ครืดครืด ครืดครืด
มือถือที่อยู่ในกางเกงสั่นเตือนขึ้นเมื่อมองดูสายเรียกเข้าครามก็หันมองพี่ชายก่อนจะเดินออกไปรับสาย
“เฮาเว้ากับพ่อแม่ของเจ้าทุกข์โตเป็นไผถึงมีสิทธิ์มาบอกว่าสิรับหรือบ่รับ” (ข้าพูดกับพ่อแม่ของเจ้าทุกข์เอ็งเป็นใครถึงมีสิทธิ์มาบอกว่าจะรับหรือไม่รับ)
ให้หลังครามเดินออกไปกำนันก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับมองหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างน่าหมั่นไส้ ทำเอาชายหนุ่มต้องขบฟันกรามแน่นก่อนจะตอบออกไป
“กำนันสิจ่ายค่าทำขวัญให้น้องเมียผมได้ส่ำได๋” (กำนันจะจ่ายค่าทำขวัญให้น้องเมียผมเท่าไหร่)
“ห้าหมื่น...พอบ่” (ห้าหมื่น...พอไหม)
กำนันหันกลับมาถามสองตายายในท้ายประโยคทว่าสองตายายนั้นกลับมองไปทางลูกเขยคนกลางอย่างคิดไม่ตกก่อนที่ครามจะเดินกลับมาและพูดขึ้นด้วยท่าทีสบายเช่นกัน
“มันสิน้อยไปบ่บักพลมันบุกเข้าไปเฮ็ดให้วาสนาตกใจปานนั้น ถ้าผมบ่เห็นก่อนบ่รู้ว่าวาสนาสิเป็น...” (มันไม่น้อยไปหน่อยเหรอไอ้พลมันบุกเข้าไปทำวาสนาตกใจขนาดนั้น ถ้าผมไม่เห็นก่อนไม่รู้ว่าวาสนาจะเป็น...)
“แสนหนึ่งพอใจบ่ แต่ให้เรื่องจบ” (หนึ่งแสนพอใจไหม แต่เรื่องต้องจบ)
กำนันพูดขึ้นมาอย่างต้องการตัดบท เดิมทีแคนและครามคิดอยากจะให้วาสนาเอาเรื่องให้ถึงที่สุดทว่าเมื่อได้ยินคำพูดจากสาวัตรแล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะเต็มที่มันก็แค่เสียค่าปรับ
เมื่อได้ข้อสรุปที่น่าพอใจวาสนาเองก็ไม่อยากให้ต้องหมางใจกันไปจึงรับข้อเสนอที่ทางกำนันเสนอมา
“แต่ว่าวาดจะขอให้ร้อยเวรลงบันทึกประจำวันให้หน่อยได้ไหมจ้ะ”
ทุกคนมองหน้ากันอย่างสงสัยรวมไปถึงกำนันด้วย
“ไสว่าสิให้จบเรื่องเป็นหยังคือ...” (ไหนว่าจะให้จบเรื่อง ทำไมต้อง...)
“ใจเย็นๆ จ้ะ วาดแค่อยากให้ลงบันทึกไว้เฉยๆ”
เธอพูดอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักเหมือนยังมีความกลัวที่แฝงอยู่ในสิ่งที่เธอกำลังคิดจะทำ
“อยากให้ลงไว้ว่าพี่พล...จะไม่มายุ่งกับฉันและคนรอบกายฉันทุกคนที่นี่”
เพียงเล็กน้อยที่เธอหันมองเขาเท่านั้นก็ทำเอาครามมีความสุขขึ้นมามากแต่กับกำพลที่เขาเฝ้าหวังในตัววาสนามากขนาดนั้นแสดงท่าทีหัวเสียออกมาอย่างไม่ปิดบังแต่ก็ถูกกำนันตำหนิทางสายตา
“บ่เห็นต้องลงเลยวาสนา เดี๋ยวกำนันสิบอกลูกชายเอง” (ไม่เห็นต้องลงเลยวาสนา เดี๋ยวกำนันจะช่วยบอกลุกชายเอง)
“ลงไว้ก็ดีครับ ไม่มีอะไรเสียหาย”
คำของสารวัตรว่าขึ้น ใช้เวลาเคลียร์เรื่องราวอยู่โรงพักกว่าสองชั่วโมงถึงจะเข้าร่องเข้ารอย
“จังได๋กะขอบคุณกำนันเด้อครับ ที่ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านตาดำๆ” (ยังไงก็ขอบคุณกำนันนะครับ ที่ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านตาดำๆ)
คำพูดขอบคุณแต่เหมือนจะแฝงการเหน็บไปอยู่ลึกๆ แต่เพราะกำนันแกก็ไม่อยากให้มีปัญหาแกหวังอยากจะลงนายก อบต.ในสมัยหน้า อยากจบแบบที่บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น แล้วค่อยกลับไปจัดการไอ้ลูกชายตัวดีที่บ้านอีกที
[จบครามtalk]
ให้หลังจากที่คู่กรณีกลับไปกำนันในวัยห้าสิบห้าปีก็หันมามองลูกชายด้วยสายตาแข็งกร้าวทำเอาชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ก้มหน้างุดเลย
“กูเลี้ยงมึงดีโพดติหรือจังได๋หาแต่ปัญหามาให้กู เงินแสนมึงหาง่ายแฮงปานนั้นบ่มาเสียกับแนวบ่คือ จักบาดซะบ้อ!!” (กูเลี้ยงมึงดีเกินไปเหรอหรือยังไงถึงได้หาแต่ปัญหามาให้กู เงินหนึ่งแสนมึงหาง่ายขนาดนั้นเลยหรือไงถึงต้องมาเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ สักทีดีไหม!)
ว่าแล้วก็ยกฝ่ามือขึ้นสูงหมายจะฟาดไอ้ลูกตัวดี แต่ไม่ทันที่จะได้ฟาดมันก็รีบวิ่งหนีไปขึ้นรถมอเตอร์ไซด์ของลูกน้องที่ขับเข้ามาพอดี ทำเอากำนันยิ่งหัวร้อนใหญ่ ก่อนจะเกาหัวล้านตัวเองอย่างระบายอารมณ์
.
ดีที่เมื่อคืนลำดวนมันนอนเป็นเพื่อนไม่อย่างนั้นคงจะนอนไม่หลับแน่ๆ พ่อกับแม่ก็ขอให้กลับไปนอนที่บ้านแต่ฉันก็ห่วงข้าวของที่นี่ถ้าไม่ได้พี่แคนกับ...เขาคนนั้นช่วยเป็นหัวคิดหรือไกล่เกลี่ยฉันก็ไม่รู้ว่าจะจบเรื่องนี้ยังไง
ฟ้าสางวันใหม่มาพร้อมกับหมอกขาวที่มองเห็นได้ทั่วบริเวณ ไอร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากหม้อข้าวเมื่อเปิดฝาขึ้นมากลิ่นของข้าวหอมมะลิที่หุงเอาไว้ก็โชยชวนหิว เม็ดข้าวสีขาวเรียงสวยค่อยๆ ตักมันขึ้นใส่โถเพื่อเตรียมใส่บาตรพอดีกับลำดวนที่เดินงัวเงียออกมาจากห้อง
“อยู่ใส่บาตร กินข้าวก่อนสิค่อยกลับ”
“วันนี้พี่เรไม่อยู่ฉันจะรีบกลับไปทำกับข้าวให้พ่อจะได้กินยาตรงเวลา”
เธอตอบกลับมาก่อนจะควบมอเตอร์ไซด์คันใหม่สีชมพูที่พี่แคนซื้อให้เรไรกลับบ้านไป เมื่อเตรียมของเสร็จก็เห็นพระสงฆ์เดินมาจากไกลๆ
“ขอพี่ใส่ด้วยได้ไหม”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร
“นิมนต์จ้ะหลวงตา”
จับโถข้าวสีขาวขึ้นมาตักข้าวลงบาตรโดยที่มีมืออีกคนมาประคอง หากไม่ติดว่าอยู่หน้าพระหน้าเจ้าจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลย
“อภิวา...”
