ตอนที่ 1

1066 Words
เจ้าสาวที่ไม่มีวันได้แต่ง เช้าวันแต่งงานของอันฉีเริ่มต้นด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกลิลลี่สีขาวที่ประดับอยู่ทั่วห้องแต่งตัว แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งแขวนอยู่ตรงหน้า ราวกับความฝันที่เธอเฝ้ารอมาตลอดหลายปี อันฉียืนมองเงาตัวเองในกระจก หญิงสาวในนั้นสวมชุดเจ้าสาวปักลูกไม้ละเอียด ผมดำยาวถูกรวบขึ้นอย่างประณีต ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างอ่อนหวาน ทว่าในดวงตากลับมีความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด “วันนี้แล้วสินะ” เธอกระซิบกับตัวเองเบา ๆ “วันที่ฉันจะได้แต่งงานกับพี่เลสลี่จริง ๆ” เสียงประตูเปิดเข้ามาพร้อมกับหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง นางคือมารดาของอันฉี นางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่ขอบตากลับแดงเล็กน้อย “ลูกแม่สวยเหลือเกิน” มารดาเอ่ยเสียงสั่น อันฉีหันไปยิ้ม “แม่ร้องไห้ทำไมคะ วันนี้เป็นวันดีนะ” “แม่รู้ แต่เห็นลูกโตมาจนถึงวันนี้ แม่ก็อดใจหายไม่ได้” มารดาเดินเข้ามาจับมือเธอไว้แน่น “หลังจากนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะลูก แต่งงานแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าต้องอดทนทุกอย่าง ถ้าเหนื่อย ถ้าเสียใจ กลับบ้านเราได้เสมอ” อันฉีหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาคลอ “แม่พูดเหมือนหนูจะไปรบเลย” “การแต่งงานก็เหมือนไปรบนั่นแหละ” มารดากล่าวพลางเช็ดน้ำตา “แต่แม่เชื่อว่าเลสลี่รักลูกจริง” เพียงได้ยินชื่อของชายคนนั้น หัวใจของอันฉีก็อ่อนยวบลงอย่างอบอุ่น เลสลี่ เฉิง ชายหนุ่มผู้เข้ามาในชีวิตเธอในวันที่เธอยุ่งเหยิงที่สุด เขาเป็นคนสุขุม อ่อนโยน และมั่นคงราวกับภูเขา แม้ชื่อของเขาจะดูแปลกหูสำหรับหลายคน แต่สำหรับอันฉี ชื่อนั้นคือความปลอดภัย คือบ้าน คืออนาคตที่เธออยากเดินไปด้วย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะเครื่องแป้ง อันฉีรีบหยิบขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า รอยยิ้มก็ผุดขึ้นทันที “พี่เลสลี่” ปลายสายมีเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้น “เจ้าสาวของพี่พร้อมหรือยัง” “ยังไม่พร้อมค่ะ” อันฉีแกล้งตอบ “ทำไมล่ะ” “เพราะตื่นเต้นจนมือเย็นไปหมดแล้ว” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากปลายสาย “ไม่ต้องกลัว พี่รออยู่ที่โบสถ์แล้ว อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกัน” อันฉีเม้มปากเล็กน้อย “พี่เลสลี่” “หืม?” “พี่จะไม่เปลี่ยนใจใช่ไหม” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของเขาจะนุ่มลึกกว่าเดิม “อันฉี ฟังพี่นะ ต่อให้โลกทั้งใบเปลี่ยนไป พี่ก็จะไม่เปลี่ยนใจจากเธอ วันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหน ๆ พี่ก็ยังเลือกเธอ” หัวใจของอันฉีเต้นแรงจนแทบเจ็บ เธอก้มหน้าซ่อนน้ำตาแห่งความสุข “หนูก็จะเลือกพี่ค่ะ” “รีบมานะ เจ้าสาวของพี่” “ค่ะ รอหนูนะ” “พี่จะรอ” เมื่อวางสาย อันฉียังคงยิ้มอยู่ เธอไม่รู้เลยว่าคำว่า “รอ” ในครั้งนั้น จะกลายเป็นคำสุดท้ายที่เขาได้พูดกับเธอในชีวิตนี้ ไม่นานนัก รถเจ้าสาวสีขาวก็เคลื่อนออกจากหน้าบ้าน ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นท้องฟ้ายังสดใส อันฉีนั่งอยู่เบาะหลัง กอดช่อดอกไม้ไว้แนบอก เพื่อนเจ้าสาวของเธอชื่อหลินหลินนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยจัดชายกระโปรงให้ไม่ยับ “ฝนตกวันแต่งงาน เขาว่าเป็นลางดีนะ” หลินหลินพูดขึ้น “ชีวิตคู่จะร่มเย็น” อันฉีมองหยดฝนที่เกาะบนกระจก “ขอให้เป็นอย่างนั้น” คนขับรถหันมายิ้มผ่านกระจกมองหลัง “ไม่ต้องห่วงครับคุณอันฉี ผมจะพาไปถึงโบสถ์ทันเวลาแน่นอน” “ขอบคุณค่ะ” โทรศัพท์ของเธอสั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากเลสลี่ ‘พี่เห็นฝนตกแล้ว ระวังตัวนะ ไม่ต้องรีบ พี่รอได้เสมอ’ อันฉีอ่านข้อความนั้นซ้ำสองครั้ง ก่อนพิมพ์ตอบกลับ ‘อีกไม่นานเจอกันค่ะ เจ้าบ่าวของหนู’ เธอกดส่งพร้อมรอยยิ้ม แต่ทันใดนั้น เสียงแตรรถก็ดังลั่นถนน ปี๊นนนน! รถทั้งคันสั่นสะเทือนอย่างแรง คนขับสบถด้วยความตกใจ “รถบรรทุก!” อันฉีเงยหน้าขึ้นทันที เห็นแสงไฟหน้ารถขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาจากทางแยกด้วยความเร็วสูง ฝนที่ตกหนักขึ้นทำให้ถนนลื่น รถเจ้าสาวเบรกกะทันหันจนล้อเสียดสีกับพื้นดังแหลม “กรี๊ด!” หลินหลินร้องสุดเสียง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่อันฉีจะทันตั้งตัว แรงกระแทกมหาศาลพุ่งเข้าชนด้านข้าง รถทั้งคันพลิกคว่ำอย่างรุนแรง โลกในสายตาของเธอหมุนกลับหัว เสียงกระจกแตก เสียงโลหะบิดเบี้ยว เสียงร้องของผู้คน และเสียงฝนกระหน่ำปะปนกันจนแยกไม่ออก ช่อดอกไม้หลุดจากมือ กลีบลิลลี่สีขาวกระจัดกระจายกลางเศษกระจก ร่างของอันฉีกระแทกกับเบาะและประตูรถอย่างแรง ความเจ็บแล่นไปทั่วร่างจนเธอแทบหายใจไม่ออก เลือดอุ่นไหลลงมาตามขมับ เปรอะเปื้อนผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ “เลสลี่...” เธอพึมพำเสียงแผ่ว เสียงรอบตัวค่อย ๆ ไกลออกไป เหมือนเธอกำลังจมลงสู่ก้นน้ำลึก ดวงตาพร่ามัวมองเห็นโทรศัพท์ตกอยู่ไม่ไกล หน้าจอแตกเป็นรอย แต่ยังสว่างอยู่ ข้อความจากเลสลี่ยังค้างอยู่บนหน้าจอ ‘พี่รอได้เสมอ’ อันฉีพยายามเอื้อมมือไปหาโทรศัพท์ ปลายนิ้วของเธอสั่นระริก แตะไม่ถึงเสียที น้ำตาไหลปะปนกับสายฝนที่สาดเข้ามาทางกระจกแตก “ขอโทษ...” เธอกระซิบ “หนูไปไม่ถึง...” ภาพในอดีตไหลย้อนเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ วันที่เธอพบเลสลี่ครั้งแรกในโรงพยาบาล เขาพาคุณยายมารับยา ส่วนเธอเป็นเภสัชกรประจำห้องยา วันนั้นเขาถามเธออย่างสุภาพว่ายาตัวไหนต้องกินหลังอาหาร เธอเผลออธิบายยาวเกินไปจนเขายิ้มแล้วพูดว่า “คุณอธิบายเก่งจนผมอยากป่วยบ่อย ๆ” จากวันนั้น เขาก็หาเรื่องมาพบเธอเรื่อย ๆ บางครั้งมาซื้อวิตามิน บางครั้งมาถามเรื่องยาสามัญ ทั้งที่ดูจากสายตาแล้ว เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องยาเท่าไรนัก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD