บทที่1.เวนิสไทยแลนด์
บทที่1.เวนิสไทยแลนด์
อากาศต้นเดือนธันวาคมคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด อากาศกำลังเย็นสบาย ดอกไม้เบ่งบานรับแสงแดดอ่อนๆ มองไปทางไหนมีแค่ความสดชื่นรื่นรมย์ คงเป็นเพราะเข้าใกล้การเฉลิมฉลองเข้าไปทุกทีๆ ตรีนาราคือฉันเอง ชื่อที่พ่อและแม่ภูมิใจนักหนา เพราะท่านทั้งสองมีบุตรตอนที่อายุมากแล้ว เด็กหญิงผิวขาวหน้าตาบ้องแบ๊ว ดวงตาสีดำขลับกลมโต กลิ่นแป้งเด็กหอมกรุ่น นั่นเป็นที่มาของชื่อฉันไง ความหมายของชื่อฉันคือรัศมีสามประการ ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลง
ฉันเป็นคนแปลกๆ ฉันไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมที่ได้กลิ่นทีไรเวียนหัวทุกที ฉันเลยใช้แค่แป้งกระป๋องเท่านั้น แต่ก็ดีนะ ไม่เปลืองสตางค์ น้ำหอมแต่ละขวดราคาไม่น้อยเลย
อารัมภบทมาตั้งนาน มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ชีวิตของฉันเรียบง่ายไม่ใคร่มีอะไรหวือหวาหรอกค่ะ เพราะวิถีชีวิตของฉันเหมือนเดิมในทุกๆ วัน ตื่นนอน กินมื้อเช้ากับพ่อแม่ที่เกษียณอายุการทำงานแล้ว ก่อนจะออกไปทำงานที่ร้านขายกาแฟ ฉันมีร้านขายเครื่องดื่มเล็กๆ ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ‘เดอะเวเนเซีย หัวหิน’ นักท่องเที่ยวมักจะแวะซื้อเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ และน้ำสารพัดอย่างที่ฉันพยายามจะคิดสูตรใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วจึงพากันเข้าไปเที่ยวในสถานที่แห่งนั้น หากเป็นวันธรรมดา ก็จะเงียบเหงาหน่อยๆ แต่หากเป็นวันหยุดติดต่อกันยาวๆ การค้า การขายก็จะพลอยคึกคักไปด้วย รายได้โดยเฉลี่ยก็พอเลี้ยงปากท้องได้สบายๆ ฉันไม่มีหนี้ที่ต้องทำให้กระเสือกกระสนเหมือนผู้คนรอบตัวนี่นา
ฉันโชคดีที่พ่อ แม่เตรียมทุกอย่างให้พร้อมแล้ว
รถยนต์คันเล็กๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วพ่อ กับแม่จะเป็นคนใช้ ยกเว้นตอนที่ฉันต้องไปซื้ออุปกรณ์การขายหรือไม่ก็จำพวกวัตถุดิบที่ต้องขนของจำนวนมาก ธรรมดาแล้วฉันขับรถจักรยานยนต์เสียมากกว่า
คนรอบตัวฉันมีคำถามติดปากที่ฉันยังไม่มีคำตอบให้พวกเขาสักที ‘อายุป่านนี้ทำไมยังไม่มีแฟน’ นั่นสินะ อายุของฉันก็เลยช่วงเวลาหวานแหว๋วเช่นนั้นแล้ว ทำไมฉันไม่มองหาใครสักคนเป็นเพื่อนคุย เป็นเพื่อนคู่คิดล่ะ ฉันมาจากครอบครัวอบอุ่น พ่อแม่รักกันมาก ฉันมีตัวอย่างจากท่านให้เห็นทุกวัน ดังนั้นความรักฉาบฉวยที่เพื่อนต่างเพศพยายามยัดเหยียดให้เลยทำให้ฉันไม่แยแส
ฉันกำลังรอใครสักคนที่สามารถมอบความรักบริสุทธิ์ให้ฉัน ได้เท่ากับที่พอกับแม่มอบให้แก่กันไง
คงหายากนิดนึง ในโลกยุคนี้ แต่ฉันไม่ท้อหรอก
ทุกชีวิตบนโลกเกิดมาพร้อมกับอีกเสี้ยวหนึ่งของตนเอง ฉันเชื่อแบบนั้น ฉันเลยใจเย็นอดทนรออยู่ได้
อายุของฉันเพิ่งจะยี่สิบกลางเองนี่นา
“แม่จ๋า นาราไปร้านก่อนนะคะ” เวลาเปิดร้านคือเก้าโมงตรง ฉันมักจะออกไปก่อนเวลาเปิดร้านครึ่งชั่วโมง นั่นหมายความว่า ทุกเช้าฉันกับพ่อแม่จะร่วมรับประทานมื้อเช้าด้วยกันทุกวัน
“อืม...ขนมในตะกร้า แม่ฝากขายด้วยนะจ๊ะ” แม่ของฉันใช้เวลาว่างเกือบทั้งวัน คิดสูตรขนมใหม่ๆ โดยมีร้านของฉันเป็นตัวแทนจำหน่าย ฉันพยายามห้ามท่าน แต่คนว่างงานที่ขยันสุดๆ ฟังที่ไหนล่ะ มันเป็นความสุขของท่านด้วย ฉันเลยปล่อยเลยตามเลย
“หอมจังเลยค่ะแม่ ไส้ขนมทำจากอะไรคะ?”
กลิ่นนมเนยฉันคุ้นจมูกอยู่แล้ว แต่กลิ่นแปลกๆ ที่ระเหยปะปนออกมา ฉันไม่แน่ใจว่าวัตถุดิบครั้งนี้ทำมาจากอะไร
“สับปะรดกวนน้ำดอกอัญชันไงลูก สีมันสวยดีด้วยนะ”
มีสีม่วงอ่อนๆ แลบออกมาจากตัวขนม ฉันพยักหน้าหงึกหงัก ทดลองชิมขนมที่แม่แยกใส่โหลไว้ให้ สำหรับลูกค้าที่ยังไม่เคยชิม
“หอมดีจังค่ะแม่ อร่อยด้วย”
ฉันชมเสียงดังหลังชิมขนมในโหลเข้าไปหลายชิ้น มันเป็นพายสับปะรดที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น แป้งไม่ได้กรอบแต่รวมๆ แล้วพอใช้ได้ แถมไส้ยังมีกลิ่นหอมกรุ่นเต็มอุ้งปากเวลาเคี้ยวด้วยสิ
“รอบนี้ลงตัวที่สุดแล้วล่ะ ครั้งก่อนๆ เหลวไม่เป็นท่า” แม่บ่นพร้อมกับเดินเข้ามาหา
“นาราว่าพอใส่ถุงแพ็กดีๆ ขี้คร้านคนจะแห่มาซื้อจนแม่ทำขายไม่ทันนะคะ”
“ดีสิ แม่จะได้มีอะไรทำแก้เบื่อ” นอกจากงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็มีการดูแลต้นไม้นั่นแหละที่นงเยาว์ทำเป็นประจำ ไม่อย่างนั้นคงเบื่อแย่
“เย็นนี้น่าจะรู้ค่ะแนวโน้มว่าขายดีหรือแป๊ก” วันนี้คือวันศุกร์ที่เป็นวันหยุดยาวคาบถึงเช้าวันจันทร์ การค้าขายคงคึกคักเพราะนักท่องเที่ยวพากันมาเที่ยว
“ถ้ายุ่งมากตามละมัยออกไปช่วยก็ได้นะ” ละมัยคือคนงานที่มีหน้าที่หลักคือทำความสะอาดบ้าน ซักเสื้อผ้า
ตรีนาราส่ายหน้า “ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งคะเศรษฐกิจไม่ดี คนมาเที่ยวก็เที่ยวแบบไม่เต็มที่เท่าไหร่” โรคระบาดที่ทำให้เศรษฐกิจเกือบทุกประเทศชะลอตัวลง การท่องเที่ยวสาหัสที่สุดเพราะการที่คนมาชุมนุมกันมากๆ อาจเป็นการเสี่ยงให้ติดโรค โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้จำกัดกลุ่มคน ยากดี มีจนก็สามารถติดได้ หากไม่รู้จักป้องกัน
สมัยนี้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อสุขภาพตัวเอง
ความพลั้งเผลอชั่วเสี้ยวนาที อาจนำภัยอันตรายมาสู่ตัวเองได้ ‘กินร้อน ช้อนกลาง’ เลยถูกนำกลับมาใช้ปฏิบัติ หลักอนามัยที่ถูกลักษณะก็จำเป็นสำหรับการดำรงชีพ ไม่ว่า ‘ไวรัส’ จะโหดร้ายแค่ไหน หากคนทั่วไปรู้จักการป้องกัน โรคที่กำลังระบาดก็ไม่สามารถทำให้เกิดอันตรายกับการดำเนินชีวิตได้
“ละมัยเต็มใจค่ะคุณนารา”
เสียงละมัยพูดสอดจนมารดาของเธอตวัดสายตาใส่ การอยู่ในบ้านมันทำให้อุดอู้สำหรับคนรุ่นเดียวกับละมัย การได้ออกไปเผชิญหน้ากับผู้คนทั่วไป ไม่ได้ทำให้ละมัยหวาดกลัวได้เท่ากับ การถูกขังอยู่ในรั้วบ้านนั่นเอง
“ถ้ายุ่งนะพี่มัย นาราจะโทรมาตาม”
ตรีนาราพูดทิ้งท้ายก่อนจะฉวยตะกร้าขนมเดินตรงไปที่รถจักรยานยนต์คันโปรด เธอวางขนมไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ ใช้สายยางคาดไว้ป้องกันการตกหล่น แล้วก็บึ่งรถจักรยานยนต์คันนั้นตรงไปยังสถานที่ทำงาน
พอจอดรถ รถส่งน้ำแข็งก็จอดต่อท้ายพอดี
“กี่ถุงดีคนสวย” เสียงห้าวๆ ตะโกนถาม ตรีนาราแอบเบ้ปาก แล้วก็ตอบเสียงดังๆ “ถุงเดียวก็พอตี๋น้อย”
คนถามหลังจากได้ยินคำตอบก็หน้างอ เขาดันประตูด้านคนขับเดินอาดๆ เข้าหาตรีนาราที่กำลังเดินไปเปิดประตูร้านให้เด็กยกของยกถุงน้ำแข็งเข้าไปเทใส่ถังด้านใน
“เมื่อไหร่จะเลิกเรียกเฮียแบบนี้เสียทีรส ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว” เสียงบ่นงึมงำพึมพำตามหลังมาติดๆ
“รสชินปากที่ตี๋น้อย ตอนรู้จักกัน ทำไมตอนนั้นไม่ให้รสเรียกตี๋น้อยว่าเฮียล่ะ”
หญิงสาวแย้งลงมือไขลูกกุญแจ เพราะลูกน้องชายที่เดินตามมาติดๆ แบกถุงน้ำแข็งเดินตามมาด้วย
“นั่นมันเมื่อสิบปีก่อน” นำชัยบ่นอุบ เขากับตรีนาราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถม
“หลบหน่อยสิตี๋น้อย ลูกน้องแบกของหนักยังจะขวางทางอีก”
ตรีนาราบ่น ดันประตูให้เปิดกว้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนแบกของหนักที่เดินตามมา
“เซ็ง...รสนี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลยนะ” นำชัยบ่น แล้วก็ตัดใจไม่เดินตาม ยังมีอีกหลายร้านที่รอน้ำแข็งของเขาไปส่ง การมาส่งน้ำแข็งไม่ใช่หน้าที่ของเขาหรอก แต่หากไม่ทำแบบนี้ ก็แทบไม่มีโอกาสได้คุยกับหญิงตรงหน้า เขาตามจีบตรีนารามาหลายปี ไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ นำชัยวางใจ เพราะเพื่อนคนนี้ก็ไม่เคยชายตาแลหนุ่มคนอื่น ดังนั้นเขายังมีความหวังเลยต้องพยายามขายขนมจีบ วันดีคืนดีตรีนาราใจอ่อน เขาจะได้สมหวังเสียที