………………………………………
“เรียนคุณหนูรอง คนคุ้มกันส่วนตัวของคุณหนู ท่านแม่ทัพมอบไว้เป็นสิทธิ์ขาดห้าคนขอรับ วันนี้ท่านแม่ทัพสั่งให้เพิ่มมาอีกห้าคนคุ้มกันท่านไปส่งที่ตำบลหลัวชีขอรับ”
ผู้ที่ก้าวออกมารายงานให้นางฟัง คือนายกองหวังตู้ เป็นรองหัวหน้าทหารคุ้มกันในจวน ฝีมือดีโดยเฉพาะเรื่องสืบความลับ ที่เหลืออีกสี่คนมีความสามารถแตกต่างกันไป โดยรวมแล้วนับว่าเป็นยอดฝีมือ
พอหลานหนิงชิงได้ใช้สมอง คิดพิจารณาความเหมาะสม ที่แท้บิดาของนางรักเอ็นดูนางมากเป็นเรื่องไม่เกินจริง เป็นนางเองทำตัวเหลวไหล คอยแต่สร้างเรื่องให้บิดาปวดหัว
“คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ นายกองหวังพูดสิ่งใดผิดไปหรือเจ้าคะ”
หงชุนเห็นดวงตาคุณหนูของนางคล้ายแดงเรื่อขึ้นมา สีหน้าบ่าวรับใช้เริ่มไม่สู้ดี นายกองตู้พูดสิ่งใดไม่ถูกใจคุณหนูกันแน่
“นายกองตู้ไม่ได้พูดผิด ข้าแค่รู้สึกว่าลมแรงไปสักหน่อย ไม่มีอะไรแล้วนายกองตู้ไปพักผ่อนเถอะ”
“โถ่คุณหนู ท่านไม่เคยแวะพักกลางป่าเช่นนี้มาก่อน ไม่เห็นต้องอดทนเลยเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวต้องลำบากเช่นนี้ เป็นความผิดของบ่าวเจ้าค่ะ”
“พูดอะไรของเจ้า วันหน้าห้ามพูดเช่นนี้อีก จะลำบากอะไรกันข้าเป็นบุตรีแม่ทัพใหญ่ บิดากับพี่ชายอยู่แต่ในค่ายทหาร นั่นถึงจะเรียกว่าลำบาก เข้าใจแล้วหรือไม่”
“คุณหนู”
แทนที่หลานหนิงชิงจะร้องไห้โวยวายเหมือนเคย กลับเป็นบ่าวอย่างหงชุนหลั่งน้ำตาออกมาแทน มือข้างหนึ่งลูบเรือนผมบ่าวรับใช้แผ่วเบา
“เจ้าโตป่านนี้ยังจะร้องไห้พร่ำเพื่ออีก ข้าหลานหนิงชิงเคยลำบากกับเขาด้วยหรือ เจ้าลองดูพวกคุณหนูจวนใหญ่ทั่วเมืองหลวง ไม่มีผู้ใดสุขสบายเท่าคุณหนูของเจ้าอีกแล้ว”
วาจาของหลานหนิงชิงนับว่าไม่เกินจริง ในฐานะคุณหนูจวนสกุลใหญ่ หลานหนิงชิงนับว่าสุขสบายเหนือผู้อื่น สี่รากฐานวิญญูชน พิณ หมาก อักษร ภาพวาด นางไม่ต้องจริงจังร่ำเรียนสิ่งใดทั้งสิ้น
ผิดกับคุณหนูจวนสกุลอื่น ที่ต้องคร่ำเคร่งร่ำเรียนวิชาเหล่านี้ให้แตก ฉาน ถึงจะมีหน้าตามีชื่อเสียงกับเขาบ้าง ผิดกับคุณหนูรองจวนหลาน ไม่ว่าจะไปที่ไหนผู้คนล้วนยกย่องเกรงใจจวนแม่ทัพใหญ่กันทั้งนั้น
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวสุขสบายอยู่เหนือผู้อื่นดียิ่งนักเจ้าค่ะ”
“ถูกต้องแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะใช้ชีวิตให้สุขสบายมากว่านี้อีก เอาล่ะเจ้าไปดูทางโน้นย่างกระต่ายสุกหรือยัง ข้าเริ่มหิวแล้ว”
“เจ้าค่ะ บ่าวรีบไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
ไม่ทันที่หงชุนจะเอากระต่ายย่างกลับมาให้ เสียงคมอาวุธปะทะกันดังแว่วมาให้ได้ยิน ทหารคุ้มกันทั้งหมดได้ยินเช่นกัน ดาบใหญ่ในมือชักออกมาล้อมรอบรถม้าไว้
นายกองหวังให้หลานหนิงชิงเข้าไปนั่งในรถม้าก่อน หากสถานการณ์ไม่สู้ดีทั้งหมดจะรีบออกไปจากที่นี่
“หงชุนเข้ามานั่งกับข้า” มือหลานหนิงชิงรีบดึงตัวบ่าวรับใช้เข้ามานั่งในรถม้าด้วยกัน ก่อนแง้มผ้าม่านดูสถานการณ์วุ่นวาย
กองกำลังสองกลุ่มต่อสู้กันไม่รู้เพราะเหตุผลใด ยามนี้ดูเหมือนใกล้จะรู้ผลแล้ว หากจะพูดให้ถูกคือกลุ่มคนหนึ่งในนั้นถูกล่าสังหารคงไม่ผิดนัก
“...หืม......”
“อะไรหรือเจ้าคะ คุณหนูเห็นอะไรเจ้าคะ”
หลานหนิงชิงมองเห็นเงาร่างคุ้นเคยในกลุ่มคนพวกนั้น ท่าทางกำลังเสียเปรียบอยู่เสียด้วย หากนางไม่ยื่นมือช่วยเขาต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แน่
“นางกองหวัง แบ่งคนไปช่วยคุณชายผู้นั้นเร็วเข้า”
“คุณหนูเจ้าคะ แล้วท่านล่ะเจ้าคะ” หงชุนกรีดร้อง
“นายกองหวังทำตามที่ข้าบอก ไม่ต้องบอกว่าเป็นคนของจวนหลาน เรียบร้อยแล้วให้รีบออกเดินทาง”
“ขอรับคุณหนู”
คราวนี้หวังตู้ไม่รอช้า แบ่งทหารคุ้มกันครึ่งหนึ่งตรงไปช่วยทันที หลานหนิงชิงหรี่สายตามองไปยังเงาร่างสวมชุดสีเขียวอ่อน นั่นคือคุณชายน้อยสกุลตง นามว่าตงเหวินหลง หากจำไม่ผิดชาติก่อนคุณชายน้อยตงอายุสั้นจากไปเร็ว แต่นั่นเป็นเรื่องในอีกหนึ่งปีหลังจากนี้
พอเอ่ยถึงคนสกุลตง หลานหนิงชิงคล้ายในหัวมีแสงสว่างวาบเข้ามา ชาติก่อนไม่รู้ว่าหลานหนิงหยูได้ช่วยคุณชายน้อยตงวันนี้หรือไม่ แต่ที่หลานหนิงชิงแน่ใจก็คือ จดหมายของนายท่านหลัวที่ยอมให้หลานหนิงหยูเรียนวิชาเครื่องหอม เกี่ยวข้องกับคนสกุลตงแน่นอน
“ดูเหมือนนายกองหวังจะช่วยคุณชายคนนั้นสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“...อืม....”
ย่อมต้องช่วยคนเอาไว้ได้ คุณชายน้อยตงยังไม่ถึงที่ตายวันนี้ อย่างน้อยต้องเป็นหนึ่งปีหลังจากนี้
ทันทีที่หวังตู้พาคนที่เหลือกลับมา รถม้าจวนหลานเคลื่อนที่ออกจากจุดนั้นทันทีเช่นกัน หลานหนิงชิงเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตน นั่นก็เพราะนางไม่อยากให้คนสกุลตงติดค้าง
ผ่านชีวิตมาสองชาติ หนึ่งเรื่องที่หลานหนิงชิงยังคงไม่อาจยอมรับ คือสัญญาหมั้นหมายของสกุลตง ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าสกุลตงเกือบต้องโทษกบฎ ที่สำคัญคนสกุลตงเกี่ยวพันกับคนแคว้นเว่ย นับย้อนไปสองรุ่นอดีตไท่โฮ่วแคว้นเว่ยคือบุตรีสกุลตง
ไม่มีใครรู้ว่าสกุลตงจะตกต่ำถึงขนาดถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวง ยามนั้นหากไม่เพราะคนสกุลหลานไร้ทายาทสตรีนานสองรุ่น หาไม่แล้วยามนี้สกุลหลานกับสกุลตงคงได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันนานแล้ว
โชคชะตาอิหลักอิเหลื่อดันหล่นใส่หัวหลานหนิงชิง ในฐานะบุตรีคนแรกของสกุลหลานเสียได้ เช่นนี้เองชาติก่อนนางถึงได้ทำทุกวิถีทาง แย่งชิงองค์ชายรองมาจากหลานหนิงหยู
พูดไปแล้วก็น่าเวทนา หลานหนิงหยูกับองค์ชายรองเฉินหยวนจี้มีบุพเพน้ำค้างต่อกัน สุดท้ายคนที่ได้ครองตำแหน่งพระชายาองค์ชายรอง กลับเป็นหลานหนิงชิง
ชาติก่อนเขาอายุสั้นเช่นกัน ชาตินี้ก็ปล่อยให้คู่บุพเพสานวาสนาต่อกันให้เหนียวแน่น สองปีหลังจากนี้วาสนาด้ายแดงสองคนจะถึงคราวสิ้นสุด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่หลานหนิงชิงจะสนใจ
“คุณหนูเจ้าคะ ดื่มน้ำสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ สีหน้าท่านดูไม่ดีเลยเจ้าค่ะ”
หงชุนคิดเอาว่าคุณหนูของนางเห็นฉากฆ่าฟันต่อหน้า ก็รู้สึกไม่พอใจหัวคิ้วถึงได้เอาแต่ขมวดเป็นปมไม่หยุด เมื่อครู่คุณหนูบ่นว่าหิว กลับยังไม่ได้กินอะไรสักอย่าง
………………………………………………………..
อย่าลืมกดติดตาม กดหัวใจ เพิ่มเข้าชั้น
เป็นกำลังใจให้กันนะคะ จุ้ฟๆ ❤️