7
เมื่อเซ็นเอกสารเสร็จพยาบาลสาวก็ให้ไมเนอร์เดินออกจากบริเวณเตียง เพื่อจัดการเตรียมความพร้อมให้ว่าที่คุณแม่ ผู้ช่วยอีกสองคนจึงช่วยกันโกนขน สวนสายฉี่ ต่อสายน้ำเกลือให้รินลดา
"หลังจากนี้คุณแม่งดทานอาหารด้วยนะคะหลังบ่ายสามจะมีเปลมารับไปผ่านะคะ" พยาบาลพูดขณะเช็กสายน้ำเกลือครั้งสุดท้ายพูดจบก็โค้งตัวให้ทั้งสองคนในห้องแล้วเดินออกไป
"เป็นไงบ้างรินสายเต็มไปหมดเลย" คนเป็นสามีถามภรรยาสาวที่นอนอยู่บนเตียง พร้อมจับสายน้ำเกลือแล้ววางไว้ก่อนจะหันไปจับสายฉี่ดูเพราะไม่เคยเห็น
ก่อนผ่าตัดว่าที่คุณแม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักอาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปเข้าปอดได้ และหากรุนแรงมากอาจทำให้คนไข้ขาดอ๊อกซิเจนได้ ไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจเพราะเธอตื่นเต้นจนไม่ทันกินอะไรมาเลย ฉะนั้นตอนนี้เธออดอาหารมาแล้วมากกว่า 8 ชั่วโมง
"แปลก ๆ อึดอัดนิด ๆ ไงไม่รู้" รินลดาตอบพร้อมขยับเอวไปซ้ายขวาเบาๆ เพราะไม่ชินกับสายสวนฉี่ที่ติดอยู่
"เจ็บมั้ย"
"นิดหน่อยอึดอัดมากกว่าเจ็บสุดก็แทงน้ำเกลือนี่แหละดูมือรินสิ" คนบนเตียงกล่าวพร้อมชูฝ่ามือที่เรียวเล็กของตนให้สามีดูปกติคนท้องใกล้คลอดมักจะมีอาการมือเท้าบวม แต่เธอกลับไม่มีอาการบวมต่าง ๆ เลยสักอย่าง
รินลดานอนรออยู่ในห้องพักเกือบ 5 ชั่วโมงก็มีบุรุษพยาบาลเข็นเตียงมาพร้อมกับพยาบาลสาวที่เป็นคนเจาะเลือดเธอเมื่อเช้า
นาฬิกาบนผนังบอกว่าขณะนี้เป็นเวลาสี่โมงครึ่งแล้ว ก้อนเนื้อในอกเธอเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมา ทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจ เธอกำลังจะได้เจอเจ้าจิ๋วที่อยู่ในท้องเธอมาเกือบ 40 สัปดาห์
คนเป็นสามีลุกจากโซฟาขนาดกลางข้างเตียงมาช่วยเธอเปลี่ยนเตียงเพื่อเข้าห้องผ่าตัด
"คุณพ่อจะตามไปหน้าห้องผ่าตัดหรือจะรอที่นี่ก็ได้นะคะ" พยาบาลสาวหันไปบอกชายผู้เป็นสามีซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง เขาหันมองหน้าภรรยาก่อนจะขอตามไปเฝ้าเธอที่หน้าห้องผ่า
"ตื่นเต้นเหรอครับคุณแม่" อาจารย์หมอหนุ่มถามคนบนเตียงขณะที่กำลังใส่ถุงมือ รินลดานอนราบอยู่บนเตียงมองห้องผ่าตัดที่สว่างจ้าด้วยความตื่นเต้น รอบ ๆ ห้องเป็นสีเขียวสดดูสะอาดจนเธอกังวล ภายในท้องโหว่งเหว่ง หัวใจเต้นถี่ทำเอาเธอแทบอยากอาเจียนออกมา
"มาก ๆ เลยค่ะ"
"ฮ่า ๆ ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด เดี๋ยววิสัญญีแพทย์จะให้ดมยาสลบจากนั้นหมอจะผ่าเอาน้องออกมา เย็บปิดแผล จากนั้นย้ายคุณแม่กลับห้องพัก เห็นมั้ยครับแป๊บเดียว" คุณหมออธิบายขั้นตอนแต่ละอย่างเสร็จคนบนเตียงพยักหน้ารับคำ หมอจึงผละออกไปให้วิสัญญีแพทย์เข้ามาจัดการต่อ
