เสียงหมาเห่าดังลั่นเพราะเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้าซอยมา ทำให้เจ้าของบ้านต้องชะโงกหน้ามาตะโกนดุมัน แล้วปรายตามองผู้ชายหน้าตาดีที่เดินอยู่กลางซอย นางย่นคิ้วแล้วก็ชะเง้อมองอย่างอยากรู้อยากเห็นเมื่อเห็นเขาควักกระดาษมาอ่านแล้วเหลียวมองรอบๆ เหมือนกำลังหาอะไรอยู่ จริงๆซอยนี้มีคนหนุ่มคนสาวเดินเข้าเดินออกประจำ เพราะมีอพาร์ทเม้นต์กลางเก่ากลางใหม่อยู่ท้ายซอย คนเช่าก็เป็นคนหนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศไปจนถึงพวกรับจ้างรายวันทั่วไป แต่ก็ไม่เห็นมีใครดูมีสง่าราศีจับตาแบบนี้มาก่อน หรือจะเป็นพวกขายประกัน... คิดดังนั้นนางก็รีบหันหน้าหนี เสเป็นด่าหมาสองสามคำแล้วเดินกลับเข้าบ้านก่อนอีกฝ่ายหันมาทัก
“พี่ครับ”
เท้าที่จะก้าวเดินเลยชะงัก นางหันไปมองคนหล่อแล้วก็ตีหน้าขึงขังไว้ก่อน แม้จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยที่มีคนเรียกพี่ ทั้งที่อายุเริ่มเข้าวัยป้า
“อะไร ฉันไม่ซื้อหรอกนะประกันน่ะ”
‘คนขายประกัน’ ชะงักไปนิด ก่อนจะคลี่ยิ้ม “ผมไม่ได้มาขายประกันครับ รบกวนหน่อย นี่ซอย3 ใช่ไหม ผมมาหาคนที่อยู่บ้านเลขที่นี้แต่ว่าหาไม่เจอ”
อ๋อ... ไม่ได้มาขายประกัน นางยิ้มออกหน่อยแล้วก็เดินมาเกาะรั้ว
“มาหาใครล่ะ”
“บ้านเลขที่ 46/8 ซอย3 เขาบอกว่าหน้าบ้านมีร้านขายข้าวแกงเจ๊เป็ด ผมเห็นหน้าซอยติดป้ายว่าซอย 3 แต่ก็หาบ้านป้ายเลขที่บ้านเลขนี้ไม่เจอครับ”
ชายหนุ่มบอก เขาลงจากแท็กซี่หน้าปากซอย แล้วเดินเข้ามาอีกต่อ แดดยามเที่ยงร้อนเปรี้ยง โหนกแก้มของเขาแดงก่ำเพราะไอแดด เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก
“อ๋อ... เขาเขียนชื่อซอยผิด มันต้อง 3/1 ซอยนู่น เดินเข้าไปอีกสองร้อยเมตรจะมีตรอกไปทะลุซอย 3/1 ร้านเจ๊เป็ดอยู่ทางขวามือ ทะลุไปก็เห็นเลย”
“ขอบคุณครับ”
ไตรฉัตรยิ้มแล้วก็เดินไปทางที่อีกฝ่ายชี้ แดดค่อนข้างร้อน เสียงเด็กเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว วิ่งสวนออกมา ตรอกที่เขาต้องลัดไปซอย3/1ค่อนข้างเล็กและแคบ ทั้งทางยังเป็นหลุมเป็นบ่ออีก ชายหนุ่มต้องคอยระวังไม่ให้รองเท้าผ้าใบที่สวมเปรอะน้ำขัง เขาเดินทะลุตรอกออกมาก็เห็นร้านขายข้าวแกงเจ๊เป็ดติดป้ายชื่อร้านหราอยู่ไม่ไกลนัก ร่างสูงโปร่งเดินไปบนขอบฟุตบาท แล้วก็กระโดดหลบเมื่อได้ยินเสียงแตรรถมอเตอร์ไซค์ดังลั่นด้านหลัง
“หลบเซ่!”
