ใจเธอสั่นเล็กน้อยเวลาที่ได้ยินน้องชายเรียกทุกครั้ง ก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันไปมองรูปภาพของผู้เป็นแม่อีกรอบ
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะพยายามทำทุกอย่างให้น้อง ๆ มีความสุขที่สุด แม่ช่วยเป็นดวงดาวชี้นำทางที่ถูกต้องให้หนูด้วยนะ”
พูดจบเธอก็หลับตานิ่งถึงแม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ แต่หญิงสาวก็พอจะคิดออกแล้วว่าต้องทำยังไงกับตัวเองต่อไปดี ภาพของผู้เป็นแม่ที่คอยเลี้ยงดูพวกเขามาเล่นเข้ามาในหัว ราวกับว่านั่นเป็นสิ่งที่แม่รัตนาต้องการให้เธอจดจำเอาไว้ เธอจำเป็นที่จะต้องมีชีวิตต่อไปเพื่อที่จะดูแลเด็ก ๆ อีกแปดชีวิต
จัสมินยกแขนเสื้อของตัวเองเช็ดรูปของแม่รัตนาจนเอี่ยมสะอาด ก่อนที่เธอจะจัดวางไว้ที่เดิมพร้อมกับส่งยิ้มออกมาเล็กน้อย แม้ในความรู้สึกของเธอจะดูฝืนมากที่ยิ้มออกมาแบบนั้น แต่เพื่อไม่อยากให้ดวงวิญญาณของแม่ต้องเป็นห่วง เธอจะต้องดำเนินชีวิตต่อไปดีที่สุด
หลังจากพูดจบสองเท้าก็เดินตรงไปที่ประตูก่อนที่จะค่อย ๆ เปิดมันออกช้า ๆ ก็เห็นว่ามีโชกุนที่ยืนรออยู่ด้านนอก เด็กชายวัยห้าขวบแหงนหน้ามองเธอด้วยสายตาบริสุทธิ์ ก่อนที่เขาจะมองผ่านเธอไปด้านในห้อง
“แม่ไปไหน”
แต่เหมือนว่าคำถามของเขานั้นจะทำให้น้ำตาของจัสมินไหลออกมาอีกครั้ง หญิงสาวน้ำตาไหลออกมาอีกหนก่อนจะยอดตัวนั่งลง แล้วฉีกยิ้มให้กับเด็กน้อยด้วยอาการฝืนยิ้ม สายตาของเธอเหลือบมองไปทางด้านหลังโชกุน ก็เห็นว่ามีน้อง ๆ อีกเจ็ดคนที่กำลังยืนมองจัสมินด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก
เธอไม่สามารถกลั้นความรู้สึกมากมายนั้นเอาไว้ได้อีกแล้ว หญิงสาวโผเข้าไปกอดโชกุนอย่างแรงก่อนจะร้องไห้หนักจนเด็กน้อยเองก็ทนไม่ได้จนต้องร้องตามจนดังลั่น
ก่อนที่เด็ก ๆ อีกเจ็ดคนจะวิ่งเข้ามากอดเธอด้วยแรงกายเล็ก ๆ ของพวกเขา เธอไม่รู้หรอกว่าน้อง ๆ จะรู้จักคำว่าสูญเสียมากแค่ไหน เธอไม่รู้เลยว่าการที่เด็ก ๆ เหล่านี้กำลังร้องไห้เสียงดังมาจากการสูญเสียผู้เป็นแม่ หรือร้องไห้ที่เธอกำลังร้องไห้กันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นจัสมินก็พริ้มที่จะกอดน้อง ๆ เอาไว้
“พี่สาว.. ไม่ร้องนะ”
ทิวากอดแขนเธอเอาไว้แน่น พร้อมกับน้ำตาเม็ดเล็กของเด็กน้อยวัยเก้าขวบที่ไหลออกมาเรื่อย ๆ มือเล็กของเธอปาดน้ำตาจัสมินหลายต่อหลายครั้ง และเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ยิ่งมือเล็กของเด็กน้อยปาดเช็ดคราบน้ำตาให้เธอเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกอยากร้องไห้ออกมามากเท่านั้น
“พี่ขอโทษนะที่พี่คิดไม่ได้.. ขอโทษจริง ๆ ต่อไปนี้พี่จะดูแลพวกเธอให้เป็นอย่างดี.. พี่สัญญา ฮึก! ฮื่อ!~”
น้ำเสียงของเธอช่างฟังดูอ่อนล้า จนมินตรานั้นต้องกอดเธอเอาไว้แน่น หญิงสาวยกปลายนิ้วขึ้นไปปาดคราบน้ำตาของจัสมินออกแผ่วเบา ก่อนที่เธอจะฉีกยิ้มกว้างทั้งคราบน้ำตา
“ไม่เป็นไรนะพี่จัสมินพวกหนูเข้าใจ พี่ไม่ต้องห่วงไปนะ.. หนูจะช่วยดูแลน้อง ๆ ทุกคนเอง”
“อื้อ.. พวกเราจะดูแลกันตลอดไป”
หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้นของน้องสาวคนโต จัสมินก็ดูเหมือนว่าจะมีกำลังใจมากขึ้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาแล้วค่อย ๆ ผละออกจากการกอดน้อง ๆ หญิงสาวลุกขึ้นยืนขึ้นเต็มความสูงโดยที่ดวงตายังคงแดงช้ำ ก่อนจะหันไปฉีกยิ้มแล้วลูบหัวโชกุนเบา ๆ
“เอาล่ะ! น้องโชกุนของเราหิวข้าวแล้วใช่ไหม งั้น.. พี่จัสมินจะแสดงฝีมือเอง!”
หลังจากที่เธอพูดจบประโยคก็เดินผ่านน้อง ๆ ลงไปด้านล่าง สองเท้าเดินตรงไปยังห้องครัวก่อนจะเปิดตู้เย็นออกดูวัตถุดิบ
“แย่แล้วสิ.. ลืมไปซื้อวัตถุดิบไว้เลย เหลืออะไรบ้างเนี่ย”
เธอยืนกวาดสายตามองวัตถุดิบในตู้เย็นนั้นก่อนจะขมวดคิ้ว ในหัวของเธอก็เริ่มประมวลผลที่จะทำเมนูที่วัตถุดิบมีในเวลานี้ ก่อนจะรู้สึกปิ๊งไอเดียขึ้นมาแล้วรีบหยิบของที่ต้องการออกมาวางด้านนอก
“เอาล่ะได้เมนูแล้ว! ก่อนอื่นก็ต้องล้างผักก่อน.. แล้วก็.. เอ่อ.. อ่อ! เอาเนื้อไปล้าง แล้วก็.. ต้องใช้หอมกระเทียมด้วย!”
ใช้เวลาเพียงไม่นานกลิ่นแกงจืดก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นนั้นคลุ้งผสมไปกับกลิ่นหอมของข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ จนคนทำเองก็เริ่มน้ำลายสอ
เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วจากด้านนอกเป็นระยะ หากเธอได้ยินไม่ผิดเหมือนว่ามินตรากับอาริและภูริน่าจะกำลังสอนการบ้านน้องอยู่ ถึงแม้ว่าด้านนอกจะเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวขนาดไหน แต่ในครัวกลับมีเพียงเสียงทัพพีที่กระทบหม้อเบา ๆ เท่านั้น
หญิงสาวยืนอยู่หน้าเขียงหั่นผัก ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับคนบ้า พอสมองกำลังนึกถึงภาพของแม่รัตนาในความทรงจำ
‘ไม่ต้องรีบหรอกลูก แครอทต้องหั่นให้เป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ หอมใหญ่เองก็ด้วย ถ้าใหญ่มากน้องจะติดคอเอานะ ตรงนี้ต้องระวังหน่อย”
เธอที่พยายามเข้มแข็งแต่จู่ ๆ กลับนึกถึงคำสอนของแม่เมื่อก่อนขึ้นมาเสียไม่ได้ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีและรักลูกทุกคนของท่านมาก ถึงแม้ว่าบ้านของจะไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่ท่านก็เสียสละความสุขของตัวเองเพื่อรับเลี้ยงพวกเราเอาไว้
ยิ่งเธอคิดถึงแม่มากเท่าไหร่ น้ำตาก็เริ่มรื้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว จัสมินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามฝืนยิ้มอีกครั้ง แต่ยิ่งยิ้มน้ำตากลับยิ่งคลอ ยิ่งพยายามห้ามใจสายตาก็ยิ่งพร่ามัวขึ้น
ฉึก!!
“อ๊ะ!!”
เพราะอาการเหม่อลอยของเธอนั้นทำให้หญิงสาวไม่ทันได้สังเกต เสียงมีดเล่มบางที่เฉือนเข้าเนื้อดังขึ้นแผ่ว ๆ จนร่างบางนั้นสะดุ้ง เลือดสีแดงสดซึมออกจากปลายนิ้วช้า ๆ แต่ใจเธอกลับไม่รู้สึกว่ามันเจ็บเลยด้วยซ้ำ
“พี่สาว!”
เธอหันไปมองตามเสียงก็เห็นว่าเป็นโชกุนที่เดินมากอดขาเธอเอาไว้ ดวงตากลมใสของเด็กชายวัยห้าขวบมองพี่สาวด้วยความตกใจ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมามองหญิงสาว ที่เห็นว่าดวงตาของเธอนั้นแดงก่ำและมีน้ำตาคลอเบ้าพร้อมที่จะไหลตลอดเวลา
“โอ๋ ๆ พี่สาวไม่ร้องนะ.. เดี๋ยวไม่สวยนะ”