กรงที่ 1 ชีวิตที่แปรเปลี่ยน
( สมิทธ์ part )
“ อะไรนะ แม่! พ่ออยู่ที่ไหนนะ”
ผมกล่าวถามผู้เป็นแม่ด้วยความตื่นตกใจ หลังจากที่ท่านได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญกับผม
วันนี้ผมได้เข้าตัวเมืองเพื่อไปสอบชิงทุนในระดับมหาวิทยาลัย และเมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ผมก็ได้ทราบข่าวว่าพ่อได้เก็บเสื้อผ้าหนีไปกับหญิงสาวในละแวกบ้านแล้ว พร้อมกับทิ้งข้อความที่แสนน่าโมโหเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
‘ ไม่ต้องตามหา ถ้าทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้วจะกลับมา ’
หึ! ตามหางั้นเหรอ ตอนที่ยังอยู่ด้วยกันหน้าที่ของความเป็นพ่อยังไม่เคยคิดจะทำให้มันดีเลย อย่าว่าแต่ผมคิดจะตามท่านกลับมา ทุกวันนี้ตอนที่ท่านอยู่ต่อหน้า ผมยังไม่อยากคิดจะมองหน้าของท่านเสียด้วยซ้ำ ในช่วงเวลาปกติผู้ชายที่เรียกตนเองว่าพ่อ วันๆหนึ่งเขาเคยทำอะไรให้สมกับคำว่าพ่อเสียที่ไหน ถ้าไม่ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน ก็แอบไปพลอดรักกับสาวๆบ้านอื่น จนเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านได้นินทาในละแวกนั้น หรือไม่ก็ขลุกตัวอยู่แต่ในบ่อนการพนันต่างๆซึ่งมีอยู่ไม่กี่ที่ในเมืองนี้
ในชีวิตของผม แม่ คือคนเดียวที่เลี้ยงดูผมมาท่านทั้งหาเงินส่งเสียผมจนจบมัธยมปลาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ
คือจะบอกว่าอย่างไรดีล่ะ ผู้เป็นพ่อแทบจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลยดีแต่ผลาญเงินที่แม่หามาได้ไปวันๆเท่านั้นเอง
“ พ่อแกหนีลงใต้ไปแล้ว แม่ได้ข่าวมาจากคนที่ท่ารถเขาพูดกัน”
“ หึ โครตเห็นแก่ตัว ”
“ มิทธ์ นั่นพ่อแกนะ ถึงเขาจะเลวเขาก็เป็นพ่อแก ”
“ เขาเคยเห็นเราเป็นครอบครัวไหมล่ะแม่ เขาเคยเห็นแม่เป็นคนรักรึเปล่า เขาเคยเห็นผมเป็นลูกไหม ถ้าเขาเคยเห็น เขาจะไม่ทำกับเราแบบนี้ ”
ผมกล่าวขึ้นด้วยความโมโห เพราะแม่ผู้โดนกระทำไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่คิดปกป้องคนรักของท่าน แม้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรัก จะทำเลวกับท่านขนาดไหนก็ตาม
แม่ของผมยืนนิ่งค้างพร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วย เพราะด้วยรู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่โดนกระทำ มีแต่ความเห็นแก่ตัวและการเอาเปรียบกัน
แต่ท่านก็เลือกที่จะรัก และซื่อสัตย์ ซึ่งแตกต่างจากผู้เป็นพ่อของผม
------------------------------------------------------------------------------
( ตะวัน part )
“ อั๊ก...อึก พ่อเลี้ยงผมมีแค่นี้จริงๆคะ...ครับ อั๊ก ”
เสียงร้องขอ ของลูกหนี้พนัน ผสานกับเสียงรุมเตะของลูกน้องของผมดังขึ้นอยู่บริเวณปลายเท้า หน้าเก้าอี้ที่ผมนั่งภายในโกดังร้างของครอบครัว
ผีพนันสำหรับผมแล้วคือลูกหนี้ชั้นดีที่ผมสามารถ จัดการยึดทรัพย์สินทั้งหมดได้
คนพวกนี้ไม่มีหรอกที่จะเล่นเพียงแค่ ร้อยสองร้อย อย่างต่ำก็หลักหมื่นค่อนไปทางเกือบล้าน และผู้ชายคนนี้ เขาได้ติดหนี้พนันทั้งหมดรวมๆแล้วเกือบ 5 แสนบาท
สำหรับผมผู้ทำธุรกิจหลายด้าน เงินก้อนนี้ถือว่าเป็นเงินที่ค่อนข้างเล็กน้อย แต่จะให้ผมใจดีปล่อยเขาไป มันก็คงไม่เหมาะกระมัง ลูกน้องของผมจะคิดอย่างไร และผมจะยังน่านับถือในสายตาพวกเขาอยู่ไหม
“ บ้านหลังแค่นั้น จะไปพออะไร มึงมีอะไรที่พอจะเติมให้ราคามันเทียบเท่าได้อีกไหมล่ะ หืม ”
ผมนั่งไขว้ห้าง พร้อมกับเสมองไปทางลูกหนี้ที่เนื้อตัวเละเทะสะบักสะบอม พลางกล่าวถามด้วยท่าทีที่เหนือกว่าและเมื่อสิ้นคำถามโดยที่มันไม่มีตอบใดๆกลับมา ลูกน้องของผมจึงจัดการสั่งสอนบุคคลนั้นที่ไม่ยอมตอบคำถามของเจ้านายของพวกตนอีกครั้งในทันที
เสียงฝ่าเท้ากระทบกับร่างกายดังอึกอักผสมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งทำให้บรรยายกาศของที่นี่ดูอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม แม้มันจะเป็นแค่ที่รกร้างอยู่ก็ตามและผมรอได้ไม่กี่อึดใจตัวของมันก็รีบละล่ำละลักตอบผมอย่างทันควัน เพราะด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับคงทำให้ตัวของมันเริ่มทรมานเกินจะทนรับไหว
“ มะ มี มีครับ มีอยู่อย่างหนึ่ง ”
“ มีอะไรวะ รีบตอบพ่อเลี้ยงสิ ไอ้นี่ ”
“ ลูกชายครับ ลูกชายผมเป็นผู้ชายท้องได้ ที่20ปีจะมีสักหนึ่งคน ผู้รู้ของหมู่บ้านผมบอกว่า ใครได้ไปเป็นเมียจะสุขสบายทั้งชาติคะ.....ครับ ”
“ ผู้ชายท้องได้งั้นหรือ น่าสนใจดีนิ่ แล้วถ้าราคามันไม่พอกับหนี้ของมึงล่ะ ”
“ ตอนนั้นพ่อเลี้ยงก็ตัดอวัยวะ มันไปขายได้เลยครับ ”
อืม...ช่างน่าสนใจเสียจริง ผู้ชายท้องได้
แม้ผมจะรู้สึกว่าสิ่งนี้อาจจะดูขาดทุนไปบ้าง แต่ถ้าไม่ลองเสี่ยงก็คงจะไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะได้มา มันคุ้มค่ามากมายขนาดไหน
------------------------------------------------------------------------------
( ระพี Part )
“ อะไรนะ คุณตะวันควงนังนางแบบนั่นไปเที่ยวทะเลภูเก็ตอย่างนั้นหรือ ”
ตั้งแต่แต่งงานเข้ามายังตระกูล อัครสิทธิเดชสกุล ไม่เคยเลยสักคราที่จะได้ทำหน้าที่ของ เมีย นอกเสียจากออกงานสังคม ตะวันคือผู้ชายที่ฉันหลงรักมาตั้งแต่แรกเห็น ในคราแรกเราทั้งสองเจอกันเพราะด้วยผู้ใหญ่ต่างหมายมั่น ให้เราสองครองคู่ เพราะด้วยอำนาจ และธุรกิจ
สำหรับตะวัน ฉันเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาราคาแพง ที่วางประดับไว้ยังบ้านหลังใหญ่ในเมืองกรุงเพียงเท่านั้น หาได้มองฉันเป็นคนรักเหมือนดั่งทะเบียนสมรสที่ฉันกอดไว้ และไม่มีสักครั้งหรอก ที่ตะวันจะแสดงความรักต่อกันทั้งทางจิตใจและร่างกาย
“ ใช่ครับ คุณระพี ” นักสืบที่ฉันจ้างโค้งตัวเล็กน้อยพร้อมกับวางรูปถ่ายหลายใบลงบนโต๊ะกลางของห้องรับแขกในคฤหาสน์หรู ซึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวของตะวันเอง
“ ขอบใจมาก นี่ค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ ”
“ ขอบคุณครับ คุณระพี ”
นักสืบหยิบซองสีน้ำตาลที่บรรจุเงินจำนวนหนึ่งและค่อยๆหันหลังเดินจากไป
ฉันนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาใหญ่ภายในห้องรับแขก พลางยกยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน ทั้งยังเค้นหัวเราะให้กับภาพของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี ที่กำลังโอบเอวบางแสนสะโอดสะองของหญิงสาวคนหนึ่ง อยู่หน้าบริเวณทางเข้าสนามบิน
คุณคงประเมินฉันน้อยเกินไปสินะ คุณตะวัน แม้คุณจะพาหล่อนไปไกลถึงนรก ฉันก็จะตามไปแหกอกนางนั่นถึงที่เช่นกัน
“ ไปออกรถ ฉันจะไปภูเก็ต ”
------------------------------------------------------------------------------
( สมิทธ์ Part )
ผมเหม่อมองออกไปยังบรรยากาศหน้าบ้านด้วยความปลื้มใจ บ้านที่มีแค่ผมและแม่ในตอนนี้ สำหรับผมแล้วพ่อเป็นเหมือนปัญหาหลักในชีวิตของเราแม่ลูกมาตลอด
แม้สำหรับแม่ ท่านจะไม่สนใจก็ตามว่าคนรักจะทำร้ายมากมายเท่าใด
แต่สำหรับผมไม่ใช่เลยสักนิด ผมทั้งโกรธทั้งเกลียดการกระทำของเขาที่ทำกับเราสองแม่ลูก แม่มักจะคอยห้ามผมเสมอเวลาที่ผมล่วงเกินพ่อทางวาจา และท่านคงรักของท่านมากจริงๆนั่นล่ะ เพราะสิ่งที่ผมเห็นตอนนี้ คือหญิงกลางคนที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายบนแคร่ไม้หน้าบ้านด้วยแววตาแห่งความเศร้าหมอง
แม้ผมจะกล่าวอธิบายอย่างไร ก็ดูเหมือนท่านจะไม่ได้เก็บสิ่งเหล่านั้นมาคิดตามเลยสักอย่าง ผมที่เป็นแค่ลูกคงทำได้เพียงแค่นั่งมองอยู่อย่างเงียบเชียบเพียงเท่านั้น
“ สมิทธ์ ลงมาเร็ว วันนี้มีนัดติวหนังสือสอบปลายภาคนะ”
บุสบาเพื่อนสาวของผม วิ่งมาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับโบกไม้โบกมือเรียกผมที่กำลังยืนเหม่ออยู่ที่หน้าต่างของชั้นสองของบ้าน ได้หันไปสนใจที่เธอ
บุสบา คือหนึ่งในเพื่อนที่ผมสนิทใจมากที่สุด ผมและเธอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะเราทั้งสองอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน และตัวของเธอก็ไม่เคยคิดรังเกียจที่ผมมีความผิดปกติไม่เหมือนกับผู้ชายทั่วไป
ตัวของผมมีในสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปไม่มี และยังขาดในสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปพึงมีเช่นกัน
ผมพยักหน้าให้กับบุสบาพร้อมกับกล่าวเรียกเธอให้ขึ้นมายังชั้นบนของบ้าน เพื่อมานั่งรอผมเตรียมหนังสือสำหรับอ่านเตรียมสอบ
เธอผู้ร่าเริงวิ่งเหยาะๆเข้ามาในรั้วบ้าน พร้อมกับยกมือไหว้สวัสดีผู้เป็นแม่ของผม จากนั้นจึงค่อยๆเบาฝีเท้าลงเพื่อขึ้นบันไดหน้าบ้าน
“ สมิทธ์ตัวน้อย รู้ไหมว่าวันนี้พี่ฤทธิ์จะกลับมาจากมหาลัยในเมืองด้วยนะ ”
ผมหยุดมือในทันทีเมื่อได้ยินชื่อ บุคคลที่ผมนั้นแอบปลื้ม พร้อมกับหันมายกยิ้มสดใสส่งให้กับเพื่อนรักที่กำลังยิ้มกรุ่มกริ่ม แววตาพร้อมจะหยอกล้อกัน
พี่ฤทธิ์ ถือเป็นหนุ่มฉลาดและหน้าตาดีที่สุดในละแวกนี้ ทั้งสาวใหญ่และสาวน้อยต่างนิยมชมชอบในตัวของเขา รวมไปถึงผมเช่นกัน
ผมชื่นชอบในความเก่งที่เขาสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้ เป็นความภูมิใจของทุกคนในหมู่บ้านแทบจะทั้งสิ้น
เพราะด้วยสภาพแวดล้อมและฐานะของคนที่นี่ ที่ไม่ได้ร่ำรวย อาชีพหลักของคนที่น่ส่วนใหญ่ จึงต้องทำไร่ ปลูกผัก ไม่ค่อยมีเงินทองส่งให้ลูกหลานได้เรียนระดับสูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ใครฉลาดหัวดีก็เข้าไปสอบชิงทุนในเมืองด้วยตนเองกันทั้งนั้น สำหรับผมพี่ฤทธิ์ถือเป็นต้นแบบ และตัวของผมต้องทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จจงได้ เพราะอนาคตว่าที่นักศึกษาแพทย์กำลังรอผมอยู่
ผมเตรียมของทุกอย่างเรียบร้อย จึงพาบุสบาออกจากบ้านโดยที่ไม่ลืมบอกกล่าวกับแม่เอาไว้
แต่ก่อนที่ผมจะเดินพ้นออกจากรั้วบ้าน รถตู้สีดำคันใหญ่ กลับมาเทียบจอดยังหน้ารั้วบ้านของผม และเมื่อประตูรถเลื่อนเปิด กลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งได้วิ่งกรูกันลงมาจากรถและมุ่งตรงมายังผมและบุสบา
เราทั้งสองต่างตกใจ เดินถอยหลังเตรียมตัวจะวิ่งหนีแต่แล้วกลับมีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ที่ดูภูมิฐานที่สุดในนั้น เดินลงมารั้งท้าย
เขาค่อยๆกล่าวเรียกผม ด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่กลับแฝงไปด้วยความอันตรายในน้ำเสียงนั้น
“ สมิทธ์ นายต้องมากับฉัน ”