สาวน้อยบนดอยสูง
“พี่ยาใจ มานั่งด้วยกันไหม” ระรินเรียกพี่สาวที่เดินอยู่ไม่ไกลนัก
“ไม่ไปนั่งในโรงอาหารกันดีๆ” ถึงจะว่าแต่ยาใจก็มานั่งแหมะข้างๆ
“ตรงนี้ลมเย็นดี ฉันชอบ” ปิ่นปอนน้องสาวคนเล็กบอก
ระรินกับปิ่นปอนเป็นพี่น้องกัน ระรินอยู่มัธยมศึกษาปีที่ห้า ปิ่นปอนอยู่มัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ยาใจเป็นพี่โตสุดอยู่มัธยมศึกษาปีที่หกถึงแม้จะห่างกับระรินแค่ชั้นเดียวแต่อายุต่างกันถึงสามปีเพราะยาใจเข้าเรียนช้า
“พี่ช่วยกินหน่อย แม่ย่างมาตัวใหญ่เกิ๊น” ระรินมองกล่องข้าวพี่ก็เห็นใจเพราะมีแค่ไข่เจียวเหี่ยวๆ กับข้าวเหนียวหนึ่งปั้น ถ้าพี่ชอบกินเธอไม่สะเทือนใจหรอกแต่พี่ยาใจห่อข้าวมากินแบบนี้แทบทุกวันเพราะที่บ้านมีแค่นั้น
เธอกับน้องห่อข้าวมากล่องเดียวแล้วกินด้วยกัน วันนี้มีปลาย่างกับน้ำพริกข่ากินคู่กับข้าวเหนียว
“ขอบใจนะ” ยาใจเอาฝากล่องข้าวไปรับปลาย่างกับน้ำพริกข่า มันอร่อยจริงๆ ไม่ได้กินเนื้อกินหนังมาเป็นเดือนแล้วมั้ง กินไข่เจียวกับข้าวเหนียวแทบทุกวัน เย็นนี้ก็คงไม่พ้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำปลาโรยพริกป่น
“พี่ได้ลองถามเรื่องเงินกู้รึยัง”
“ถามแล้ว พี่กู้ไม่ได้เพราะไม่ได้ถือสัญชาติไทย”
“แต่พี่เกิดและโตที่นี่นะ ให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยรับรองไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ เขาถือเอกสารเป็นสำคัญ” ยาใจทั้งเสียใจทั้งน้อยใจที่เป็นคนชายขอบสังคมแม้อยากร่ำเรียนแค่ไหนแต่โชคชะตากลับไม่เข้าข้างเลย
อีกเพียงนิดเดียวเธอจะจบชั้นมัธยมปลาย จากนั้นจะได้เข้ามหาวิทยาลัย ใบปริญญาจะเป็นใบเบิกทางให้พ้นจากชีวิตขัดสนที่เผชิญมาตั้งแต่จำความได้
แต่ความหวังกลับริบหรี่ลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนยังพอมีเงินติดตัวบ้างสิบบาทยี่สิบบาทให้พออุ่นใจแต่ตอนนี้เธอไม่ได้จับเงินเลย ค้นหาทั่วบ้านยังไม่เจอแม้แต่สลึงเดียว มันขัดสนขนาดนั้นแหละแต่เธอก็อดทน เฝ้าแต่หวังว่าเมื่อได้เงินกู้เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย อะไรต่างๆ คงดีขึ้น
แต่ความฝันก็พังทลายในพริบตาเมื่อทราบเงื่อนไขว่าผู้กู้ต้องถือสัญชาติไทย เธอเกิดและโตที่นี่แต่พ่อแม่ไม่ใช่คนไทย ใบเกิดของเธอจึงเป็นสัญชาติตามพ่อแม่
