รานทรวง...1
ร่างอรชรเปล่าเปลือยยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองชายหนุ่มที่กำลังสวมเสื้อผ้าอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ยังโชคดีที่ในห้องเปิดเพียงโคมไฟดวงเล็กเธอจึงซ่อนความเศร้าหมองจากสายตาเขาได้
“เดือนนี้โอนให้แล้วนะ”
“ค่ะ”
เขาพยักหน้าส่ง ๆ แล้วเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางมั่นคงสง่างามไม่ต่างจากตอนเข้ามา ไม่มีจูบลา ไม่มีคำพูดที่แสดงถึงความอาวรณ์ มีเพียงความเฉยเมยเท่านั้นที่เธอมองเห็น ทุกครั้งที่เขามีอารมณ์ เธอก็จะเป็นที่ระบายชั้นเยี่ยม นอกเสียจากเวคินจะไม่มีเรื่องกวนใจ เธอจึงจะได้สัมผัสอ้อมกอดอบอุ่นบ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้เธอโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง
(8 เดือนก่อน)
แสนรัก อาจหาญ หญิงสาววัยยี่สิบสามปี นักศึกษาจบใหม่ที่โชคดีได้งานแรกเป็นประชาสัมพันธ์ในโรงแรมระดับห้าดาวชื่อดังอันดับต้น ๆ ของประเทศ ถ้าจะบอกว่าเธอได้งานนี้เพราะหน้าตาก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผู้จัดการโรงแรมเลือกเธอจากใบหน้าสวยซึ้งหมดจด และรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นเหมาะสมกับงานที่เธอได้รับ
โครม!!
“ว้าย!!”
หญิงสาวกรีดร้องอย่างตกใจเมื่อจู่ ๆ ท้ายรถแท็กซี่ที่เธอนั่งก็ถูกชนอย่างจัง
“คุณเป็นไรมั้ยครับ!”
“ไม่ค่ะ”
เธอตอบเสียงสั่น เพราะยังคงรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะรีบตั้งสติแล้วเปิดประตูตามคนขับรถลงไป
“ยังไงคะพี่”
“ต้องรอประกันครับ”
“โอ๊ย! หนูรอไม่ได้นะคะ พอดีวันนี้หนูทำงานวันแรกด้วย ถ้าสายนะแย่เลย”
“งั้นเดี๋ยวพี่เรียกรถคันใหม่ให้นะ”
“ค่ะพี่ รีบเลยค่ะ!”
เธอตอบรับรวดเร็ว และก็ยังเดินตามคนขับไปเพื่อช่วยเรียกรถ แต่ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ รถทุกคันมีผู้โดยสารเสียแล้ว สร้างความกระวนกระวายใจให้กับแสนรักเป็นอย่างมาก
“ซวยอะไรอย่างนี้นะ ทำงานวันแรกก็จะสายเลยเหรอเนี่ย!”
ในระหว่างที่เธอกำลังตัดพ้อกับโชคชะตาที่ไม่ราบรื่น จู่ ๆ รถพอร์ชสุดหรูก็จอดสนิทตรงหน้า พร้อมกับกระจกที่คนขับจงใจลดมันลงเพื่อสนทนากับเธอ
“มีอะไรให้ช่วยมั้ย”
แสนรักแทบลืมหายใจเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย กลีบปากอิ่มเผยอค้าง เพราะมัวแต่ตกตะลึงในความหล่อของคนตรงหน้า เธอรู้สึกคล้ายถูกดูดเข้าไปในดวงตาลุ่มลึกคู่นั้น และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่แสนรักได้สัมผัสความรู้สึกที่เขาว่ากันว่าเหมือนโลกหยุดหมุน
“คุณ...”
