ตอนที่ 3

1661 Words
วันและเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วทำฉันใจหาย เผลอแปบเดียว ตอนนี้ฉันกับอีเต๋อเรียนจบเรียบร้อย มันเป็นความสำเร็จขั้นที่หนึ่งในชีวิต รอยยิ้มของความปีติปลาบปลื้มของเพื่อน ๆ ต่างก็ยินดีและสวมกอดกันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะแยกย้ายไปตามความฝันของตัวเอง งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกลาเช่นกัน ความทรงจำและเรื่องราวดี ๆ ได้ถูกบันทึกไว้บนเสื้อนักเรียนสีขาว อีกทั้งเขียน 'สมุดเฟรนด์ชิป' รอยปากกาสีสันต่าง ๆ ถูกตวัดเป็นลวดลาย รวมถึงบทกลอน และขาดไม่ได้จริง ๆ สำหรับการเขียนประวัติส่วนตัว ต้องเขียนทุกคนเหมือนเป็นภาคบังคับ ไล่ไปตั้งแต่ ชื่อ นามสกุล ฉายา วันเกิด ที่อยู่ สีที่ชอบ อาหารจานโปรด ยันนักร้องคนโปรด บางทีก็คิดนะ ว่าคนอ่านจะอ่านไหมเนี่ย! ฉันคิดว่าวัยรุ่นต้องเคยผ่านการถ่ายรูปในสตูดิโอแบบนั้นมาแน่นอน รูปสวย หน้าดี แล้วจะรออะไรล่ะ ติดลงไปในเฟรนด์ชิปแทนการติดรูปนักเรียนที่แสนจะสุดสยองเลย รวมไปถึงข้อความดี ๆ ที่เอาไว้อ่านยามระลึกถึงกันและกัน เสื้อตัวนี้ฉันคงจะไม่ได้ซักมันหรอก เพราะอะไรน่ะเหรอ มันคือความทรงจำดี ๆ ของฉันและเพื่อนไง แม้จะห่างไกลกันสุดปลายฟ้าไม่อาจพบหน้าได้แต่ยังคงคิดถึง และเพื่อนก็ยังอาศัยอยู่ในห้วงคำนึงที่ครั้งหนึ่งเคยมีเรา... “โชคดีนะพวกมึง กูต้องเดินทางคืนนี้เลย” “เดินทางปลอดภัยนะมุก คิดถึงกันบ้าง” “แบงค์ เราจะไม่ลืมแกเลย ฮึก” มุกดาหัวหน้าห้องคนสวย ผู้ที่มีจิตใจดียืนร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสาร เธอต้องย้ายบ้านไปอยู่ต่างจังหวัด เนื่องจากมุกดาเป็นลูกข้าราชการมีแม่เป็นหมอและพ่อเป็นครู มีพี่อีกสองคนเป็นทหาร ซึ่งก็เหมือนกับฉันที่มีพ่อเป็นตำรวจ... “มุกไม่อยากไปเลย เกลียดการบังคับที่สุด” “แบงค์เข้าใจมุก” ใช่! เพราะเธอก็เหมือนกันกับฉันเก็บกฎโดนกดดันทุกทาง มุกดาเธอต้องเรียนหมอตามแม่ แต่เธออยากเป็นช่างถ่ายภาพ เธอชอบอะไรที่เป็นงานอาร์ท งานปั้นงานแกะเธอชอบ ทว่าความฝันมันต้องพังทลาย เมื่อชะตาชีวิตของเธอต้องมีอันเปลี่ยนไป “อีมุก มึงอยากหนีไปกับกูปะ” อีเต๋อมันเสนอทางออกให้กับมุกดา สุดท้ายมันก็เป็นแค่ความอยาก ท้ายที่สุดมุกดาก็ต้องยอมทำตามคำประกาสิตของครอบครัว ฝืนใจตัวเองทำหน้าที่ลูกกตัญญูตอบแทนคุณบิดาและมารดา ซึ่งฉันก็เห็นด้วยแต่ก็อดเห็นใจเพื่อนหญิงคนนี้ไม่ได้เหมือนกัน “มึงจะไปคืนนี้?” ฉันโพล่งถามอีเต๋อเมื่อแยกกับมุกดาที่หน้าโรงเรียน มันบอกจะเดินทางไปกรุงเทพคืนนี้ “........” อีเต๋อไม่พูดแต่มันพยักหน้าแทนคำตอบ ทำฉันใจหายทันที แล้วตัวฉันล่ะ ? จะเอายังไง ตั้งแต่เกิดมาเท่าที่จำความได้ก็มีอีเต๋อเป็นเพื่อนตัวติดกันราวกับตังเมเหนียวหนึบ เกาะแกะกันไปทั่วทิศทั่วแดน ทว่าตอนนี้สิทุกอย่างมันกำลังจะเปลี่ยนไป เต๋อมันมองหน้าฉันมาสักพักหนึ่ง จนทนไม่ไหวก็เลยโพล่งขึ้นมา “ไปกับกูอีแบงค์ นะมึงไปด้วยกัน” มันพยายามจะพูดหว่านล้อมและรบเร้าฉันให้เปลี่ยนใจ ให้หนีตามมันขึ้นไปกรุงเทพ “มันไม่ง่ายแบบนั้นสิ” “ยากตรงไหนวะมึง เนี่ยหนีไปด้วยกัน” “กูไม่กล้า กูสงสารแม่” ห่วงเรื่องเดียวคือเรื่องแม่ คนติดแม่อย่างฉันจะทำใจได้อย่างงั้นเหรอ ฉันคงคิดถึงแม่ทุกวันทุกคืนเป็นแน่ ก่อนรีบสลัดความคิดที่จะหนีออกไปในทันใด “เฮ้อ! มึงก็เป็นซะอย่างนี้ไง” มันลอบถอนหายใจมาระลอกที่สามนับตั้งแต่พากันเดินกลับบ้าน มันอยากให้ฉันไปทำความฝันพร้อมกัน มัน ไม่อยากทิ้งให้ฉันต้องทนทรมานกับการเป็นตำรวจเหมือนพ่อ มันย่อมรู้ดีว่าหากทำอะไรที่มันฝืนใจตัวเองเพื่อความสุขของคนนั้น ๆ ผลสุดท้ายคนที่ไม่มีความสุขคงจะหนีไม่พ้นคือตัวเรา “ไม่คิดถึงแม่มึงเหรอเต๋อ” “คิดถึง” มันพูดเสียงหนักแน่นแต่นัยน์ตาคมของมันแฝงความโศกเศร้าอยู่ในดวงตา มันเหมือนคนเก่งแกร่งและเข้มแข็ง แต่ข้างในมันเปราะบางราวกับเปลือกไข่จะกระเทาะให้แตกร้าวตอนไหนก็ย่อมได้ มันถึงพยายามที่จะยิ้มและหาความสุขใส่ตัว ด้วยการตามฝันของตนเอง “มึงไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” มันถามย้ำกับฉันอีกครั้งเมื่อมาถึงหน้าบ้าน ความพยายามของเต๋อมีไฟตลอดจวบจนนาทีนี้ก็มิวายที่จะพูดหว่านล้อมให้ฉันนั้นเปลี่ยนใจ “ไม่ละ มึงขึ้นรถกี่ทุ่ม” “สามสี่ทุ่มน่ะ มาส่งกูมั้ย” “เต๋อ” “กูไปกรุงเทพเลยนะเว้ย จะใจร้ายไม่มาส่งกันจริงดิ” “มึงจะโกรธกูหรือเปล่า ถ้าหากไม่ไปส่ง” “โกรธดิวะ มึงแม่งแล้งน้ำใจ” “กูขอโทษเต๋อ แต่ว่า...” “เห้อ! มึงแม่ง...” “มึงไม่พอใจกู” “เออไม่พอใจมากด้วย” เสียงมันสั่นคล้ายคนจะร้องไห้ หัวใจและความรู้สึกฉันรับรู้และสัมผัสได้ว่า มันกำลังกลัวและใจหายไม่ต่างกับฉัน เต๋อมันเก่งเรื่องเก็บอารมณ์และความรู้สึกไว้เป็นอย่างดีเยี่ยม ขนาดนั้นฉันที่เป็นเพื่อนกับมัน ยังยากที่จะคาดเดาได้ แต่วันนี้สิมันแปลกเพราะเรารับรู้ได้ว่า ตอนนี้เราสองคนกำลังจะจากกัน “ขอโทษ” “เฮ้ย! กูพูดเล่น มึงออกมาตอนดึกได้ที่ไหนกัน” “เต๋อ...” ฉันเรียกชื่อมันเสียงสั่น ดวงตาของมันกำลังแดงก่ำมันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พระอาทิตย์กำลังจะตก ตาของฉันไม่ได้ฝาดนี่มันร้องไห้อยู่ใช่ไหม “มึงร้องไห้...” พูดไม่ทันจบเต๋อก็สวมกอดฉันเอาไว้แน่น เสียงทุ้มลอยเข้ามาในหูของฉัน ตัวของเต๋อสั่นเทาสองแขนหนาโอบรัดแน่นด้วยความกลัว “ฮือ ๆ กูใจหายแบงค์ กูจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้ว” เสียงพูดทุ้มที่กำลังร้องไห้ ระบายความอัดอั้นตันใจได้หลุดออกจากปากของเพื่อนรัก ทำฉันเองก็อดที่จะน้ำตารินไม่ได้ ใช่เราสองคนกำลังใจหายเหมือนกัน “อีเต๋อ” “กูกลัวเหงา ฮึก ชีวิตในแต่ละวันมีมึงตลอดเวลา” “ไม่เอาน่าเต๋อ อย่าทำกูใจหายไปกว่านี้ดิ” ฉันพูดพลางลูบศีรษะของมัน ตบกะบาลมันไปหนึ่งทีไม่ชอบบรรยากาศเหล่านี้เลย มันชวนเศร้าใจและดูวังเวงน่ากลัวยังไงไม่รู้ “ขนลุกอีเต๋อ ปล่อยกอดกูเหอะ” “มึงแม่ง กูกำลังซึ้ง ๆ อยู่ห่าลาก” มันพูดพลางยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่แก้มตัวเอง ร้องไห้ได้ทุเรศมากไอ้ซึ้งมันก็ซึ้งอยู่หรอก กลัวว่ามันจะยาวหากไม่รีบพูดติดตลก อย่างน้อยก็ช่วยทำให้เต๋อมันหยุดร้องไห้แล้วเปลี่ยนมาขำแทน “อย่าลืมกู” คำพูดลาสุดท้ายที่ฉันบอกอีเต๋อ มองแผ่นหลังของมันที่ค่อย ๆ เดินหายเข้าไปในความมืด มันไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหม รู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ปากสั่นใจหวิวเมื่อมองไม่เห็นหลังหนาของมัน “กลับมาแล้วเหรอแบงค์” มารดาของฉันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาหวิวพยายามยันตัวขึ้นมาเพื่อลุกขึ้นมาหาฉันที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน “แค่ก แค่ก” แม่ฉันป่วยมาสักระยะแล้ว แม่ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลเพื่อถ่ายเลือดอยู่บ่อยครั้ง ถือว่ายังดีที่พ่อเป็นข้าราชการไม่ต้องเสียค่ารักษา แต่ถึงกระนั้นอาการของแม่ก็ยังคงน่าเป็นห่วงนับวันก็ยิ่งทรุดลงเรื่อย ๆ “มาแล้วครับแม่ มาแบงค์ช่วยครับ วันนี้แบงค์ได้ตีนเป็ดมาด้วยกินด้วยกันนะครับแม่” ฉันชูถุงกับข้าวที่แวะซื้อหน้าตลาดคลองถมให้แม่ดูด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาหมาด ๆ “แม่อย่าเพิ่ง เดี๋ยวแบงค์ช่วย” รีบวางกระเป๋ากับถุงกับข้าวปรี่เข้าประคองแม่ให้มานั่งที่เก้าอี้ห้องอาหาร ฉันนั่งรับประทานอาหารกับแม่อย่างเงียบ ๆ ส่วนคนอื่นกลับเข้ามาอีกทีคือช่วงดึก ส่วนมากก็ทานจากข้างนอกกัน ส่วนพ่อไปงานเลี้ยงสังสรรค์ของลูกน้องเขาน่ะ ไม่อยู่ก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องมาทนฟังคำถามเรื่องสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เพราะใบสมัครฉันฉีกทิ้งมันไปตั้งนานแล้ว พรุ่งนี้จะคุยเปิดใจกับพ่อเรื่องไม่เรียนต่อ และหลังจากที่เก็บจานชามล้างเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ต้องจัดเตรียมยาอีกมากมายหลายชนิดไว้ให้แม่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่ฉันทำอยู่เป็นประจำ “เหนื่อยไหมแบงค์” “ไม่นะแม่ แค่นี้เอง” “แม่อยู่ไปก็ยิ่งทำให้เราต้องลำบาก เหนื่อยหรือเปล่า” “แม่อย่าโทษตัวเอง ไม่มีแม่แล้วแบงค์จะอยู่ยังไง เข้านอนได้แล้ว นี่ก็จะสามทุ่มละ” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “พ่อเขาถามเรื่องผลสอบน่ะ” “แบงค์ยังไม่เข้าไปดูเลยครับ” “แม่ขอโทษที่ช่วยอะไรลูกไม่ได้” “นอนเถอะแม่ พรุ่งนี้แบงค์ยังต้องพาแม่ไปโรงพยาบาลแต่เช้าอีก” ฉันรีบตัดบทขึ้น เพราะไม่อยากให้มารดาของฉันคิดมากและโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้เป็นแบบนี้ หากจะโทษ ก็ต้องโทษชะตาชีวิตมากกว่าที่ทำให้ฉันและทุกคนต้องเป็นแบบนี้...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD