แม่ชีมินตรา
‘มาร์คัส แลมเบิร์ก’ หนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันวัยสามสิบเอ็ดปี หน้าตาหล่อเหลา นัยน์ตาสีน้ำตาล ดวงตาคมดุจเหยี่ยว ผิวขาว ผมดำขลับ รูปร่างกำยำกับความสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตร และความร่ำรวยมหาศาล ทำให้เขาเป็นที่หมายปองของบรรดาหญิงสาวที่หวังจะได้เป็นคู่ชีวิตเพื่อขยับฐานะ หรือต่อยอดความร่ำรวย
แต่สำหรับมาร์คัสเขากลับไม่เคยคิดผูกมัดตัวเองไว้กับใคร ครองตัวเป็นโสดและใช้ชีวิตอย่างเพลย์บอยกับบรรดาสาวๆ ในฮาเร็มที่ผู้เป็นพ่อคอยจัดหามาปรนเปรอไม่ได้ขาด
และล่าสุดกับงานวันเกิดอายุครบสามสิบเอ็ดปีลูกชายเพียงคนเดียวของ ‘อัลเลน แลมเบิร์ก’ เจ้าของกาสิโนและธุรกิจโรงแรมที่มีสาขาไปทั่วโลกที่จัดขึ้นอย่างหรูหรา แขกที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลในสังคมไฮโซ ดาราฮอลลีวูด และนางแบบชั้นแนวหน้า
แต่หลังจากกล่าวต้อนรับแขกที่มาร่วมงานจบ มาร์คัสก็แอบหลบออกจากงานกลับมายังเพนท์เฮาส์ของตึกใจกลางย่านแมนฮัตตัน เพราะเขาเพิ่งได้นางแบบหุ่นอวบอัดผิวสีน้ำผึ้งเข้ามาอยู่ในฮาเร็ม ความสดใหม่ของสาววัยยี่สิบต้นๆ ทำให้ลูกชายเจ้าของกาสิโนเอาแต่หมกตัวอยู่ในเพนท์เฮาส์จนแทบไม่ออกไปไหนเลย
แปดโมงเช้า ม่านที่ทำจากผ้าฝ้ายสีแดงสดค่อยๆ เปิดช้าๆ อย่างอัตโนมัติเพื่อรับแสงยามสายให้สาดส่องเข้ามาภายในห้อง บนเตียงนอนหลังใหญ่ขนาดแปดฟุต มาร์คัสค่อยๆ เคลื่อนแผ่นอกกำยำพ้นจากผ้านวมขนห่านหนานุ่มทีละน้อยๆ ก่อนจะยกตัวขึ้นพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง พลางยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือคลึงหว่างคิ้วเพื่อลดอาการปวดหัวให้หายจากการเมาค้าง
“ตื่นแล้วหรือคะ” เสียงเล็กแหลมฟังดูเซ็กซี่ดังขึ้น จากนั้นใต้ผ้าน่วมก็เริ่มขยับยุกยิก
มาร์คัสย่นคิ้วเข้าหากันอย่างหงุดหงิด เมื่อเปิดผ้าน่วมออกก็เห็นสาวหุ่นอวบอัดผิวสีน้ำผึ้งกำลังขยับศีรษะเป็นจังหวะขึ้นลงอยู่ตรงความเป็นชายของเขา
“พอเถอะเจน ตอนนี้ผมยังไม่มีอารมณ์” มาร์คัสบอกเซ็งๆ
นางแบบสาวถอนริมฝีปากออกจากความมโหฬาร พลางทำหน้างอน “แต่เจนมีอารมณ์นี่คะ เมื่อคืนพอคุณเสร็จคุณก็หลับไปเลย ปล่อยให้เจนอารมณ์ค้างจนนอนไม่หลับทั้งคืน” เจนนิเฟอร์ทำเสียงกระเง้ากระงอด “นะคะ คุณอยู่เฉยๆ ให้เจนทำเองก็ได้” หญิงสาวส่งน้ำเสียงออดอ้อน
เมื่อเห็นมาร์คัสคลายสีหน้าหงุดหงิดก็ค่อยๆ คลานเข้าหาช้าๆ เนินอกไซซ์สามสิบห้าถูกแรงดึงดูดของโลกให้ทิ้งตัวลงดูเซ็กซี่ นางแบบสาวเคลื่อนตัวไปมาอย่างเย้ายวน สะโพกกลมกลึงยักย้ายตามจังหวะขยับตัว แล้วมาหยุดใกล้ๆ หนุ่มลูกครึ่งจนใบหน้าแทบจะชิดติดกัน ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอออก ดวงตากลมโตหรี่ลง เชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างยั่วยวน
นางแบบสาวประกบจูบช้าๆ เพื่อดูท่าทีของมาร์คัส เมื่อเห็นว่าเขาไม่ขยับหนีก็คลี่ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ จากนั้นความเร่าร้อนก็ทวีขึ้น ริมฝีปากที่ฉาบไว้เพียงลิปกลอสบางๆ บดเบียดกับริมฝีปากที่นุ่มนิ่มราวกับริมฝีปากของผู้หญิง
จากอาทิตย์ก่อนที่หวังเพียงแค่เงินหนึ่งแสนดอลลาร์แลกกับความสาวเพื่อกลับไปต่อทุนในกาสิโน แต่ตอนนี้เจนนิเฟอร์กลับเป็นฝ่ายหลงรูปร่างหน้าตาและลีลารักของเพลย์บอยหนุ่มจนถอนตัวไม่ขึ้น
ในวัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมหาดเงียบสงบบนเกาะภูเก็ต เพราะเป็นวัดเล็กๆ และไม่ได้เน้นในด้านสิ่งปลูกสร้างหรูหราหรือใหญ่โต ไม่มีแลนด์มาร์กสำหรับถ่ายรูป จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
ทั่วทั้งวัดเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ กุฏิพระสร้างขึ้นง่ายๆ จากไม้เป็นหลังเล็กๆ กระจายอยู่ตามริมหน้าผา ตรงกลางวัดมีโบสถ์เก่าซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงสิ่งเดียวก็ว่าได้ที่สร้างขึ้นไว้อย่างถาวร แต่ก็เป็นเพียงโบสถ์ที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ จึงไม่มีช่อฟ้า มองผาดๆ แถมไม่ต่างจากบ้านพักอาศัย ตามผนังเห็นรอยแตกเล็กบ้างใหญ่บ้างเพราะมีอายุกว่าหนึ่งร้อยปี
เมื่อปราศจากเงาของนักท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นจังหวัดที่คึกคักไปด้วยทัวร์ต่างชาติ โดยเฉพาะทัวร์ชาวจีน ภายในวัดจึงเงียบสงบเหมาะแก่การเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
‘มาหยา ยศวิจิตร’ นักการบัญชีสาว ผมยาวหยักศกแต่มัดไว้อย่างลวกๆ ด้วยหนังยางสี ใบหน้ารูปไข่ปราศจากเครื่องสำอาง ดวงตากลมโตแต่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้แว่นสายตากรอบหนารูปสี่เหลี่ยม ริมฝีปากรูปกระจับ
เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาตัวโคร่งมีริบบิ้นสีแดงผูกเป็นโบอยู่ตรงปกเสื้อ กระโปรงจีบรอบยาวคลุมข้อเท้า เพราะตั้งใจปกปิดรูปร่างของตนว่ามีรูปร่างแบบใด มือข้างหนึ่งถือถุงผ้าใบใหญ่เดินผ่านร่มไม้มาตามทางเดิน ริมฝีปากของหญิงสาวเปื้อนด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะกว้างขึ้นเมื่อเห็นแม่ชีวัยห้าสิบกลางๆ กำลังกวาดเศษใบไม้อยู่ตรงทางเข้าโบสถ์
“กราบนมัสการค่ะแม่ชี”
เพราะเมื่อวานเป็นวันโกนจึงเพิ่งโกนผมมาใหม่ๆ ศีรษะของแม่ชีจึงเห็นเป็นสีเนื้อชัดเจน ทำให้ดูมีความน่าศรัทธา หันมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่ดูใจดีและอบอุ่น “คราวนี้จะมาอยู่กี่วัน”
“สองอาทิตย์ค่ะ” เมื่อเห็นคนถามเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างสงสัย มินตราก็รีบอธิบาย “หนูถือโอกาสลาพักร้อนต่อจากวันหยุดยาวด้วยเลยน่ะค่ะ”
แม่ชีพยักหน้ายิ้มๆ “แล้วจะมาพักกับแม่ที่นี่หรือเปล่า”
“ค่ะ หนูว่าจะถือศีลสักเจ็ดวัน รู้สึกช่วงนี้บาปหนายังไงก็ไม่รู้” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกผิด
“คงถูกลูกค้าบังคับให้หาทางเลี่ยงภาษีอีกแล้วล่ะสิ” แม่ชีถามยิ้มๆ แล้วเริ่มกวาดเศษใบไม้ต่อ
มาหยาเข้าไปจับที่ด้ามไม้กวาดแล้วพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่าเธอขอทำเอง แม่ชียิ้มบางๆ อย่างเอ็นดู เมื่อส่งไม้กวาดให้หญิงสาวก็พาตัวเองไปนั่งยังม้าหินอ่อนใกล้ๆ
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ พอดีหัวหน้าเขาโอนงานของเพื่อนที่ลาคลอดมาให้ เป็นบัญชีของลูกค้าที่ทำกาสิโนอยู่ในกัมพูชา พอเห็นรายได้เป็นพันๆ ล้านต่อปีแล้ว หนูนึกไม่ออกเลยค่ะว่าจะต้องมีคนหมดเนื้อหมดตัวเพราะการพนันสักกี่คน พอคิดถึงตรงนี้แล้วหนูรู้สึกใจมันห่อเหี่ยวยังไงก็ไม่รู้”
เมื่อได้ยินคำว่ากาสิโน แม่ชีลอบทำหน้าเป็นกังวล เพราะกลัวว่าจะเป็นกาสิโนที่เคยรู้จัก ไม่หรอก คงไม่น่าบังเอิญขนาดนั้น เมื่อเห็นมินตราชำเลืองมองมาที่ตน ก็รีบปิดบังสีหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ “แม่ก็บอกแต่แรกแล้วว่านักการบัญชีไม่เหมาะกับคนนิสัยเถรตรงอย่างหนู”
มาหยาทำหน้าง้ำ “ก็มีคนบอกว่าเงินเดือนดีน่ะสิคะ หนูอยากหาเงินมาสร้างอาศรมใหม่ให้แม่ชีเร็วๆ ก็เลย...” หญิงสาวบอกเสียงอ่อย
“ก็หนูรั้นเอง แม่บอกแล้วว่าไม่ต้องสร้างใหม่”
มาหยาหยุดมือจากการกวาดใบไม้แล้วหันหมองแม่ชีที่กำลังยิ้มอยู่ “แม่ชีแอบหัวเราะหนูอยู่ในใจใช่ไหมคะ” ถามพร้อมแกล้งทำหน้างอน
แม่ชีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปอยู่ในกิริยาสำรวมตามเดิม “อย่ามัวแต่เล่นอยู่เลย เดี๋ยวแม่ไปเอาไม้กวาดอีกอันมาช่วยกวาดดีกว่า จะได้เสร็จเร็วๆ ใกล้จะเพลแล้วเดี๋ยวหนูจะไม่ได้กินข้าวนะ”
มาหยาทำตาโต “ถ้าเป็นอย่างนั้น หนูคงศีลขาดตั้งแต่วันแรกแน่ๆ” พูดจบเธอก็เร่งมือกวาดใบไม้ต่ออย่างเร็ว