"ถ้าง่วงก็หลับได้เลยนะคะ" วิสัญญีแพทย์พูดขณะสวมหน้ากากสำหรับดมยาสลบให้รินลดา คนถูกสวมหน้ากากพยักหน้ารับคำเปลือกตาคนบนเตียงกระพริบช้า ๆ เพียง 4 วินาทีสติของเธอก็ดับวูบไป
เกือบยี่สิบนาทีเสียงร้องไห้ของเด็กจิ๋วในท้องเธอก็ส่งเสียงให้บรรดาคุณหมอและพยาบาลได้ยินเด็กน้อยถูกส่งให้หมอเด็กเพื่อเช็กร่างกายทันที
"พะ…พี่ไมค์" น้ำเสียงแหบพร่าดังมาจากหญิงสาวบนเตียง เธอร้องเรียกชายผู้เป็นสามีที่นอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องพัก คนเพิ่งฟื้นจากยาสลบส่งเสียงได้เพียงเบา ๆ เพราะลำคอแห้งผาก เธอไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานขนาดไหน
พอฟื้นมาก็รู้สึกหิวน้ำมากจะขยับเองก็รู้สึกเริ่มเจ็บแผลที่หน้าท้องขึ้นมา มือข้างที่ถูกพ่วงสายน้ำเกลือไว้เอื้อมไปจับบริเวณหน้าท้องตนเองเธอพยายามส่งเสียงเรียก แต่ดูเหมือนคนเป็นสามีจะไม่ได้ยินเลย ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกหญิงสาวในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดเดินเข้ามาก่อนจะหยุดที่ข้างเตียง
"คุณแม่เป็นยังไงบ้างคะ"
"คุณพ่อคะ คุณพ่อ" พยาบาลเช็กสายน้ำเกลือพร้อมกับถามคนบนเตียงที่เพิ่งจะฟื้นจากยาสลบไม่นาน ถามเสร็จก็หันไปมองคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟาส่งเสียงเรียกสองสามครั้งคนที่หลับอยู่จึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา
"ตอนนี้คุณแม่ยังทานน้ำกับอาหารไม่ได้นะคะ ต้องนอนราบอย่างน้อย12 ชั่วโมงก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยลุกเดินนะคะถ้าเจ็บแผลสามารถเรียกพยาบาลขอยาแก้ปวดเพิ่มได้นะคะ" ไมเนอร์ฟังพยาบาลพูดจบก็พยักหน้ารับแบบมึน ๆ เพราะเพิ่งตื่น
"ลูกอยู่ไหนหรอคะ" รินลดาถามพยาบาลเสียงเบาจากเวลาที่นาฬิกาตรงฝาผนังตอนนี้เป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว แสดงว่าตนเองหลับไปเกือบสี่ชั่วโมงพอนึกได้แบบนั้นก็เป็นห่วงลูกขึ้นมาทันที เพราะตัวเธอเองยังไม่ทันได้เห็นลูกเลย
"ตอนนี้น้องอยู่กับพยาบาลค่ะคุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะไว้รอคุณแม่ลุกเดินพรุ่งนี้พยาบาลจะพาน้องมาส่งนะคะ"
"น้องไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยคะ" คนเป็นแม่หมาด ๆ ถามเสียงเบาบ่งบอกถึงความกังวล แม้เธอจะได้รับจากการยืนยันจากคุณหมอก่อนผ่าตัดแล้วว่าลูกของเธอปกติ แต่คนเป็นแม่จะเลิกกังวลเรื่องลูกตนเองได้อย่างไร
"น้องปกติดีค่ะจ้ำม้ำเสียงดีเชียว คุณแม่พักผ่อนนะคะพรุ่งนี้จะพาน้องมาส่งนะคะ" รินลดาถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะยิ้มขอบคุณพยาบาล