“ฮะ! เอ่อ...คะ”
“ผมถามว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย”
“มะ...ไม่มีค่ะ ฉันแค่กำลังเรียกรถ”
“กำลังจะไปโรงแรมสยามแกรนด์หรือเปล่า”
“อ้อ...ค่ะใช่”
“งั้นขึ้นมาเลย ผมกำลังจะไปที่นั่น”
หญิงสาวไม่รอให้เขาพูดซ้ำ เพราะเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะข้างราวกับคนละเมอ
“คุณคงนั่งรถที่เกิดอุบัติเหตุสินะ”
ชายหนุ่มชวนคุยเพื่อลดความประหม่าให้กับเธอ
“คะ...ค่ะ วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันทำงานด้วย ร้อนใจสุด ๆ เลยค่ะ กลัวไปสาย ดีนะคะที่ตื่นเต้นออกก่อนเวลา ไม่งั้นคงจะถูกไล่ออกตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงาน”
“หึ หึ ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกครับ แค่บอกเหตุผลไปก็คงจะอะลุ่มอล่วยได้”
“ฉันก็หวังแบบนั้นค่ะ ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันกำลังจะไปที่นั่น”
“ชุดคุณไง”
หญิงสาวก้มมองตัวเองแล้วจึงพยักหน้าหงึกหงัก เพราะเห็นว่าตัวเองใส่ชุดยูนิฟอร์มของโรงแรม
“โรงแรมนี้ดังสุดละเนอะ เห็นชุดก็รู้แล้วว่าที่ไหน ฉันไม่คิดเลยค่ะว่าจะโชคดีถึงขนาดได้งานที่นี่ ถึงได้กังวลมากเรื่องไปสายไงคะ”
“อ้อ...งั้นเหรอครับ”
“ค่ะ แล้วคุณล่ะคะ จะไปทำอะไรที่นั่น”
“ไปทำงานเหมือนกันครับ”
“ดีจัง เราสองคนทำงานที่เดียวกันด้วย แต่ดูแล้วขอเดาเลยนะคะว่าคุณน่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่ ๆ”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะมองตรงไปยังถนนเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ ใช้เวลาไม่นานรถก็จอดที่หน้าโรงแรม
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ ถ้าไม่ได้คุณฉันแย่แน่ ๆ เอาไว้ถ้าเจอคราวหน้าฉันจะเลี้ยงกาแฟคุณค่ะ”
ไม่เพียงกล่าวขอบคุณด้วยปากเปล่า แต่เธอยังยกสองมือขึ้นประนมไหว้ เพื่อให้เขารับรู้ว่าเธอรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ๆ
“ได้ครับ ขอให้งานของคุณราบรื่น”
“ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ”
เธอปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้าไปในโรงแรมด้วยความรีบร้อน เพราะใกล้ถึงเวลาทำงานเข้ามาทุกที
และในวันหนึ่งขณะที่เธอทำงาน ชายหนุ่มใจดีที่รับเธอติดรถมาด้วยก็เดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แสนรักก็ไม่รอช้าที่จะเรียกเขา เพราะตั้งแต่วันนั้นเธอก็พยายามมองหาเขาอยู่ตลอด
“คุณคะ! คุณ!”
ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับเธอ เพราะเขาเองก็จำเธอได้เช่นกัน
“ฉันมองหาคุณหลายวันแล้วเพิ่งเจอ เที่ยงนี้ว่างมั้ยคะฉันจะเลี้ยงข้าว”
“ทำงานที่นี่ราบรื่นดีมั้ย”
“ดีค่ะ ดีมาก พวกพี่ ๆ ใจดีกับฉันมาก”
“ดีแล้ว ถ้าอยากตอบแทนผมแค่ตั้งใจทำงานก็พอ เรื่องเลี้ยงข้าวไม่ต้องหรอก”
ชายหนุ่มยกยิ้มก่อนจะเดินจากไปดื้อ ๆ แสนรักจึงได้แต่งุนงงกับท่าทางนั้น
“อะไรของเขานะ ว่าแต่เขา...”
คนที่กำลังจะขอความเห็นจากรุ่นพี่เลิกคิ้ว เมื่อเห็นสองสาวซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ยืนอ้าปากค้าง จ้องมองมาที่เธออย่างอึ้ง ๆ ราวกับเธอทำความผิด
“พวกพี่เป็นไรกันอะ”
“แสนรัก เธอรู้จักเขาเป็นการส่วนตัวเหรอ”
“อ้อ...เปล่าจ้ะ พอดีหนูเคยอาศัยรถเขามาทำงาน”
“ฮะ!”
“อาศัยรถเขามาทำงาน!!”
