กาลเวลาภายในห้องสมุดดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มือหนาของปรานต์ยังคงกุมมือบางของน้ำรินไว้อย่างมั่นคง เขาพาเธอขยับพู่กันแต้มกาวลงบนสันหนังสืออย่างแผ่วเบาและแม่นยำ ทุกจังหวะที่เขานำทางทำให้น้ำรินรู้สึกเหมือนกำลังถูกสะกด สายตาของเธอพร่าเลือนไม่ได้มองไปที่หน้ากระดาษ แต่มองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าคมเข้มของศาสตราจารย์หนุ่มใหญ่ที่อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นไม้กฤษณาจากตัวเขา
“เรียบร้อย...” ปรานต์เอ่ยขึ้นพร้อมกับค่อยๆ ปล่อยมือออกช้าๆ ราวกับเสียดายสัมผัสนั้นไม่แพ้กัน
“ที่เหลือปล่อยให้กาวเซตตัว อย่าเพิ่งไปขยับมัน”
เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ทิ้งให้ความเย็นวาบเข้าจู่โจมน้ำรินทันทีที่ไออุ่นจากกายเขาห่างออกไป เด็กสาวรีบก้มหน้าลง รู้สึกว่าแก้มของตัวเองร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด
“ขอบคุณค่ะคุณท่าน... น้ำรินจะจำวิธีที่คุณท่านสอนไว้ค่ะ”
“ดี... วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ แสงเริ่มน้อยแล้ว เดี๋ยวสายตาจะเสีย” ปรานต์ปรายตามองนาฬิกาลูกตุ้ม
“เดี๋ยวไปเตรียมตัวทานมื้อค่ำเถอะ วันนี้ป้าสายหยุดทำเมนูโปรดของปนินตา เธอไปช่วยป้าเขาหน่อยก็ดี เผื่ออะไร ๆ มันจะดีขึ้น”
ค่ะ คุณท่าน" น้ำรินยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกจากห้องสมุด
คำพูดของปรานต์แฝงไปด้วยความกังวลที่เขามีต่อความสัมพันธ์ของลูกสาวและเด็กในปกครอง น้ำรินพยักหน้าเข้าใจดี เธอเดินออกจากห้องสมุดมาด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ความอุ่นวาบที่ฝ่ามือยังคงทิ้งสัมผัสจาง ๆ ราวกับว่าปรานต์ยังคงกุมมือเธออยู่ตรงนั้น เธออมยิ้มน้อยๆ พลางก้มลงมองกุญแจทองเหลืองในมืออย่างทะนุถนอม ทว่าทันทีที่บานประตูไม้สักปิดลงสนิท บรรยากาศรอบตัวที่เคยเงียบสงบกลับเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจนเธอต้องห่อไหล่
“ออกมาได้เสียทีนะ...”
น้ำรินสะดุ้งสุดตัวจนกุญแจในมือเกือบหล่นพื้น เธอรีบเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้หัวใจของเธอร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
น้ำรินรู้สึกแปลกใจปนหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา เธอไม่คิดเลยว่าปนินตาจะกล้าเดินมาแถวห้องสมุดซึ่งเป็น ‘เขตหวงห้าม’ ของบิดา ไม่คิดว่าคุณหนูแห่งศิลาวารินจะยืนแอบดูเหตุการณ์ข้างในนั้นมาโดยตลอด ความคิดที่ว่าปนินตาเห็นภาพที่ปรานต์กุมมือเธอทำให้น้ำรินรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าประจานอยู่กลางโถง ปนินตาค่อยๆ ยืดตัวตรง ขยับก้าวเข้าหาช้าๆ เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก... ตึก... แต่ละก้าวเปรียบเสมือนการบีบคั้นหัวใจของเด็กสาวผู้มาใหม่ให้เล็กลงเรื่อยๆ
เสียงของปนินตาเย็นเยียบและจิกกัด มันไม่ใช่คำถาม แต่มันคือคำพิพากษาที่เตรียมไว้แล้ว รอยยิ้มหยันที่มุมปากของเธอดูราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดลงบนความบริสุทธิ์ของน้ำรินให้เหวอะหวะ ปนินตา ยืนกอดอก จ้องมองน้ำรินด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ราวกับเสือดาวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
“มีความสุขมากไหม... ที่ได้อ่อยพ่อฉันในห้องสมุดนั่น” เสียงของปนินตาเย็นเยียบและจิกกัด น้ำรินสะดุ้งสุดตัว
“น้ำรินไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะคะคุณหนู คุณท่านแค่สอนน้ำรินซ่อมหนังสือ...”
“สอนซ่อมหนังสือ” ปนินตาหัวเราะขึ้นจมูก พลางก้าวเข้ามาประชิดตัวน้ำรินจนแผ่นหลังบางติดกับประตูไม้
“ฉันไม่ใช่อีโง่นะน้ำริน ฉันเห็นหมดแล้วว่าพ่อนั่งเบียดแกขนาดไหน แล้วมือที่กุมกันนั่นอีก... แหม ทำเป็นตัวสั่นหน้าแดง ฉันล่ะอยากจะรู้จริงว่าถ้าคุณแม่ชีที่โบสถ์มาเห็นท่าทางร่าน ๆ ของแกตอนนี้ ท่านยังจะรับแกกลับไปอยู่ด้วยไหม ”
“คุณหนู จะว่าน้ำรินยังไงก็ได้ แต่น้ำรินขอ... อย่าลบหลู่คุณแม่ชีเลยค่ะ” น้ำรินเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย
“ที่นี่คือบ้านของฉัน และพ่อก็คือพ่อของฉัน!” ปนินตากระชากเสียงต่ำพลางมองเลยไปที่กุญแจทองเหลืองในมือน้ำริน ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความริษยา
“แกมันก็แค่เศษกรวดที่พ่อเก็บมาประดับบ้านชั่วคราว อย่าคิดว่าการได้กุญแจดอกเดียวจะทำให้แกกลายเป็นเจ้าของที่นี่ได้!”
น้ำรินยืนตัวสั่นเทากับคำพูดและแววตาอาฆาตของปนินตาที่ก้าวเข้ามาประชิดจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากความโกรธแค้น คำว่า "อ่อย" ที่หลุดออกมาจากปากคุณหนูแห่งศิลาวารินทำให้น้ำรินรู้สึกหน้าชาและอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“คุณหนูคะ... มันไม่ใช่อย่างที่คุณหนูคิดนะคะ น้ำรินแค่...”
“แค่แกมันหน้าด้าน!” ปนินตาตวาดเสียงแหลมขัดขึ้นมา มือเรียวสวยเงื้อขึ้นคล้ายจะสั่งสอนเด็กสาวตรงหน้าให้รู้สำนึก
“คุณหนูนินตาคะ!”
เสียงเรียกที่ดังมาจากหัวมุมโถงทางเดินทำให้มือที่เงื้อค้างไว้ของปนินตาชะงักลง ป้าสายหยุด เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตระหนก ท่านเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ปนินตายืนกักตัวน้ำรินไว้ แม้ในใจป้าสายหยุดจะรู้สึกโกรธเคืองแทนน้ำริน แต่ด้วยฐานะหัวหน้าแม่บ้านที่รับใช้ตระกูลนี้มานาน ท่านรู้ดีว่าการหักหน้าหรือห้ามปรามคุณหนูตรง ๆ ในตอนที่กำลังฟิวส์ขาดนั้นมีแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย ปนินตาสะบัดหน้าหันไปมองหัวหน้าแม่บ้านด้วยสายตาขุ่นเคือง
“มีอะไรป้าสายหยุด! อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน!”
“คุณท่านเรียกหาคุณหนูที่ห้องโถงใหญ่ค่ะ เห็นบอกว่ามีเรื่องจะคุยเกี่ยวกับงานเลี้ยงการกุศลเดือนหน้า” ป้าสายหยุดอ้างเหตุผลที่พอจะดึงความสนใจของปนินตาออกไปได้
“คุณท่านรอนานแล้วนะคะ ถ้าไปช้าท่านอาจจะอารมณ์ไม่ดีได้ค่ะ” พอได้ยินชื่อบิดาและเรื่องงานสังคม ปนินตาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธอหันกลับมาจ้องหน้าน้ำรินอีกครั้งพลางชี้หน้าอย่างคาดโทษ “ถือว่าแกโชคดีไปนะนังน้ำริน แต่อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ กุญแจดอกนั้น... ฉันจะเอาคืนมาให้ได้!”
พูดจบ ปนินตาก็สะบัดไหล่เดินกระแทกส้นสูงจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความกดดันที่เกือบจะระเบิดไว้เบื้องหลัง น้ำรินเข่าอ่อนจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น แต่ป้าสายหยุดรีบปรี่เข้ามาประคองแขนบางไว้ทันที
“หนูน้ำริน... เป็นยังไงบ้างลูก ขวัญเสียหมดเลย”
“น้ำริน... น้ำรินไม่เป็นไรค่ะป้าสายหยุด” น้ำรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาที่กลั้นไว้เริ่มเอ่อคลอ
“คุณหนูเธอโกรธมากที่เห็นคุณท่านช่วยสอนน้ำรินซ่อมหนังสือ... น้ำรินผิดเองค่ะที่ทำให้บ้านวุ่นวาย” ป้าสายหยุดถอนหายใจยาวพลางลูบหลังปลอบโยนเด็กสาวด้วยความเวทนา
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลูก คุณหนูเธอก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร หวงคุณท่านยิ่งกว่าอะไรดี ป้าเห็นแล้วล่ะว่าหนูไม่ได้ทำอะไรผิด คุณท่านเองต่างหากที่เมตตาหนูเป็นพิเศษ... ซึ่งนั่นมันยิ่งกระตุกหนวดเสือเข้าให้” ป้าสายหยุดมองใบหน้าซีดเผือดของน้ำรินแล้วก็ยิ่งเห็นใจ
“ไปเถอะลูก... วันนี้ไม่ต้องเข้าไปช่วยป้าในครัวแล้วล่ะ ไปพักผ่อนที่ห้องเสียเถอะ เดี๋ยวป้าจะบอกคุณท่านเองว่าหนูเพลียจากการเรียนรู้งานในห้องสมุด ขืนเข้าไปในครัวตอนนี้ ถ้าไปเจอคุณหนูอีกรอบ ป้าเกรงว่าเรื่องมันจะไม่จบง่ายๆ”
“แต่น้ำรินอยากช่วยงานป้านะคะ...”
“เชื่อป้าเถอะลูก... ไปพักใจให้สบายก่อน รอยยิ้มของหนูสำคัญกว่างานในครัวเยอะ” ป้าสายหยุดส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้น้ำริน
“ไปเถอะจ้ะ... ประตูห้องล็อกให้แน่นนะลูก”
น้ำรินยกมือไหว้ขอบคุณป้าสายหยุดด้วยความซาบซึ้งใจ เธอเดินกลับไปยังปีกซ้ายของบ้านด้วยท่าทางที่อ่อนล้า แม้คฤหาสน์นี้จะสวยงามเพียงใด แต่เธอก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การอยู่ภายใต้ร่มเงาของปรานต์นั้นไม่ได้มีเพียงความอบอุ่น แต่มันยังมีพายุที่พร้อมจะพัดถล่มเธอได้ทุกเมื่อที่เธอก้าวพ้นประตูห้องสมุดออกมา