ไตรฉัตรเบี่ยงตัวลงมาที่ถนน เพื่อให้พี่วินมอเตอร์ไซค์ขี่ไปบนทางเท้าได้สะดวก
นึกถึงข่าวที่เพิ่งดูเมื่อวาน เรื่องตำรวจมีไอเดียจะให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นคนคอยชี้เบาะแสจับคนที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์บนทางเท้าแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้
เออ... ดี... เจริญ
ไตรฉัตรเดินมองหาป้ายบ้านเลขที่ที่ตรงกับในกระดาษ กระทั่งถึงหน้าทาวน์เฮ้าส์สามชั้นสีฟ้าซีด ชายหนุ่มเงยหน้ามองตัวบ้านแล้วก็ย่นคิ้วน้อยๆ เสียงหมาปั๊กตัวเล็กเห่ากรรโชกอยู่ในรั้ว ก่อนจะมีเด็กผู้หญิงวัยสิบห้าสิบหกปีเยี่ยมหน้ามาจากหลังประตู พอเห็นเขาก็ตะโกนถาม
“มาหาใคร”
“มาหา... คุณอลงกรณ์ อยู่ไหม”
“ลุงกรณ์ มีคนมาหา”
เด็กผู้หญิงหดหัวกลับเข้าไป ตะโกนเสียงดังลั่น ไตรฉัตรขมวดคิ้วกับสรรพนามนั้น เขารออยู่ไม่นานตอนที่เด็กหญิงคนเดิมเดินมาเปิดประตูรั้วให้
เขาเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน
“นั่งรอก่อนนะเดี๋ยวเอาน้ำให้ ลุงกรณ์กำลังลงมา”
อีกฝ่ายบอกแล้วก็ฉีกยิ้มหวานให้ เธอสวมกางเกงขาสั้นกุด กับเสื้อยืดรัดรูปเห็นหน้าอกเป็นกระเปาะ กลิ่นน้ำหอมราคาถูกฉุนจมูก บวกกับริมฝีปากที่แดงผิดธรรมชาติ และรอยสักที่โคนขาขวา ทำให้ไตรฉัตรพอเข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายอยู่บ้านทั้งที่วันนี้เป็นวันอังคารทั้งที่วัยอีกฝ่ายน่าจะเรียนหนังสืออยู่
“ได้ยินลุงกรณ์บอกว่าพี่อยู่เมืองนอก แอ้มก็อยากไปเมืองนอกนะ”
อีกฝ่ายชวนคุย วางแก้วน้ำให้แล้วก็ยิ้มเห็นฟันที่มีลวดดัดฟันตามสมัยนิยม กะพริบตาที่ใส่คอนแท็กเลนส์สีเทาปริบๆ
“พี่ ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม พี่หล่อมากเลยถ้าเพื่อนแอ้มเห็นต้องอิจฉาแน่ๆ”
อีกฝ่ายถามแต่ไม่รอคำตอบควักโทรศัพท์แล้วลุกมานั่งใกล้แต่ไม่ทันจะได้ถ่ายรูป คนที่เดินลงบันไดมาจากชั้นสองก็เรียกเสียงหนัก “แอ้ม อย่ากวนใจพี่เขา”
แอ้มทำหน้างอ แต่ก็ลุกไปนั่งอีกมุมอย่างเชื่อฟัง ปากขยับขมุบขมิบ ไตรฉัตรเห็นอีกฝ่ายแอบยกมือถือถ่ายรูปเขาอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เขาหันไปมองคนที่กำลังเดินมาตรงหน้า อลงกรณ์... พ่อบังเกิดเกล้าของเขาเอง ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน น่าจะเป็นเมื่อหลายปีก่อนในสนามบิน ตอนนั้นพ่อของเขาดูภูมิฐาน ใบหน้ามีสง่าราศีกว่านี้ และหนุ่มแน่นกว่านี้ ไตรฉัตรยังจำได้ว่าอีกฝ่ายทำเสียงขึ้นจมูกยังไง จำได้กระทั่งสีหน้าและแววตาตอนที่อลงกรณ์ควงแขนเมียอีกคนเดินหนีไปด้วยซ้ำ เสียงร้องไห้ของชุลีพรผู้เป็นแม่ เสียงด่าทอ สายตาเวทนาจากไทยมุงรอบข้าง ยังแจ่มชัดในความทรงจำเขา
...เหมือนมันเกิดขึ้นเมื่อวาน...
วันนี้พ่อดูเปลี่ยนไป งอไหล่ บ่าตก ผมบนศีรษะก็บางจนเห็นได้ชัด ริ้วรอยตามวัยและกระบนโหนกแก้ม ทำให้พ่อเขาดูแก่ขึ้นเกือบสิบปี เสื้อโปโลที่อีกฝ่ายสวมมีคราบกาแฟหยดจางๆ คอเสื้อก็ยับ เมื่อก่อนไตรฉัตรจะเห็นพ่อเขาในมาดนักธุรกิจที่ทุกอย่างต้องเรียบหรู และดูดีเสมอ ขณะอยู่บ้านใส่ชุดลำลอง ก็เป็นเสื้อผ้าที่มียี่ห้อ สะอาด รีดไว้เรียบกริบ รอยยับนิดเดียวก็ไม่มี ก็นั่นแหละ... ถ้าอยู่ดีมีสุข เขาก็คงไม่ได้รับโทรศัพท์จากอีกฝ่ายหรอก
“ไตร”
อลงกรณ์มองลูกชายที่นั่งมองตนเองเงียบๆ ชายวัยกลางคนพอเห็นสายตาราบเรียบไร้อารมณ์ของไตรฉัตร ท่าทางไม่ยินดียินร้ายที่ได้เจอตนเอง ก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ได้ เขานึกว่าลูกชายจะมีท่าทางดีใจ หรือตื่นเต้นที่ได้เห็นเขา ไม่ก็ต้องวางท่าปั้นปึ่ง ตีหน้าบึ้งโกรธเขาเรื่องเมื่อก่อน ดังนั้นพอเห็นท่าทางสบายๆ ใบหน้ายิ้มน้อยๆแต่สายตาเฉยชาห่างเหินของไตรฉัตร เขาเลยวางตัวไม่ถูกเหมือนกัน
“มาแล้วเหรอ”
“ก็คุณพ่อเรียกผมมา” เขาตอบ พนมมือไหว้ อีกฝ่ายรับไหว้ กระแอมแล้วก็นั่งลงที่โซฟาอีกตัว ความเงียบครอบคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงกดโทรศัพท์ส่งข้อความของเด็กสาวชื่อแอ้ม เงียบกระทั่งได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่ค่อนข้างเก่าทำงานดังหึ่งๆ
“ไตรกินข้าวมาหรือยัง แอ้ม ไปซื้อข้าวที่ร้านมาให้พี่เขาหน่อย เอาไม่เผ็ดนะ พี่เขากินเผ็ดไม่ได้”
อลงกรณ์สั่ง ควักเงินส่งให้เด็กผู้หญิงชื่อแอ้ม อีกฝ่ายทำหน้าอิดออด แต่ก็ลุกมาคว้าเงินไปแต่โดยดี กระทั่งเด็กสาวออกไปแล้ว ไตรฉัตรที่นั่งอยู่เงียบๆก็หยิบกระเป๋าเงินออกมา เขาดึงการ์ดใบเล็กมาวางบนโต๊ะแล้วเอานิ้วดันให้เลื่อนไปตรงหน้าอลงกรณ์
“อะไร”
“บัตรเอทีเอ็ม เป็นบัตรชนิดเดบิตอย่างเดียว ผมเปิดบัญชีไว้เมื่อวาน สำรองเงินไว้ก้อนหนึ่ง คุณพ่อสามารถเบิกมาใช้จ่ายได้ ผมจะโอนเงินให้เดือนละสองหมื่นทุกเดือน”
สีหน้าของอลงกรณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตอนแรกที่เขาเห็นบัตรบนโต๊ะ กับประโยคแรกของลูกชาย ดวงตาฉายแววลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด แต่พอได้ยินจำนวนเงิน เขาก็ชักสีหน้าทันที “หะ... สองหมื่น”
“สองหมื่น”
“แกให้ฉันเดือนละสองหมื่น ตลกล่ะไตร แกล้อพ่อเล่นใช่ไหม หรือว่าแกยังโกรธเรื่องเก่าก่อนอยู่ แม่แกก็คงโกรธอยู่สินะ”
“โกรธ? ถ้าสำหรับคุณแม่ ใช้คำนี้ไม่น่าจะเหมาะนะครับ” ไตรฉัตรยิ้ม สีหน้าอบอุ่นตอนที่เอ่ยประโยคต่อมา “ใช้คำว่าเกลียดเลยดีกว่าครับ ผมเองก็แอบกลับมาเมืองไทยไม่ได้บอกคุณแม่ ตอนนี้คุณแม่ก็รู้แล้วยังโกรธผมอยู่ โทรมาตามให้ผมกลับ ขู่ผมว่าถ้าผมติดต่อหรือมาหาคุณพ่อ จะตัดหางผมปล่อยวัดอีกคน ส่วนผม... ผมไม่ได้โกรธคุณพ่อเรื่องนั้นแล้ว”
ไม่โกรธ ... แต่ก็ไม่ลืมว่าอีกฝ่ายทอดทิ้งเขาสองคนแม่ลูก ทิ้งหนี้สิน เอาสมบัติส่วนตัวทั้งหมด ทำร้ายร่างกายแม่เขาต่อหน้าผู้หญิงคนใหม่ และพาหล่อนบินหนีไปเสวยสุขทิ้งแม่เขาให้ทนทุกข์คนเดียว
เขาไม่โกรธพ่อจริงๆ แต่โกรธตัวเองมากกว่า เขาเองก็เห็นและรับรู้ตลอดว่าอีกฝ่ายมีผู้หญิงคนอื่นลับหลังมารดา เขามองมันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย ไม่เสียหาย นิสัยเห็นแก่ตัวที่ซึมซับในกมลสันดานของเขา ... หากเขาไม่มองมันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ บางทีชีวิตคู่ของทั้งสองคน คงไม่จบแบบกลายเป็นศัตรูกันแบบนี้ก็ได้
“สองหมื่น มันจะไปพอยาไส้อะไร”
“ผมก็คิดว่าไม่พอ เพราะเงินหลายล้านที่คุณพ่อได้ไปยังหมดได้ในห้าปี เฉลี่ยแล้วพ่อคงใช้เดือนละแสนกว่า แต่ผมจนปัญญาจริงๆ ผมทำงานที่เมืองนอก หักค่าใช่จ่ายทุกอย่างแล้วก็สามารถช่วยคุณพ่อได้เดือนละสองหมื่นเท่านั้น ถ้าคุณพ่อคิดว่ามันน้อยไป...”
ปลายนิ้วที่แตะบนบัตรเลื่อนดึงมันกลับมาหน้าตัวเอง แต่อลงกรณ์รีบดึงไปก่อน เขามองหน้าลูกชายแล้วก็พูดเสียงหงุดหงิด
“ฉันเอา...”
ก็เท่านั้น ไตรฉัตรยิ้มน้อยๆ “ครับ”
“แต่ว่า ยังมีอีกอย่างที่อยากให้แกทำให้ก่อนกลับเมืองนอก” อลงกรณ์ถอนหายใจ จับบัตรเอทีเอ็มใส่กระเป๋าเสื้อให้อุ่นใจไว้ก่อน
“ครับ”
“ฉัน... พ่อเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แต่ว่าช่วงสองสามปีก่อน เศรษฐกิจเมืองไทยไม่ดี เอะอะประท้วง เอะอะมีม็อบ ส่งผลกระทบให้บริษัทพ่อไม่น้อย ก็เลยต้องปิดตัวลง”
“ครับ”
เขารับคำอีกครั้ง ยิ้มนิ้วมือที่วางบนเข่าเคาะนิ้วชี้เป็นจังหวะ รอให้อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทางใจเย็น
“บ้าน... บ้านเราหลังนั้น พ่อจำได้ว่าแม่แกโอนให้เป็นชื่อแกใช่ไหมไตร”
“ครับ”
“แก... ขายได้หรือเปล่า พ่อต้องใช้เงิน”
“ไม่ขายครับ”
“ตาไตร... ฉันจะโดนฟ้องเป็นคนล้มละลายนะ ถ้าไม่มีเงินไปจ่ายหนี้ธนาคาร”
“ครับ” ไตรฉัตรรับคำ เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขัดจังหวะ ชายหนุ่มยิ้ม “ขออนุญาตนะครับคุณพ่อ สวัสดีครับ”
ชายหนุ่มรับสายแล้วก็ยิ้มกว้างอีกนิด “ครับคุณแม่ เปล่าครับ... ผมอยู่บ้านคุณป้านิด”
อลงกรณ์เงียบเสียงทันที เหมือนกลัวว่าถ้าเสียงเขาเล็ดรอดไปถึงคนพูดปลายสาย แล้วหล่อนจะมาปรากฏตัวตรงหน้าเขา ไตรฉัตรขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่งยากใจ “ครับ ได้ครับ สวัสดีครับ”
เขาวางสายแล้วลุกยืน พนมมือไหว้ผู้เป็นพ่อ
“คุณแม่จะโทรหาคุณป้านิด ผมคงต้องรีบกลับก่อนคุณแม่จะจับได้ว่าผมมาหาคุณพ่อ ทีนี้ละแย่แน่ คุณแม่ได้คุมการเงินผมเข้มแน่ แล้วผมจะโอนเงินให้คุณพ่อลำบาก ผมคงต้องกลับก่อน”
“แล้ว... แล้วเรื่องบ้าน”
“ไว้โอกาสหน้า เราค่อยคุยกันนะครับ”
ไตรฉัตรยิ้ม เขาเดินไปที่ประตูบ้าน อลงกรณ์ทำหน้าหงุดหงิด แต่ไม่กล้าถ่วงอีกฝ่ายไว้ เขาอยู่กินกับชุลีพรมาหลายปี นิสัยขี้อาฆาตของอีกฝ่ายมีหรือเขาจะไม่รู้ ชายวัยกลางคนเดินตามมาถึงประตูรั้ว มองลูกชายที่เดินตากแดดออกไป
อีกฝ่ายเดินไปสามสี่ก้าว ก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ หันมาบอกเขา “ผมลืมบอกรหัสเอทีเอ็มคุณพ่อ เป็นวันเดือนปีเกิดของผมนะครับ 190828 แล้วก็... หลายปีมานี้ ผมสบายดี แม่ก็สบายดี หลายปีที่ผ่านมา เราสองคนลำบากบ้าง แต่ก็ผ่านมันมาได้ ตอนนี้คุณแม่มีความสุขตามอัตภาพ ขอบคุณครับ”
อลงกรณ์เผยอริมฝีปากค้าง เขามองรอยยิ้มของลูกชาย ชั่ววินาทีหนึ่งที่รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกที่ลำคอ แต่อลงกรณ์ก็กลืนมันลงไปอย่างรวดเร็ว เขาเพียงตีหน้าบึ้งกลบเกลื่อนความรู้สึกอับอาย ที่โดนไตรฉัตรตอกหน้านิ่มๆเรื่องตนเองไม่ได้สนใจจะถามไถ่ความเป็นอยู่ของสองแม่ลูกตามมารยาทแม้แต่คำเดียว
ไตรฉัตรเดินออกมา แดดคงจะร้อนเกินไป เหงื่อที่ไหลจากตีนผมตรงหน้าผากทิ้งตัวกลิ้งผ่านหัวตา จนต้องกะพริบตาแรงๆ ไล่ให้มันไหลออกมา เขามองมือถือที่หน้าจอเป็นรูปนาฬิกาปลุกที่ตนเองตั้งเวลาให้ส่งเสียงเตือนเมื่อกี้ แล้วกดปิด
“ร้อนชะมัด”
พึมพำเสียงเบาสอดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินสวนกับแอ้มที่ยิ้มค้างให้อย่างไม่ใยดี