“ใช่ ทำไมพี่สองคนต้องตกใจด้วย”
“ก็...เอ่อ...แล้วรู้มั้ยเขาเป็นใคร”
“ไม่อะพี่ รู้แค่ว่าเขาทำงานที่นี่เหมือนกัน เพราะเขาบอก”
“ถามจริง ๆ เถอะแกเป็นเมียน้อยผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือเปล่าเนี่ย”
“เฮ้ย! พี่พูดอะไรแบบนั้นอะ!”
“ก็จะไม่พูดแบบนี้ได้ยังไงในเมื่อแกได้งานที่นี่แถมเป็นตำแหน่งประชาสัมพันธ์ของโรงแรม ทั้ง ๆ ที่แกไม่รู้จักท่านประธานเนี่ยนะ”
“ท่านประธาน! ท่านประธานเลยหรอพี่!”
“ใช่! ท่านประธานที่หมายถึงเจ้าของโรงแรมนี้ และโรงแรมอื่น ๆ อีกมากมายหลายสาขา และเป็นคนที่จ่ายเงินให้พวกเราทุกเดือนชัดไหม!”
ดารินเน้นทุกคำพูดจนแสนรักเข่าอ่อน มือบางยกขึ้นกดลงตรงตำแหน่งของหัวใจเพราะมันเต้นแรงเหลือเกิน เธอทั้งตื่นเต้นและตกใจเมื่อรู้ว่าเขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานทั่วไป แต่ในความตกใจนั้นก็แฝงเร้นไปด้วยความผิดหวังเล็ก ๆ เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองถูกชะตา และอยากสานต่อความสัมพันธ์กับเขา แต่พอรู้ฐานะความคิดนั้นก็ต้องถูกพับเก็บ เพราะเขาคงไม่ชายตามองพนักงานอย่างเธอ รวมทั้งเธอก็ไม่คิดฝันเกินตัวเช่นกัน
“เวคิน เลิศพานิชไพศาล อายุสามสิบสี่ปี สถานะโสด โสดด้วย!”
หญิงสาวอ่านข้อความที่แสดงขึ้นมาทางหน้าจอไอแพดแล้วห่อปาก เธอไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่าคนที่ดูเพียบพร้อมไปซะทุกอย่างเช่นเขาจะโสดสนิท
ปลายนิ้วเล็กเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ เพื่อไล่ดูข้อมูลของเวคิน ผู้ที่เป็นทั้งเจ้านาย และรักแรกพบของเธอจนได้เจอคลิปสัมภาษณ์จึงหยุดดูด้วยความสนใจ เพราะหัวข้อที่ขึ้นว่า ‘กฎรักนักธุรกิจคนดัง’
‘โสดแบบนี้คงเนื้อหอมน่าดูเลยนะคะ อยากไปสมัครเป็นลูกน้องจัง จะได้อยู่ใกล้เจ้านายสุดหล่อทั้งวัน”
‘อ้อ...ถ้าอยู่ใกล้คงได้ครับ แต่ถ้าเป็นลูกน้องหมดสิทธิ์เป็นแฟนนะครับ เพราะผมมีกฎไม่เป็นสมภารกินไก่วัดเด็ดขาด’
‘ว้าย! ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นลูกน้องแล้วค่ะ สมัครเป็นแฟนเลยแล้วกัน ฮะ ฮะ ฮะ’
‘ตอนนี้ยังไม่เปิดรับสมัครครับ’
‘ว้า...แย่จัง ไม่ใช่แค่ดิฉันนะคะ แต่สาว ๆ ทั่วประเทศคงเสียใจไปด้วย พอจะบอกได้หรือเปล่าคะว่าถ้าเปิดรับสมัคร สาว ๆ ที่จะยื่นใบสมัครต้องมีคุณสมบัติยังไง’
‘ไม่ครับ ผมเป็นคนไม่มีสเปก ถ้าถูกใจคือถูกใจ เพราะผมคิดว่าคำว่ารักหรือความชอบมันไม่มีอะไรตายตัว แต่ตอนนี้ผมไม่คิดมีความรักครับ อยากทำงานให้เต็มที่ก่อน’
‘นี่ขนาดปิดใจก็ยังมีสาว ๆ มาเป็นข่าวด้วยไม่เว้นวัน เห็นทีฉายานักธุรกิจเนื้อหอมคงไม่เกินจริงแล้วละค่ะ’
เวคินเพียงแค่ยิ้มรับแต่ไม่ตอบคำถามนั้น รอยยิ้มที่เธอเห็นผ่านหน้าจอทำเอาแสนรักใจสั่น ความรู้สึกของเธอตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนคลั่งไคล้ดารา ตามอ่านข่าว ตามค้นข้อมูลแล้วเก็บมานั่งปลื้ม นั่งยิ้มคนเดียว เพียงแค่ได้เห็นได้มองหัวใจก็ชุ่มชื้นไปทั้งวัน
เธอมีโอกาสได้ใกล้ชิดเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงฉลองผลกำไรมหาศาลในปีที่แล้ว ถึงเธอจะเป็นพนักงานใหม่ แต่ก็ได้ร่วมสังสรรค์ด้วย หญิงสาวจงใจแต่งตัวให้สวยเป็นพิเศษด้วยชุดราตรีไหล่เบี่ยง ผ้าชีฟองสีชมพูพลิ้วส่งเสริมให้คนใส่ดูสวยหวานน่ารัก
“เฮ้ย! แกคอแข็งขนาดนั้นเลยเหรอ ดื่มเอา ๆ ไม่กลัวเมาหรือไง”
ดารินเอ่ยทักเมื่อเห็นรุ่นน้องยกแก้วค็อกเทลดื่มแบบไม่พัก ถึงแม้จะเป็นแค่เครื่องดื่มดีกรีอ่อน แต่ก็ทำให้มึนได้ถ้าปริมาณมากพอ
“ไม่หรอกพี่ ไม่เมา”
เธอโบกมือเป็นพัลวัน ดวงตาสอดส่ายมองหาร่างสูงสง่าของเวคิน ที่เธอดื่มให้มากเพราะอยากสร้างความกล้าให้กับตัวเอง เธออยากเดินเข้าไปพูดคุยแล้วขอถ่ายรูปคู่เอาไว้เป็นความทรงจำดี ๆ สักรูป
แต่ทุกครั้งที่เห็นเขาชายหนุ่มก็จะถูกรุมล้อมด้วยเหล่าผู้บริหารระดับสูง ทำให้เธอไม่กล้าที่จะทำอย่างใจคิดจวบจนงานใกล้เลิกก็เห็นว่าเขาเดินออกทางประตูใหญ่ เธอไม่รอช้ารีบซอยเท้าตามไปติด ๆ ถึงแม้ตอนนี้สองขาจะปวกเปียกไปบ้างเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ก็ยังพยายามก้าวเร็ว ๆ ให้ทันเขา
ความตั้งใจของเธอสัมฤทธิ์ผล เพราะในที่สุดเธอก็ก้าวเข้าไปยืนในลิฟต์ตัวเดียวกันกับเขาได้สำเร็จ และเวคินก็หันมาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“จะไปไหน”
เขาเอ่ยถามพลางกดลิฟต์ไปที่ชั้นบนสุดของโรงแรม
“อะ...เอ่อ...ไปชั้นเดียวกับคุณค่ะ”
“หืม...”
ชายหนุ่มทำเสียงในลำคอก่อนจะกวาดตามองเธออย่างสำรวจอีกครั้ง ก็จะไม่ให้เขาทำเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อชั้นที่เขากำลังจะไปคือห้องพักส่วนตัวทั้งชั้นและเธอคงไม่รู้
“ค่ะ ไปชั้นเดียวกับคุณค่ะ เอ่อ...พอดีมีธุระที่นั่น”
ใบหน้าหล่อเหลาพยักน้อย ๆ แต่ในดวงตามีแววขบขัน เขาไม่พูดต่อแต่รอให้ลิฟต์ปิดและเคลื่อนตัว หากเป็นคนอื่นเขาคงพาเธอกลับไปส่งที่งาน ไม่ก็เรียกพนักงานมาจัดการพาไปพัก เพราะมั่นใจว่าเธอเมา แต่กับแม่สมันน้อยที่แสนโก๊ะคนนี้ เขากลับอยากรอดูว่าเธอจะทำเช่นไร
ในขณะที่ลิฟต์เคลื่อนไปทีละชั้น แสนรักก็ลอบมองใบหน้าหล่อเหลาบ่อยครั้ง เธอพยายามลดความประหม่าในใจลงเพื่อทำตามที่ตั้งใจ
“เอ่อ...”
ติ๊ง!!
เสียงลิฟต์ส่งสัญญานเตือนว่าถึงจุดหมายทำให้ปากสวยหุบฉับ
เวคินหันกลับมาส่งยิ้มให้เธอนิดหนึ่งก่อนจะเดินออกจากลิฟต์ไป แสนรักก็มองจ้องแผ่นหลังกว้างในเสื้อสูทที่เดินห่างเธอไปช้า ๆ แต่ในขณะที่ประตูจะปิดเธอก็ตัดสินใจวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวค่ะ! เดี๋ยวค...ว้าย!!”
เพราะความรีบร้อนบวกกับมึนเมาทำให้หญิงสาวล้มกลิ้งบนพื้นพรมสร้างความอับอายให้เธออย่างที่สุด
“เป็นไรมั้ยคุณ”
“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร...”
เธอโบกมือแล้วพยายามลุกขึ้นยืน โดยที่เวคินก็ไม่ได้นิ่งดูดาย แต่พอเขายื่นมือมาให้จับ เธอก็คว้าหมับแล้วดึงอย่างแรงจนร่างสูงเซเข้ามาใกล้
‘บอกเขาไปสิว่าแกประทับใจในตัวเขา อยากขอถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก!’
“ฉันชอบคุณค่ะ!!”
พูดไปแล้วดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง เพราะตกใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป ไม่รู้เป็นเพราะดวงตาคู่คมลุ่มลึก หรือเพราะกลิ่นโคโลญจน์แบบผู้ชายที่ระเหยออกมาจากร่างเขาทำให้สมองของเธอเหมือนจะเบลอไปชั่วขณะ เผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไปจนได้
“หืม...เรื่องจริงหรือหลอกเนี่ย”
เขาถามเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มทุ้มชวนฝัน พอเห็นว่าเขาไม่ได้แสดงความโกรธหรือรังเกียจ แสนรักจึงเลือกที่จะพยักหน้ายืนยัน
“ค่ะ ฉันชอบคุณมาก ๆ”
“ใจตรงกันเลย ผมก็ชอบคุณเหมือนกัน คุณจะรังเกียจมั้ยถ้าผมให้คุณเป็นได้แค่คนในความลับ”
เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘ผมก็ชอบคุณเหมือนกัน’ สติก็พร่าเลือนไปทันที เธอพยักหน้าตอบรับทันทีโดยไม่รู้เลยว่ากำลังเล่นกับไฟ
“ค่ะ ฉันไม่รังเกียจ”
ร่างอ้อนแอ้นถูกอุ้มให้ลอยเหนือพื้นไปอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรง แสนรักในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับแมงเม่าที่เห็นว่าไฟสวยงาม ความลุ่มหลงที่เธอมีต่อเขาทำให้เธอตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลพวงที่จะตามมา
คืนนั้นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันน่าอดสูระหว่างเธอกับเวคิน ฐานะที่เธอได้รับมันไม่ใช่เพียงคนในความลับ แต่มันเลวร้ายกว่านั้นมากในความรู้สึกของเธอ และแสนรักไม่อาจโทษใครได้เลยนอกจากตัวเองที่ปล่อยให้ความรักและลุ่มหลงบังตาจนเลือกเดินเส้นทางผิด
สิ่งที่เธอคาดผิดไปถนัดคือการที่เธอคิดว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาจะทำให้สุขสมหวัง แต่เปล่าเลย เพราะความสุขนั้นมันแค่ชั่วคราวเท่านั้น ทันทีที่เวคินก้าวออกจากคอนโดซึ่งเป็นรังรัก สายตาที่เขามองเธอคือคนรู้จักทั่วไปเท่านั้น ทำให้เธอเหน็บหนาวอ้างว้างได้ทุกครั้งที่เห็น
แต่แล้วยังไงล่ะ!
สุดท้ายไม่ว่าจะกล้ำกลืนฝืนทนกับสถานะของเล่นอย่างไร เธอก็ไม่อาจตัดใจพาตัวเองเดินออกมาได้ ทุก ๆ ครั้งที่เธอพยายามเอาตัวและใจออกห่าง ส่วนลึกก็จะโหยหาอ้อมกอดของเขาจนไม่อาจทนได้ ราวกับคนที่ถูกครอบงำด้วยเสน่ห์มนตร์ดำก็ไม่ปาน
(เสียงโทรศัพท์)
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้แสนรักถึงกับสะดุ้ง เพราะสติหลุดลอยอยู่ในภวังค์ความคิด
‘ความสุข’
ทั้ง ๆ ที่เพิ่งตัดพ้อเขาอยู่ในใจมากมาย แต่พอเห็นชื่อที่ขึ้นหน้าจอกลีบปากอิ่มก็คลี่ยิ้มอย่างลืมตัว
“ฮัลโหลค่ะ”
“ลืมบอกไปว่าพรุ่งนี้จะมาค้างด้วยนะ”
“ได้ค่ะ แล้วคุณจะมาประมาณกี่โมงคะ แสนจะได้รู้ว่าต้องเตรียมมื้อไหนบ้าง”
หญิงสาวเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นเมื่อรู้ว่าคืนพรุ่งนี้จะได้นอนหลับในอ้อมแขนเขาตลอดทั้งคืน
“เตรียมตั้งแต่มื้อเช้าเลย”
“ค่ะ ๆ ได้ค่ะ”
“ถ้าไม่อยากทำเองสั่งมาก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ แสนอยากทำเอง”
“อืม...”
เวคินรับคำสั้น ๆ แล้วกดตัดสายไป ส่วนแสนรักก็นั่งอมยิ้มก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเตรียมอาหารสำหรับวันพรุ่งนี้
เธอโตพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังทำมันเป็นการกระทำที่โง่งม เธอทั้งรักทั้งหลงเวคินจนหน้ามืดตาบอด มองข้ามแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถหักใจจากเขาได้เลย
“อ้าวแสน มาซื้ออะไรจ๊ะ เยอะแยะเชียว”
มาลินี หนึ่งในรุ่นพี่ที่ทำงานร้องทักเมื่อเห็นแสนรักเดินเข็นรถเข็นอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต
“สวัสดีค่ะพี่ตา แสนมาซื้อของสดเข้าบ้านค่ะ”
“ซื้อเยอะขนาดนี้กะว่าพรุ่งนี้จะไม่ออกไปไหนเลยละสิ”
“จ้ะ วันหยุดแสนจะกินแล้วก็นอน”
“แค่นั้นก็สวรรค์แล้ว เออนี่!”
จู่ ๆ มาลินีก็ทำท่าคล้ายนึกบางอย่างออกแล้วจึงขยับเข้ามาใกล้
“รู้มั้ยว่าตอนนี้เขาลือกันสนั่น ว่าท่านประธานของเราแอบกินพนักงานในโรงแรม”
“อะ...เอ่อ...งั้นเหรอพี่”
“ใช่ ข่าวว่าซื้อคอนโดให้อยู่เลยนะ”
“ระ...เหรอพี่”
“ใช่ นี่พวกพี่ก็เดากันอยู่ว่าใคร เพราะปกติไม่เคยเห็นท่านประธานยุ่งกับพนักงานคนไหนเลยนะ”
“เอ่อ...แล้วพี่ตารู้มาจากใครคะ”
“ก็เรวดี เลขาท่านประธานเป็นเพื่อนกับยายกี้ไง ก็เลยมาเล่า แต่แค่สงสัยนะไม่ได้ฟันธง แต่ถึงอย่างนั้นพี่ว่าต้องมีมูลแหละ ถ้าท่านประธานซุกเด็กอีกไม่นานก็ต้องมีคนรู้”
“อ้อ...ค่ะ”
“อืม...ตอนนี้เรวดีคอยสังเกตอยู่แหละ ถ้ามีข่าวพี่จะมาอัปเดต”
“ค่ะ”
มาลินีเดินจากไปแล้ว แต่แสนรักยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ในหูแว่วได้ยินคำพูดที่เวคินเคยบอกเอาไว้
“ถ้ามีคนระแคะระคายเรื่องของเรา เราต้องยุติเรื่องที่ทำอยู่นะ ผมไม่อยากให้เสียระบบ”
เพียงแค่คิดว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะต้องจบลง น้ำตาก็รื้นขึ้นจนดวงตาแดงก่ำ ในสมองคิดเพียงว่าจะทำเช่นไรไม่ให้เวคินรู้ว่า ตอนนี้สิ่งที่พยายามปกปิดเริ่มมีคนระแคะระคายแล้ว
….
