“โอเคครับแม่ ผมยอมแล้ว แม่อย่าร้องไห้เลยครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาหลังถอนหายใจครู่ใหญ่ ทำอย่างไรได้ แม่เล่นมาแนวนี้ ถ้าหากเค้ายังดื้อดึง มีหวังได้คุยกันยาว แถมแม่ต้องร้องไห้มากกว่านี้แน่ ถึงจะรู้ว่าอะไรคืออะไรก็ตาม
“ว่าแต่คนที่ผมจะแต่งงานด้วย ชื่ออะไรครับ แล้วเป็นเพื่อนแม่คนไหนครับ”
แม่เมื่อได้ฟังสิ่งที่อยากได้ยินแล้วนั้น ก็ตาเป็นประกาย ยิ้มกว้าง พร้อมทั้งเอ่ยสาธยายลูกสาวเพื่อนในทันที “เค้าชื่อฟ้าใสจ๊ะ สวย น่ารัก แถมเก่งอีกต่างหาก เค้าทำงานเป็นนักออกแบบโฆษณาอยู่ที่บริษัท CTM บริษัทในเครือเราเองจ๊ะ แต่หนูฟ้าใสเค้าไม่รู้นะ ว่าแม่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ เป็นลูกของน้าอัญชลีไงจ๊ะ ตอนเด็กๆ เราก็เคยเจอกันบ่อยๆ”
“ผมพอจำน้าอัญชลีได้ครับ เมื่อก่อนครอบครัวเรากับครอบครัวน้านัดเจอกันบ่อยๆ แต่ฟ้าใสผมไม่เจอตั้งแต่เค้าอายุ 12 แล้วนี่ครับ”
“อ๋อ มินท์จำได้แล้วค่ะ พี่ฟ้าใส ที่ชอบผูกเปียสองข้าง แล้วพี่กรณ์ชอบแกล้งเค้าบ่อยๆ เจอกันทีไร พี่เค้าร้องไห้กลับไปทุกที พอขึ้น ป. 4 หนูก็ไม่เห็นพี่เค้ามากับคุณแม่เค้าอีกเลย”
“คุณน้าบอกว่าชวนมาแล้วฟ้าใสเค้าไม่ยอมมาด้วยจ๊ะ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น” คุณหญิงนั่งนึกถึงเรื่องเก่าๆ พร้อมขมวดคิ้ว นึกหาเหตุผลที่หนูฟ้าใส ลูกสาวเพื่อนสนิท ที่อยู่ๆ ก็ไม่ยอมมาที่บ้าน หรือมาเจอครอบครัวอีกเลย
“ฟ้าใส” เสียงปกรณ์ เอ่ย ออกมาเบาๆ พร้อมความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในหัว
“ยัยเด็กผมเปีย มาบ้านชั้นทำไมบ่อยๆ” เด็กชายปกรณ์ในวัย 12 ขวบ พูดเสียงดังใส่เด็กหญิงตรงหน้า ที่ยืนดูปลาอยู่ที่บ่อปลาตรงแปลงดอกไม้ในสวนขนาดใหญ่
เด็กหญิงหันหน้ามาพร้อมทำหน้าเบื่อหน่าย “ไม่ได้อยากมาหรอก มาเจอเด็กบ้าอย่างนาย พูดกับผู้หญิงให้มันเพราะๆ หน่อยไม่ได้หรือไง ถ้าแม่ไม่ให้มาเป็นเพื่อนชั้นไม่มาหรอก” พูดเสร็จก็หันไปมองปลาต่อ โดยไม่สนใจคนตรงหน้าอีกต่อไป
“หนอย หาว่าเราเป็นเด็กบ้าเหรอ ดี งั้นต้องเจอนี้” เด็กชายหน้าตาดี แต่นิสัยขี้แกล้ง ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นสิ่งที่แก้เผ็ดเด็กหญิงปากมากที่กล้ามาว่าเค้า หนูน้อยเดินไปหยิบกิ่งไม้แล้วเกี่ยวสิ่งมีชีวิตตัวยาวๆ ขึ้นมาจากแปลงดอกไม้ข้างๆ บ่อปลา
“เธออยากให้อาหารปลาใช่เปล่า เรามีอาหารปลามาให้เธอรับไปสิ”
เด็กผมเปียหันไปก็ตกใจ เมื่อเจอหนอนตัวสีเขียวตัวใหญ่มาก เกี่ยวกิ่งไม้ที่ปกรณ์ถืออยู่แล้วยื่นมาใกล้หน้าสาวน้อย ชนิดที่ว่าไม่ถึง 5 เซ็นติเมตร เจ้าหนอนตัวใหญ่ก็สามารถข้ามมาเกาะหน้าฟ้าใสได้แล้ว ขาทั้งสองข้างถอยหลังอัตโนมัติ เมื่อเห็นดังนั้น โดยลืมไปว่าข้างหลังเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่ ที่มีความลึกเกินกว่าเด็กอายุ 12 ขวบจะยืนถึง
ตูมมมม
เสียงบางอย่างตกลงไปในน้ำอย่างแรง ตามด้วยเสียงร้อง “กรี๊ด ช่วยด้วย ว่ายน้ำไม่เป็น”
“ฟ้าใส” ตูมมม เสียงเด็กชายตะโกนเรียก พร้อมกับกระโจนลงไปในน้ำเพื่อช่วยเหลือสาวน้อยที่โดนแกล้งจนตกน้ำ
เสียงกรีดร้องและเสียงที่ดัง ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านรีบวิ่งเข้ามาช่วยเด็กทั้งสองขึ้นจากน้ำ ฟ้าใสอยู่ในอาการตัวสั่น ปากสั่น จับผ้าเช็ดตัวที่แม่บ้านวิ่งนำมาให้ไว้แน่น แม่อัญชลีวิ่งเข้ามาสวมกอดเด็กน้อยให้หยุดสั่น
“เกิดอะไรขึ้นหนูฟ้าใส ปกรณ์ เป็นอย่างไรบ้าง แล้วทำยังไงถึงตกน้ำไปได้ทั้งคู่หละ” ฝ่ายคุณหญิงอรพินท์ก็วิ่งเข้ามาหาลูกชายพร้อมกับประคองแล้วมองหน้าเด็กทั้งสอง แล้วสอบถามออกมาอย่างเป็นห่วง
“เอิ่ม ผม.......”
“ไม่มีอะไรค่ะ คุณป้า หนูไม่ระวังเองค่ะ ก็เลยพลัดตกน้ำ กรณ์เค้าก็เลยตามลงไปช่วย” ปกรณ์กำลังจะสารภาพ แต่เด็กหญิงรีบแทรกพูดขึ้นมาด้วยไม่อยากเป็นสาเหตุให้เด็กชายโดนลงโทษ หรืออาจจะไปถึงทั้งสองบ้านผิดใจกัน เพราะรู้ว่าคุณพ่อหวงเธอขนาดไหน หากใครมารังแกหรือทำร้าย คุณพ่อจะไม่ยอมแน่นอน
จากนั้น คุณอรพินท์จึงให้ฟ้าใสเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่แม่อัญชลีกลัวน้องไม่สบายจึงพากลับบ้าน หลังจากวันนั้น เค้าก็ไม่เคยเจอฟ้าใสอีกเลย และก็ไม่กล้าถามไปว่าเหตุใดสาวน้อยถึงไม่มาเป็นเพื่อนคุณน้าอีก
ตัดภาพมาปัจจุบัน เมื่อปกรณ์ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ได้แล้ว ก็นึกยิ้มขึ้นมาอย่างสนุก สุดท้าย เธอก็หนีชั้นไม่พ้นนะ ฟ้าใส
คุณหญิงและมินตรานั่งมองหน้าพี่ชายพร้อมทั้งขมวดคิ้ว ที่อยู่ๆ พี่ชายก็ยิ้ม และก็หัวเราะขึ้นมา
“เอ่อ แม่ว่ากรณ์เพิ่งกลับมาน่าจะเหนื่อย ขึ้นไปพักผ่อนดีกว่านะ ส่วนเรื่องแต่งงาน แม่จะนัดหนูฟ้าใส กับน้าอัญชลีมาเจอกันอาทิตย์หน้าดีมั้ยจ๊ะ
“แล้วแต่คุณแม่แล้วกันครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”
เพี๊ยะ เสียงตบมือกันระหว่างสองสาวต่างวัยก็ดังขึ้น เมื่อแน่ใจว่าชายหนุ่มเดินขึ้นไปบนชั้นสองเรียบร้อยแล้ว
“เห็นมั้ยแม่ บอกแล้วว่าต้องได้ผล พี่กรณ์ยอมแม่แล้วเรื่องแต่งงาน” หญิงสาวยิ้มและหัวเราะอย่างภูมิใจกับแผนของตัวเองที่ให้แม่แสดงละคร ร้องไห้ เพื่อให้พี่ชายยอมตกลงที่จะแต่งงาน
“เรานี่นา จอมวางแผนจริงๆ แต่แม่ก็ดีใจนะ ที่พี่ชายเรายอมแต่ง ทีนี้แม่ก็ต้องโทรไปบอกอัญแล้วหละว่าทางนี้ตกลงแล้ว ให้รีบบอกหนูฟ้าใสเลย” ว่าแล้วก็รีบโทรไปหาเพื่อนรักเพื่อบอกความคืบหน้าถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อก่อนหน้านี้
ส่วนตัวต้นคิด ก็ยังนั่งยิ้มอยู่บนโซฟาหลุยส์ พร้อมกับคิดในใจ พี่กรณ์นะ พี่กรณ์ ยังแพ้มารยาหญิงเหมือนเดิมเลยนะ แต่แล้วก็รอยยิ้มก็หายไป แล้วถ้าพี่กรณ์รู้เรื่องผู้หญิงคนนั้น และแพ้มารยาผู้หญิงคนนั้นหละ ไม่แย่เหรอ เราควรทำอย่างไรดี เมื่อคิดเช่นนั้น จากรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นคิ้วขมวดทันที ต้องวางแผนอีกแล้วสิเรา หึหึ