พ่อกับแม่หนีความยากจนแร้นแค้นมาตั้งต้นใหม่ที่นี่แม้จะไม่สำเร็จนักแต่อย่างน้อยเธอก็ได้รับการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้
แม่บอกเสมอว่าการเรียนจะทำให้ชีวิตดีขึ้นแต่ตอนนี้เธอไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไงต่อไป
เงินจะใช้ไปวันๆ ยังไม่มี ข้าวเหนียวข้าวสารที่มีอยู่ก็ใกล้จะหมดยังดีที่มีไก่ออกไข่ให้กินทุกวัน เธอจะไม่ลืมพระคุณของมันเลยถ้าไม่มีพวกมันเธอก็ไม่มีอะไรกินแม้แต่อย่างเดียว
“หนูมีเงินเก็บอยู่สิบห้าบาท พี่ยาใจเอาไหม หนูให้” ปิ่นปอนรักและนับถือยาใจเหมือนพี่สาวอีกคน ทั้งสามอยู่บ้านใกล้กันโตมาด้วยกัน ผูกพันกันเหมือนพี่น้องที่คลานตามกันมา
“ขอบใจนะ ปิ่นเก็บไว้ใช้ตอนเข้ามหาลัยเถอะ” ยาใจลูบผมปิ่นปอนด้วยความเอ็นดู บางครั้งเธอไม่ได้คิดว่าปิ่นปอนเป็นน้องแต่เป็นลูกสาว ความที่ปิ่นปอนเป็นลูกคนเล็ก เธอจึงใสซื่อไม่ทันโลกเพราะมีพ่อกับแม่และพี่สาวคอยปกป้อง
“หนูอาจจะไม่ได้เข้าก็ได้” ปิ่นปอนบอกหงอยๆ ถ้าพี่ยาใจไม่ได้เข้าเธอก็อาจไม่ได้เข้าเหมือนกัน พี่ยาใจทั้งเก่งทั้งเข้มแข็งยังไม่ได้รับโอกาส เธอไม่เก่งไม่เข้มแข็งทำอะไรแทบไม่เป็น ไม่แปลกหรอกถ้าไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย
แถมเธอยังไม่สวยเท่าพี่ยาใจกับพี่ระรินยิ่งเทียบไม่ได้
พี่ระรินสวยมาก ผิวขาวอองตอง ปากนิด จมูกหน่อย มีหนุ่มๆ มาจีบไม่ซ้ำหน้า
“ต้องได้ !” ระรินกับยาใจพูดพร้อมกันเสียงหนักแน่น
ถึงแม้โอกาสในการได้เข้ามหาวิทยาลัยจะน้อยเหลือเกินแต่เธอไม่ได้อยากให้น้องๆ มาพบชะตากรรมแบบเดียวกัน ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยเต็มที่แต่ลำพังตัวเองก็ยังเอาไม่รอด สิ่งที่พอทำได้ก็คือให้กำลังใจ
ระรินก็อยากเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าได้เข้าจริงๆ ก็จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้ไปจังหวัดเชียงใหม่หรือถ้าโชคดีกว่านั้นคงได้ไปกรุงเทพแต่เธอจะไม่ทิ้งน้องเด็ดขาด หากการเรียนของเธอทำให้เงินทองไม่เหลือไปถึงน้อง เธอพร้อมจะหยุดเรียนทันที
“รีบกินแล้วไปห้องสมุดกันไหม” ยาใจชวนน้องๆ เปลี่ยนเรื่องเพราะเศร้าสร้อยกันเกินไปแล้ว
“ไปจ้ะ” ระรินกับปิ่นปอนตอบเสียงใส
ห้องสมุดที่ว่าไม่ใช่ห้องใหญ่โตเป็นเพียงมุมเล็กๆ ที่มีโต๊ะสามตัวตั้งเรียงกัน บนโต๊ะมีหนังสือต่างๆ ที่ได้รับบริจาคมา
มีบรรณารักษ์คอยดูแลการยืมคืนซึ่งบรรณารักษ์ก็คือนักเรียนคนหนึ่งที่ครูแต่งตั้งหน้าที่ให้