นั่งรับพรและรอจนหลวงตาท่านเดินผ่านไป เช้าๆ กับอากาศดีๆ แบบนี้ไม่อยากทำลายบรรยากาศจึงไม่ได้ถือโทษโกรธคนด้านข้าง ตั้งใจจะเก็บของเข้าไปในร้านทว่าเขากลับแย่งเก็บจนฉันไม่ต้องทำอะไรเลย
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหุ่นไม่หนาไม่บาง อยู่ในชุดข้าราชการสีกากีแบบเต็มยศยืนมองฉันพร้อมกับส่งยิ้มให้ด้วยแววตาสดใส หากเป็นเมื่อก่อนฉันคงเขินกับสายตาแบบนี้ของเขาจนตัวบิด
“ใจจะไม่ชวนพี่กินข้าวด้วยเลยหรือไง”
“ไม่ได้ทำเผื่อใคร”
ฉันตอบอกไปพลางตักข้าวกับไข่พะโล้เข้าปาก
“ใจร้ายจัง...แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่พี่เห็นหนูกินข้าวได้แบบนี้พี่ก็อิ่มแล้ว”
น้ำเสียง ท่าทาง สายตาที่หลอกล่อสาวๆ ให้ติดกับได้ง่าย ทำเอาฉันอิ่มกะทันหันเลย
“อ้าว...วาดอิ่มแล้วเหรอ”
เขาร้องตามหลังมาเมื่อฉันลุกเก็บจานข้าวพร้อมกับถ้วยกับข้าวเข้ามา ได้ยินเสียงท้องเขาร้องเกือบจะหลุดขำแหนะ ตักข้าวใส่จานใหม่พร้อมกับตักกับข้าวใหม่ออกไป ก่อนจะวางไว้ตรงหน้า แววตายิ่งเปล่งประกายกว่าเดิมอีก เกลียดจริงท่าทางแบบนี้
“ไหนบอกว่าไม่ได้ทำเผื่อใคร”
“สงสารหมา!”
รอยยิ้มเมื่อครู่หายไปทันตากลายเป็นหน้ามุ่ยเลย
“ครับ หมาก็หมา”
เขาว่าก่อนจะลงมือกินข้าวจนเกลี้ยงเลย แถมไม่ต้องให้ฉันยุ่งยากเดินเอาจานข้าวและชามไปล้างจนเสร็จสับการกระทำของเขามันแตกต่างจากเมื่อก่อน (ก่อนที่เราจะจบความสัมพันธ์) ถ้าเมื่อก่อนเขาเป็นแบบนี้ฉันคงดีใจ
“เวลาเจ้าของยิ้มน่าฮักบักคักเลย” (เวลาหนูยิ้มน่ารักมาก)
ไม่รู้ว่าฉันเผลอยิ้มให้เขาเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่แต่เมื่อเขาพูดมาฉันก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะมองค้อนใส่
“อิ่มก็กลับไปได้แล้ว ไม่ทำงานทำการหรือไง”
“เฮ็ดครับ...เดี๋ยวเลิกงานแล้วสิฟ้าวกลับมาหาเลย” (ทำครับ...เดี๋ยวเลิกงานพี่จะรับกลับมาหานะครับ)
“ไม่ต้องมา เหม็นสาบหมา”
ฉันว่าพร้อมกับหันหลังให้จะเดินกลับเข้าห้องทว่า...
ฟอด~~~~
คนตัวสูงดินมาตามที่ด้านหลังพร้อมกับกดปลายจมูกหอมลงจนแก้มยู่และขยี้ซ้ำอีกอย่างมันเขี้ยว ฉันมองซ้ายมองขวาอย่างกลัวๆ เพราะนี่มันกลางวันเช้าๆ มีรถผ่านไปผ่านมาเขานี่มันน่าไม่อายชะมัด
“ทำบ้าอะไรของพี่”
“แก้มนุ่มปานนี้นมสินุ่มส่ำได๋” (แก้มนุ่มขนาดนี้นมจะนุ่มขนาดไหน)
หมับ!
ไม่ว่าเปล่ายังจับเข้าสองเต้าจนเต็มสองมือพร้อมกับบีบเบาๆ พร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาหอมอีกหลายฟอด มัวแต่ตกใจการกระทำของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะตั้งสติได้คนลามกก็เดินตัวปลิวกลับบ้านไปแล้วได้แต่มองอย่างคาดโทษ แต่พร้อมกันนั้นมุมปากมันก็ยกยิ้มขึ้นมาเสียอย่างนั้น
.
ลมเย็นๆ ในยามหน้าหนาว บวกกับแสงแดดในตอนกลางวันทำให้อากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้กำลังดีเลย ฉันนอนไกวเปลอยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงข้างเถียงนาพ่อ เพราะวันนี้ไม่มีอะไรทำกลางวันเลยตั้งใจออกมาช่วยแกเก็บผักสักหน่อยแต่สองตายายก็ทำเสร็จก่อนที่ฉันจะออกมาเสียอีก เลยถือโอกาสนอนพักผ่อนกับบรรยากาศท้องทุ่งนาสีทองที่รอการเก็บเกี่ยวสักหน่อย
เปลือกตาหลับพริ้มพลางสูดอากาศเข้าปอดอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะได้ยินเสียงเหมือนเครื่องยนต์ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนต้องเปิดตามอง รถเก๋งคันสีบอลเทาเงาวับขับเข้ามาตามถนนคันนาจนฝุ่นตลบเลย ผู้ชายตัวสูงสวมชุดสุภาพที่เขาใส่ไปทำงานเมื่อเช้าใบหน้าหล่อคมประดับรอยยิ้มบางๆ เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับนมเย็นแก้วหนึ่ง
“หนาวปานนี้ไผสิกิน” (หนาวขนาดนี้ใครจะกิน)
“บ่เย็นแฮง ลองกินเบิ่ง” (ไม่เย็นมากลองกินดู)
รับมาก่อนจะดูดกินอันที่จริงต่อให้หนาวแค่ไหนฉันก็ยังกินน้ำเย็นอยู่ดีนั่นแหละ รสชาติหวานมันหอมทำเอาสดชื่นขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเลย
“อ่า”
“แซ่บบ่” (อร่อยไหม)
“พอแดกได้”
ฉันตอบกลับไปก่อนจะดูดอีกครั้ง สายตาช้อนมองคนด้านบนที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่อย่างเอ็นดู
“อย่าแนมแบบนั้น ขนลุกโว้ย” (อย่ามองแบบนั้น ขนลุก)
เขาได้ตอบอะไรแต่นั่งลงข้างๆ ฉันจนเปลเทน้ำหนักไปทางเขาทำเอาฉันตัวเอียงเสียหลัก
“เห้ย ๆ ๆ!”
หมับ!
แขนแกร่งอ้อมมาโอบไหล่เอาไว้อีกข้างก็เอื้อมมาจับแก้วน้ำประคองช่วย ดวงตาคมจ้องมองมาเต็มไปด้วยความอบอุ่นแต่ทำไมมันทำให้ฉันนึกกลัวอยู่เรื่อยก็ไม่รู้ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนพร้อมกับทำท่าจะลุกทว่าเขากลับจับฉันให้นั่งลงที่ตักเขาอีกครั้ง
“แต่งงานกันบ่” (แต่งงานกันไหม)
“สติเลอะเลือนติ หรือจังได๋” (สติเลอะเลือนเหรอ หรือยังไง)
ฉันถามพร้อมกับเอามือข้างที่จับแก้วจนมีหยดน้ำเกาะนั้นทำท่าสลัดจนน้ำกระเซ็นใส่ใบหน้าหล่อและเขาก็หลับตาหลบเพียงเล็กน้อย
“อ้ายเว้าอีหลี อ้ายอยากแต่งงานกับอีหล่า” (พี่พูดจริงๆ อยากแต่งงานกับหนู)
“มาเว้าอีหยังเพ้อเจ้ออยู่นี่ กลับไปเฮ็ดงานได้แล้วไป” (มาพูดอะไรเพ้อเจ้อ กลับไปทำงานได้แล้วไป)
ถ้าไม่ติดว่าเรื่องผู้หญิงมีมาเข้าหูอยู่ประจำไม่แน่ว่าความดีและความใส่ใจที่เขามีต่อฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้ฉันตกลงกับเขาไปแล้วก็เป็นได้ แต่บอกตรงๆ ว่ายังกลัวอยู่
“ตอบก่อนสิแต่งบ่” (ตอบก่อน...จะแต่งไหม)
ถามแล้วก็กระชับกอดเอวคอดกิ่วจนแน่นพร้อมกับเกยคางไว้ที่หัวไหล่จนปลายจมูกโด่งๆ นั้นแทบจะชนเข้ากับพวงแก้มของฉันอยู่แล้ว
“บ่” (ไม่)
“โอเค...เดี๋ยวให้พ่อใหญ่สำราญไปขอ”
ทั้งที่ปฏิเสธเสียงแข็งแต่เขากลับโมเมคำตอบไปเองพร้อมกับจับฉันลงจากตักลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“อ้ายไปเบิ่งฤกษ์มาแล้ว เดือนหน้ากำลังดีอีหล่าเหมาะสิเป็นเมียอ้ายที่สุดแล้ว” (พี่ไปดูฤกษ์มาแล้วเดือนหน้ากำลังดีหนูเหมาะที่จะเป็นเมียพี่ที่สุดแล้ว)
“ห้ะ! เดี๋ยวๆ”
“เย็นนี้เจอกันนะครับ เมียจ๋า”
จุ๊บ!
ว่าเองเออเองจุ๊บเอง เขานี่มันจริงๆ ...