองใบหน้าซีดเผือดของน้ำรินแล้วก็ยิ่งเห็นใจ “ไปเถอะลูก... วันนี้ไม่ต้องเข้าไปช่วยป้าในครัวแล้วล่ะ ไปพักผ่อนที่ห้องเสียเถอะ เดี๋ยวป้าจะบอกคุณท่านเองว่าหนูเพลียจากการเรียนรู้งานในห้องสมุด ขืนเข้าไปในครัวตอนนี้ ถ้าไปเจอคุณหนูอีกรอบ ป้าเกรงว่าเรื่องมันจะไม่จบง่ายๆ” “แต่น้ำรินอยากช่วยงานป้านะคะ...” “เชื่อป้าเถอะลูก... ไปพักใจให้สบายก่อน รอยยิ้มของหนูสำคัญกว่างานในครัวเยอะ” ป้าสายหยุดส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้น้ำริน “ไปเถอะจ้ะ... ประตูห้องล็อกให้แน่นนะลูก” น้ำรินยกมือไหว้ขอบคุณป้าสายหยุดด้วยความซาบซึ้งใจ เธอเดินกลับไปยังปีกซ้ายของบ้านด้วยท่าทางที่อ่อนล้า แม้คฤหาสน์นี้จะสวยงามเพียงใด แต่เธอก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การอยู่ภายใต้ร่มเงาของปรานต์นั้นไม่ได้มีเพียงความอบอุ่น แต่มันยังมีพายุที่พร้อมจะพัดถล่มเธอได้ทุกเมื่อที่เธอก้าวพ้นประตูห้องสมุดออกมา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD