เป็นเหมือนทุกครั้งเมื่อตะวันเลื่อนลับกับสายลมจางๆ ที่พัดผ่านมา ท้องทุ่งนาเบื้องหน้ามืดสนิทในคืนเดือนดับ จิ้งหรีดเรไรส่งเสียงระงมให้ได้ยินสลับเสียงเพลงจากลำโพงที่เปิดคลอเบาๆ แสงไฟหลากสีกระพริบวิบวับหน้าร้านชวนให้คนที่ผ่านไปมาต่างแวะเวียนอุดหนุนเครื่องดื่มคลายความเมื่อยล้า ลำดวนที่กลับจากเก็บร้านน้ำปั่นหาข้าวหาน้ำให้พ่อกับแม่เสร็จก็บิดมอไซด์มานั่งที่ร้าน เรไรก็ไม่ต่างเดินมาเล่นกับพี่สาวทุกครั้งที่ว่างจากงาน
“ยายเจ้าคือแต่งตัวเรียบร้อยแท้มื้อนี้” (ทำไมวันนี้แต่งตัวเรียบร้อยจัง)
“เออ...เรียบร้อยโพด บ่ฮ้อนติ” (เออ...เรียบร้อยจริง ไม่ร้อนเหรอ)
ลำดวนและเรไรเอ่ยถามเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ฉันสวมใส่วันนี้ เป็นเสื้อพื้นเมืองตัวสั้นสีฟ้าอ่อนกับผ้าถุงยาวสีเข้ากัน โดยไม่ลืมที่จัดทัดหูด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วง แต่เพราะดอกกล้วยไม้ของฉันที่ปลูกไว้มันออกดอกไม่ทันเลยต้องซื้อเป็นกิ๊บดอกไม้ปลอมมาติดแทน
“สิให้ใส่แบบเก่าล่อให้เขามาข่มขืนอีกบ่ สองแสบไปไสคือบ่แล่นนำมื้อนี้” (จะให้ใส่เหมือนเดิมล่อคนมาข่มขืนอีกหรือไง สองแสบไปไหนทำไมไม่มาด้วยวันนี้)
“ปู่กับย่าบอกว่าจะเล่านิทานให้ฟังก็เลยพากันอาบน้ำเข้านอนไปแล้ว”
เรไรตอบกลับมาพอดีกับแสงไฟจากรถกระบะสี่ประตูคันสีดำสาดเข้ามาและหยุดอยู่ที่หน้าร้านของฉัน
“รถไผ บ่เคยเห็นเลย” (รถใคร...ไม่เคยเห็น)
“ซุมบักกำนันบ่” (พวกกำนันหรือเปล่า)
สามพี่น้องยืนเรียงกันพร้อมรับมือหากเป็นคนของฝั่งนั้นจริงๆ แต่แล้วฉันก็ถอนหายใจโล่งออกมาเมื่อคนที่ลงมาจากรถนั้นคือคนที่ฉันรู้จักแถมเขายังใจดีกับฉันมากอีกด้วย
“เฮียศร...สวัสดีจ้ะ ไปยังไงมายังไงจ้ะถึงได้มาถึงที่นี่เลย”
เพราะระยะทางนั้นมันไม่ใช่ใกล้ๆ เลย
“เฮียตั้งใจมาอุดหนุน”
ฉันรีบหาน้ำต้อนรับเขา หันไปทางน้องสาวก็หันกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำกันหมดแล้ว
“ขับรถ ดื่มได้เหรอจ้ะ”
“ขับไม่ไหวขอนอนที่นี่ได้ไหม”
บทสนทนาเข้าหูน้องสาวทั้งสองจนลำดวนเขินตัวบิดอาจจะเพราะเฮียแกอายุยังไม่มากแถมยังหน้าตาหล่อเหลาเอาการ
“เร...เจ้าว่าถ้ายายวาดเลาบ่เอาอ้ายครามแต่ไปเอาบักเฮียนี้ข่อยกะบ่ติดเดะ” (เร...พี่ว่าถ้าพี่วาดไม่คืนดีกับพี่ครามแล้วมาตกลงปลงใจกับเฮียคนนี้ฉันก็ไม่ติดนะ)
“อือ...กูกะบ่ติด” (อือ...พี่ก็ไม่ติด)
“แต่อ้ายติด!” (แต่พี่ติด)
สองพี่น้องที่นั่งแทะเม็ดทานตะวันอยู่มองหน้ากันพร้อมกับชะงักแค่น้ำเสียงก็ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่ต้องให้จินตนาการไปถึงหน้าตา
หางตาเหลือบไปเห็นร่างสูงเดินออกมาจากมุมหลังบ้านคงจะเดินเลาะมาเหมือนทุกครั้งนั่นแหละแต่ก็ไม่ได้สนใจหันมาพูดคุยกับเฮียศรต่อ
“ร้านวาดเองเลยเหรอ”
“แค่เช่าจ้ะ วาดไม่มีอะไรเป็นของตัวเองหรอก”
ว่าออกมาปนขำเล็กน้อยเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันซีเรียส แต่ก็รู้สึกเย็นหลังวูบเป็นระยะเพราะมีคนมองอยู่ตลอด
“เฮียเป็นของวาดได้นะ”
“คะ?”
ฉันย้ำเมื่อฟังประโยคเมื่อครู่ไม่ชัด ใบหน้าหล่อเหลาของคนวัยสี่สิบต้นๆ ผุดยิ้มอบอุ่นออกมาก่อนจะยกแก้วน้ำดื่ม
“เฮียบอกว่าเฮียยินดีเป็นของวาสนาถ้าหนูอยากได้”
“แอวะ! สิฮากโว้ย ปุ้นท้อง! อ้วก” (แอวะ! จะอ้วกโว้ย มวนท้อง อ้วก)
การกระทำแบบนี้ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ เฮียแกชำเลืองไปมองเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่หันมายิ้มให้ฉันต่อ
“วาดอยากเข้าไปทำร้านในเมืองไหม เฮียมีตึกแถวว่างทำเลดีเลยนะ”
ข้อเสนอของเฮียแกมีให้ฉันไม่ซ้ำเลยตั้งแต่รู้จักกัน แต่ว่าฉันก็ยังยืนยันความตั้งใจเดิมคือจะอยู่ที่นี่ได้มากได้น้อยก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้อยู่ใกล้พ่อกับแม่
“ขอบใจเฮียมากนะจ้ะ ที่เอ็นดูวาด”
“ใจแข็งจัง ต้องทำยังไงวาดถึงจะใจอ่อนยอมรับรักเฮียสักที”
“เอาตีนแทนบ่!” (เอาตีนแทนไหม)
“พี่คราม!”
ฉันหันไปตะคอกใส่อย่างเอาเรื่องเมื่อเขาทำตัวเสียมารยาทออกมาแบบนั้น อย่างน้อยเฮียก็คือแขกของฉัน
“อีหยัง อ้ายถามอีลำดวน นี่เด” (อะไร พี่ถามลำดวนมัน)
ว่าแล้วเขาก็ยกถุงยำตีนไก่ขึ้นมาเทใส่จานต่อหน้าลำดวนมันก็พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มเข้ากับเขาเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลย แต่ฉันรู้หรอกว่าจุดประสงค์ของเขาไม่ใช่เรื่องนี้ นั่งคุยอยู่พักใหญ่เลยเฮียแกก็ขอตัวกลับ
“อันนี้วาดให้เฮียไปลองชิมดูนะจ้ะ”
“เฮียจ่ายเงิน”
เขายื่นเงินในสีเทาส่งให้พร้อมรอยยิ้มหวาน ทำไมนะทำไมฉันถึงไม่ยอมรับรักผู้ชายที่แสนดีแบบนี้
“ขอบใจนะจ้ะ ถ้าอยากกินอีกบอกวาดเดี๋ยววันไหนวาดเข้าไปซื้อของจะหยิบติดมือไปฝาก”
“เฮียกลับนะ”
“ขับรถดีๆ นะจ้ะ”
ฉันยืนส่งเขาจนลับตาก่อนจะกลับเข้ามาเก็บแก้วน้ำไปไว้ล้าง โดยที่มีสายตาของคนพาลมองอยู่แทบจะทุกฝีเก้าของฉัน
“แนมคักหลายอ้ายคราม” (มองเกินไปแล้วพี่คราม)
“อยากเฮ็ดหลายกว่าแนมพุ้นล่ะ คันแข่ว!!!” (อยากทำมากกว่ายิ่งกว่ามอง มันเขี้ยว!)
น้ำเสียงกล่าวอย่างคาดโทษ
“เจ๊วาด ตูข่อยกลับก่อนเด้อ” (พี่วาด พวกฉันกลับก่อนนะ)
เรไรว่าก่อนจะแยกทางกับลำดวนโดยที่เรไรนั้นเดินเลาะกลับไปทางหลังบ้าน เพราะพี่แคนมาส่องไฟตามแล้วลำดวนก็ขับมอไซด์กลับบ้านไป
อีกคนที่เหมือนจะไม่ยอมขยับลุกไปไหนจนถึงเวลาที่ฉันจะปิดร้านเขาก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมเลย
“กลับบ้านไปได้แล้ว ฉันจะปิดร้าน”
“ทีกับคนอื่นเว้าจ๊ะเว้าจ๋า” (ทีกับคนอื่นจ๊ะจ๋า)
“ก็คนอื่นเขาดี”
“แล้วอ้ายบ่ดีหม่องได๋” (แล้วพี่ไม่ดีตรงไหน)
“ดีทุกอย่างยกเว้นเรื่องเดียว”
ฉันย้อนกลับพร้อมกับเก็บของเข้าไปไว้ในห้องคลุมผ้าคลุมโต๊ะหน้าร้านจนเสร็จ เหลือเพียงยกโหลเหล้า เขาเดินเข้ามาช่วยโดที่ฉันไม่ได้ร้องขอ
หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยกมือเท้าเอวหมายจะด่าคนตรงหน้าให้เต็มที่ทว่า
ปุด!!!
กระดุมเสื้อเม็ดใสกระเด็นหลุดจนเสื้อเปิดเห็นเนินเนื้อร่องชิดกับผิวขาวเนียนคนที่กำลังยกโหลเหล้าถึงกับหยุดนิ่งตาไม่กระพริบ
“ลามก!”
ฉันรีบยกมือจับเสื้อประกบเข้าหากันพร้อมกับเอ่ยว่าออกมากลบเกลื่อนความเขินที่มีมากในตอนนี้ เขากระพริบตาพร้อมกับส่ายหน้ารัวๆ เหมือนเรียกสติตัวเองอยู่หลายครั้ง
“ลากมกหยัง อ้ายบ่ได้ตั้งใจ” (ลามกอะไรพี่ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย)
พร้อมกันนั้นฉันกังเกตได้ว่ามีบางอย่างในกางเกงของเขามันขยายตัวจนนูนออกมาเห็นเป็นรูปร่างชัดเจน เขาเอาโหลเหล้าเข้าไปวางในบ้านก่อนจะออกมา และมือใหญ่นั้นมันก็กำลังกำเจ้าท่อนแข็งจัดทรงใหม่ต่อหน้าฉันอย่างไม่อาย
“หน้าไม่อาย”
“ก็มันแข็ง”
“ทะลึ่ง”
“บ่ได้ทะลึ่งครับ ถ้าอ้ายบ่จัดทรงมันใหม่ บ่ซั่นมันโผล่หน้าออกมาทักทายอีหล่าแท้ เพราะมันทั้งใหญ่ทั้งยาว” (ไม่ได้ทะลึ่งครับ ถ้าพี่ไม่จัดทรงใหม่ ไม่อย่างนั้นมันโผล่ออกมาทักทายหนูแน่ๆ เพราะมันทั้งใหญ่ทั้งยาว)
ใบหน้าล่อโนมลงมาพูดใกล้ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ ไม่รอให้เขาเข้ามาใกล้กว่านี้ฉันยกมือขึ้นมาตบเข้าที่หน้าของเขาไม่แรงนักแต่ก็พอให้แสบๆ คันๆ
“ไปไกลๆ เลย คนอย่างพี่มันก็ดีแต่คิดลามก ในหัวสมองวันๆ หนึ่งคงมีแต่เรื่องใต้สะดือ”
“อ้ายบ่ทันได้คิดหยังเลย แค่ตั้งใจส่อยอีหล่าเก็บร้าน แต่อีหล่าเล่นมาเปิดนมให้อ้ายเบิ่งแบบนี้ อ้ายเป็นผู้ชายเห็นนมขาวๆ งามๆ ปานนี้มันกะแข็งตั้ว” (พี่ยังไม่ได้คิดอะไรเลยแค่ตั้งใจจะช่วยหนูเก็บร้านแต่หนูดันมาเปิดนมให้พี่ดูแบบนี้ พี่เป็นผู้ชายนะเห็นนมขาวๆ สวยๆ ขนาดนี้มันก็แข็งสิ)
เขาสวนกลับมายาวเหยียด ยิ่งทำฉันหัวร้อนกับคำพูดเหล่านั้นอีกเป็นเท่าตัว
“เห็นนมหมาสิบ่อยากสี้หมาพุ้นติ!” (เห็นนมหมาจะไม่อยากเอาหมาเลยหรือไง)
“ขอเบิ่งอีกแหน่” (ขอดูอีกหน่อย)
“จังไล กลับบ้านไปเลยไป”
ฉันเดินปิดหน้าอกเข้ามาที่ห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อก่อนจะออกไปเก็บร้านทว่าออกมาเขาก็เก็บให้ฉันเรียบร้อยหมดแล้ว
“อีหล่าไปอาบน้ำนอนโลด อ้ายเก็บให้แล้ว” (หนูไปอาบน้ำนอนเถอะ พี่เก็บให้แล้ว)
“ขะ...ขอบใจ พี่ก็กลับไปพักเถอะ”
“เดี๋ยวอ้ายนั่งเฝ้าอีหล่าอาบก่อน” (เดี๋ยวพี่นั่งเฝ้าหนูอาบก่อน)
ท่าทางจริงจังของเขาทำฉันรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก รีบกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้งก่อนจะหยิบผ้าถุงและผ้าขนหนูออกมาเดินผ่านหน้าเขาไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านข้าง
กระจกเงาบานเล็กในห้องน้ำที่กำลังสะท้อนใบหน้าที่แดงระเรื่อทั้งสองแก้มแถมยังร้อนผ่าวราวกับว่าเขินอยู่ยังไงอย่างนั้น ใช้สองมือตบแก้มตัวเองเรียกสติเบาๆ พลางส่ายหน้าไล่ความรู้สึกเหล่านั้น คิดแล้วก็อายที่กระดุมเสื้อเจ้ากรรมดันมาทำขายหน้าแบบนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้วเนี่ย
“ระหว่างเรามีอะไรให้เกรงใจ ไม่ต้องเป็นกังวลนะหากไม่มีที่ไปจริงๆ มาอยู่ที่บ้านกับพี่ก็ได้”
ประโยคเมื่อครู่ที่ลอยมาเข้าหูทำเอาความรู้สึกวูบไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สองขาที่กำลังก้าวเดินหยุดชะงักลงมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลก่อนจะหันกลับมามองฉันด้วยท่าทางตกใจ
“งั้นเดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะพี่จะเข้านอนแล้ว”
ฉันไม่รอให้เขาเดินมาถึงก็ดิ่งเข้าห้องนอนไปทว่าความยาวของขาที่ก้าวมาเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวฉันและคว้าหมับเข้าที่ข้อมือ
“ฉันอาบเสร็จแล้ว พี่กลับไปเถอะ”
“หันมาแนมหน้าอ้ายก่อน เป็นอีหยังคือหน้าบูด” (หันมามองหน้าพี่ก่อน ทำไมถึงหน้าบึ้ง)
เขาจับฉันพยายามจะหันเข้าหาตัวแต่ฉันก็ขัดขืนสุดฤทธิ์ทว่าก็ไม่สามารถต้านแรงของเขได้เลย
“เคียดอีหยัง อย่าบอกว่าที่อ้ายคุยโทรศัพท์วังหั่น” (โกรธอะไร อย่าบอกว่าที่พี่คุยโทรศัพท์เมื่อกี้)
“ไม่ได้โกรธ จะคุยอะไรกับใครก็เรื่องของพี่สิ”
“นั่น...ว่าแล้ว อ้ายคุยกับบักแทนไท พ่อเลี้ยงมัน...” (นั่น...จริงด้วย พี่คุยกับแทนไท พ่อเลี้ยงมัน...)
“ฉันไม่ได้อยากรู้ ง่วงแล้วจะนอน”
ฉันปฏิเสธทันควัน พลางมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทอย่างชั่งใจและมันก็จ้องกลับด้วยความจริงจังเช่นกันจนฉันต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาเขาเอง
“อ้ายมีอีหล่าแค่คนเดียวเด้วาด สิให้อ้ายบุกน้ำลุยไฟ” (พี่มีแค่หนูคนเดียวนะวาด จะให้พี่บุกน้ำลุยไฟ)
“กะตายถิ่ม อย่ามาหาเว้า...กลับไปได้แล้ว นอนดึกตื่นเช้าเบิ่งขุมตาว่าแม่นบวกควายนอน” (ก็ตายเปล่า อย่ามาพูดกลับบ้านไปได้แล้ว นอนดึกตื่นเช้าดูขอบตานึกน้ำสระควายนอนลึกเชียว)
เขายิ้มกริ่มให้ก่อนจะปล่อยฉันเป็นอิสระ รอยยิ้มอบอุ่นและการกระทำทุกอย่างมันอ่อนโยนและส่งผลกระทบต่อหัวใจดวงนี้เป็นอย่างมากทว่ามันมีเส้นบางๆ ที่ฉันยังไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้