“ไอ้รี บ.กบอกว่าอย่าลืมไปสัมภาษณ์เจ้นาลี่จังด้วยนะ ที่แกโดนถีบหน้าลิฟต์อ่ะ”
เสียงรุ่นพี่บอก ทำให้คนที่นั่งสัปหงกหน้าคอมพิวเตอร์เพราะทำงานอดหลับอดนอนมาหลายวันแล้ว ต้องชันคอแล้วหันไปมองอย่างงงๆ
“ฮะ?”
“หลับนกเหรอ เฮ้ย ง่วงก็กลับไปนอนบ้านดีกว่าป่ะ”
“เปล่า แค่เพลียนิดหน่อย” นักข่าวสาวบอก พลางปิดปากหาว เธอบิดลำคอไปมาไล่ความง่วงแล้วก็ย่นคิ้ว “เดี๋ยว... ตะกี้เฮียบอกรีว่า บ.กให้ไปสัมภาษณ์ใครนะ”
“เจ๊นาลี่”
อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาตอบ ศิริพรอ้าปากค้าง “อะไรนะ ทำไมต้องเป็นรีด้วย”
“ไม่รู้ อยากรู้เหตุผลไปถามบ.กเองล่ะกัน แต่เตือนก่อนว่ากำลังหงุดหงิด”
“หงุดหงิดอะไรอีกล่ะ เมนส์ไม่มาหรือไง” ศิริพรบ่นงึมงำ นึกถึงผู้หญิงที่ตนเองต้องไปสัมภาษณ์ หลังเจ้าตัวโดนกระโดดถีบกลางหลังหน้าลิฟต์ในห้างดังอย่างเซ็งๆ แม้ใจเธอเองจะนึกว่าสมควรโดนอยู่เพราะอีกฝ่ายไปทำคลิปล้อเลียนผู้ประสบภัยธรรมชาติ แถมยังด่าเสียๆหายๆ จุดมุ่งหมายเพียงเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากกระแสสังคม
แต่ก็ไม่เห็นต้องไปสัมภาษณ์เลย...
“เอาน่า นางกำลังเป็นกระแส ยังไงก็ควรมีข่าวนางออกช่องเราด้วย จะให้มีทุกช่องไม่มีของเราได้ยังไง”
รุ่นพี่ที่สวมแว่นตากรอบหนาบอก ศิริพรพยักหน้า “อืม ทำไงได้ เรามันลูกน้องเขานี่เนอะ”
เธอปลง ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ “หากาแฟกินแป๊บนะพี่ เอาป่ะ”
“เลี้ยงป่ะ”
“เลี้ยงก็ได้ มาๆ เอากาแฟอะไร”
ศิริพรบอกอย่างใจป้ำ
“ลาเต้เย็น”
“เฮ้ย รีไปซื้อกาแฟเหรอ พี่เขากรีนทีปั่นเพิ่มวิป”
“พี่เอา...”
ศิริพรยิ้มค้าง เมื่อคนในแผนกยกมือสั่งกันสลอน สุดท้ายเธอก็ต้องนั่งรอคิวกาแฟหกแก้วด้วยใบหน้าเซ็งๆในร้านกาแฟด้านล่างของตึก เธอยิ้มให้กับหนุ่มพนักงานธนาคารที่เดินผ่านโต๊ะตนเอง แล้วคนหลอดในแก้วกาแฟของตัวไปเรื่อยๆ ด้านล่างของตึกช่องเธอ มีธนาคารมาเปิดที่ชั้นล่าง มีทั้งร้านกาแฟและอาหารเฟรนด์ไชส์ดัง บางครั้งดาราในสังกัดช่องก็จะเข้ามาบ้าง แรกๆที่ย้ายมาทำงานที่นี่ ศิริพรก็ตื่นเต้นอยู่บ้างเวลาเห็นพระเอกนางเอกเดินไปมา หรือบังเอิญอยู่ในร้านกาแฟร้านเดียวกัน แต่พอสี่ปีผ่านไป เธอก็เริ่มชิน จากที่ต้องแอบมองแล้วใจเต้นตึกตัก ตอนนี้ก็แค่มองแล้วก็ยิ้มให้ ก้มศีรษะทักทายเป็นบางครั้ง
กัดหลอดแก้เครียดที่ต้องไปเจอมนุษย์ป้าบ้าบอตามคำสั่งบ.กอยู่ ก็ได้ยินเสียงทักด้านหลัง
“รี”
ศิริพรหันขวับ แล้วก็เห็นคนทักเดินยิ้มแย้มเข้ามา ในมือเขามีถุงข้าวกล่องนับสิบกล่อง หญิงสาวขมวดคิ้วทันที “โจ้ อีกแล้วเหรอ”
ทันทีที่ได้ยินคำถามแบบไม่ต้องการคำตอบ จัตุรัสก็ยิ้มเจื่อน เขาพยักหน้า “เราต้องลงมาซื้อข้าวอยู่แล้วเราก็แค่หิ้วกลับขึ้นไปให้”
“ทุกวันเนี่ยนะ โจ้ไม่ได้เป็นพนักงานส่งอาหารของร้านป่ะวะ ทำไมคนพวกนั้นไม่ลงมาซื้อเอง หรือโทรสั่งให้ร้านส่งขึ้นไปให้ล่ะ”
“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มยิ้มจนตาปิด เขาเป็นหนุ่มท้วมสวมแว่นตากรอบสี่เหลี่ยม ทำงานอยู่ที่ตึกเดียวกันกับศิริพร แต่คนละแผนกกัน จัตุรัสอายุรุ่นราวคราวเดียวกับศิริพร แต่เป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงสามสี่เดือน ศิริพรนิ่วหน้า เธอนึกถึงเพื่อนร่วมแผนกของอีกฝ่ายแล้วก็เบะปาก
“ไม่อยากเสียเงินเพิ่มให้ร้านน่ะสิ อะไร ห้าบาทสิบบาทก็ยังจะงกเอาเปรียบใช้แรงงานคนอื่น”
ร้านอาหารที่ชั้นล่างแม้จะดูดีมีคลาส แต่กินทุกวันพนักงานเงินเดือนหมื่นถึงสองหมื่นต้นๆอย่างพวกเธอก็ไม่ไหว ช่วงต้นเดือนก็พอจะนั่งหัวเราะสวยๆ คุยกันสนุกๆ จับส้อมม้วนสปาเก็ตตี้ยิ้มอ่อนได้อยู่หรอก แต่กลางเดือนแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเข้ามานั่งกินมื้อเฉียดสี่ห้าร้อยแน่ ร้านอาหารตามสั่งที่อยู่อีกฝั่งของถนนจึงเป็นทางออกที่ดี ป้าคนขายเขาส่งให้ถึงที่ แต่ต้องจ่ายเพิ่มเมนูละสิบบาทเป็นค่าหิ้วมาส่ง คนเคยกินจานละสี่ร้อยต้นเดือน กลางเดือนสิบบาทก็ไม่อยากเสียเพิ่มเลยใช้วิธีฝากและไหว้วานจัตุรัสให้ซื้อกลับมาให้ด้วยอยู่ตลอด ศิริพรมองนิ้วมือที่ซีดขาวเพราะหิ้วของหนักของหนุ่มอัธยาศัยดีตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
“มานี่... เราช่วยหิ้วให้ถุงนึง” ศิริพรบอก แต่อีกฝ่ายส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร ไม่หนัก”
“มาเถอะ”
“มาซื้อกาแฟไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะถือขึ้นไปยังไง”
“คล้องนิ้วก็ใช้ได้แล้ว” หญิงสาวพูดพลางเดินมาแย่งถุงกล่องข้าวไปจนได้ เธอบ่นอุบ “ให้เขาเอาเปรียบแบบนี้ได้ยังไง ครั้งสองครั้งเขาอาจจะเห็นเรามีน้ำใจ แต่สี่ห้าครั้งขึ้นไป เขาคิดว่าเราโง่นะ... เอ่อ”
ศิริพรพลั้งปาก เธอยิ้มปุเลี่ยนๆให้กับคนตรงหน้า “ไม่ได้ตั้งใจว่านะ ขอโทษที เราปากไวไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร” จัตุรัสยิ้ม เขายืนรอกระทั่งศิริพรได้กาแฟที่สั่ง ทั้งคู่เดินขึ้นลิฟต์ด้วยกัน แผนกของจัตุรัสอยู่ชั้นเดียวกับเธอแต่แยกไปทางซ้าย เธอเดินเลยไปกับเขาก่อน ตอนที่โผล่เข้าประตูไปเสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงบ่นของคนรอข้าว
“พี่โจ้ ทำไมไปนานจัง นุ่นหิวจะแย่”
“นั่นสิ... ฉันก็เป็นโรคกระเพาะด้วย กินข้าวไม่ตรงเวลาไม่ได้”
ปากของศิริพรขยับ เธอวางถุงกล่องข้าวบนโต๊ะใกล้ตัวไม่เบานัก คนที่บ่นแกมตำหนิเลยเพิ่งเห็นว่านอกจากน้องใหม่นิสัยดีที่ว่าง่ายใช้คล่อง ยังมีนักข่าวสาวปากร้ายที่ทุกคนรู้จักดีตามมาด้วย
เธอปรายตามองหน้าแต่ละคน จัตุรัสรีบหยิบกล่องหนึ่งขึ้นมาจากในถุงแล้วยัดใส่มือของเธอ
“ข้าวผัดแหนม ซื้อมาเกินกล่องนึง รีเอาไปกินนะ”
ศิริพรก้มมองกล่องข้าว พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้เธอวิวาทะกับคนในห้องนี้ เลยยิ้มแล้วพยักหน้าให้เขา “ขอบใจนะ โจ้”
จัตุรัสมองตามหญิงสาวรูปร่างสูงระหง ที่ถือกล่องข้าวเดินออกไปจากแผนกของตนเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขาหันมามองเพื่อนร่วมงานที่เดินมารื้อหากล่องอาหารของพวกตนเองแล้วก็เลี่ยงไปทางโต๊ะของตน
“ยายพี่รีนี่ นิสัยไม่เคยเปลี่ยน มิน่าถึงกลายเป็นสาวแก่” คนที่บ่นว่าเขาไปนานและหิวจะแย่เปรยขึ้น
“ก็นิสัยแบบนี้ไง ถึงได้ขึ้นคาน ไม่มีผู้ชายคนไหนแต่งด้วยหรอก”
อีกคนเสริม อีกคนที่ได้กล่องอาหารของตัวแล้วหันไปมองตามหลังศิริพร เขาทำงานมานานกว่าใครๆ เคยอยู่แผนกเดียวกับหญิงสาว
“แต่เคยมีแฟนนะถ้าจำไม่ผิด”
ประโยคนั้นทำเอาคนอื่นหันมามองเป็นตาเดียว เขากำลังหยิบซองน้ำปลาพริก แล้วหมุนตัวจะกลับไปนั่งกินข้าว แต่โดนน้องนุ่นคว้าศอกไว้ก่อน “จริงเหรอพี่ นุ่นไม่เคยเห็นยายพี่รีควงใครเลย นึกว่าเป็นทอมเสียอีก”
“จริง นานแล้วนะ หลายปีแล้ว นางเคยคบกับผู้ชายตอนนางไปทำงานที่เมืองนอก”
“เฮ้ย... จริงอ่ะ หน้าตาเป็นยังไง”
ผู้รู้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่รู้ จำหน้าตาไม่ได้แล้ว แต่ที่จำได้คือหล่อมาก หล่อวัวตายควายล้มอ่ะ”
เขาบอกแล้วก็หลิ่วตา ก่อนจะเดินหนีไปนั่งกินข้าว ปล่อยให้สาวๆหนุ่มๆที่เหลือทำสีหน้าทำนองว่าไม่เชื่ออยู่ด้านหลัง
ได้ยินนะยะ! ศิริพรที่เดินออกมาไม่ไกลมาก อยากจะหันกลับไปบอกแบบนี้ แต่ว่าเธอกลับแค่กลอกตาแล้วเดินกลับไปทางแผนกตัวเอง