“คุณหนึ่งคะ คุณท่านบอกว่าถ้ามาให้ไปหาที่ห้องด้วยค่ะ”
ทันทีที่ร่างสูงก้าวเข้าบ้าน สาวใช้ก็รีบเข้ามารายงานทันที
“อืม...”
เวคินรับคำสั้น ๆ แล้วจึงเดินขึ้นบันไดช้า ๆ ในใจคาดเดาว่าเรื่องที่บิดาต้องการพบเขาก็คงจะไม่พ้นเรื่องธุรกิจอีกเหมือนเคย ถึงคุณชาญยุทธจะยกตำแหน่งประธานให้ลูกชายคนโตอย่างเขาแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจปล่อยวางเรื่องของธุรกิจที่ทำอยู่ได้ เพราะสำหรับคุณชาญยุทธแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเจริญก้าวหน้าและเงินทอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา”
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงตอบรับแล้วจึงพบว่าบิดานั่งพิงหัวเตียงดูข่าวในทีวีเหมือนเช่นเคย
“มีอะไรเหรอครับพ่อ”
คุณชาญยุทธวางรีโมตในมือลงพร้อมขยับนั่งตัวตรงเพื่อพูดคุยกับลูกชาย แต่เวคินกลับเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางผ่อนคลายแตกต่างจากบิดา
“พ่อมีเรื่องสำคัญจะบอก”
“ครับ”
“ที่ดินตรงพัทยาที่พ่อบอกอยากได้ หนึ่งจำได้มั้ย”
“ได้สิครับ”
ชายหนุ่มตอบรับโดยไม่เสียเวลาคิด ทำไมเขาจะจำไม่ได้ในเมื่อที่ดินตรงนั้นคือทำเลทองที่นักธุรกิจตาถึงทุกคนอยากได้ ติดตรงแค่เจ้าของไม่ยอมขายทั้ง ๆ ที่มีคนพร้อมทุ่มไม่อั้น
“อืม...ตอนนี้เขาพร้อมขายให้เราแล้วนะ”
“หืม...”
เวคินยับตัวพร้อมขมวดคิ้วด้วยความสงสัยทันทีที่ได้ยิน
“ได้ไงครับ ทำไมจู่ ๆ เขาถึงยอมขายเรา”
“ใช่ เขาขายเรา แถมยังลดราคาให้อีกครึ่งหนึ่งจากที่เราเคยเสนอให้”
คราวนี้เวคินถึงกับเลิกคิ้วก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะตัวเขาเองก็เดินเส้นทางธุรกิจมาจนจัดเจน จึงพอจะเดาได้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าการซื้อขาย
“เขาต้องการอะไรจากเราเป็นข้อแลกเปลี่ยนครับ ขอร่วมหุ้นด้วยงั้นเหรอครับ”
คุณชาญยุทธยิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อลูกชายตั้งคำถาม
“เปล่า ข้อแลกเปลี่ยนง่าย ๆ คุณณรงค์พร้อมขายที่ครึ่งราคาให้เรา เพียงแค่หนึ่งยอมแต่งงานกับลูกสาวของเขา”
“แต่งงานเหรอครับ”
ชายหนุ่มทวนคำนั้นซ้ำอีกครั้งด้วยท่าทีสงบ ไม่แสดงความตกใจหรือไม่พอใจใด ๆ มีเพียงความแปลกใจที่ฉายชัดอยู่ในแววตาเท่านั้น