ร่างบางของหงส์หยกสูดหายใจเข้าปอดเพื่อทางรอดของตัวเองจนเริ่มได้สติกลับมาก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองแผ่นหลังแกร่งของสามีเธอ ผู้ชายที่เธอรัก ที่เขาเกือบฆ่าเธออย่างไร้ความลังเล และตอนนี้เขาก็หันหลังเดินจากเธอไปอย่างไม่ใยดี ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองว่าเธอเป็นยังไงบ้าง
สุดท้ายน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจก็ไหลออกมาประจานความอ่อนแอของเธอและความเย้ยหยันกับชีวิตที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไร้ซึ่งคนรัก ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนเกลียดชัง
หงส์หยกลุกขึ้นด้วยร่างกายสะบักสะบอมใบหน้าเปียกปอนไปด้วยน้ำตา ผมเผ้ายุ่งเยิงไม่เป็นทรง สุดท้ายเธอก็พาร่างอันบอบช้ำจากภายในเดินออกจากตัวโรงแรมหรู โรงแรมที่อยู่ในการดูแลของสามีแต่ภรรยาอย่างเธอกลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอยู่ในงาน นั่นทำให้เธอเดินออกมายังสวนข้างอาคารที่มีต้นไม้และม้านั่งรองรับ เหมาะกับการหลบไม่ให้ใครเห็นก่อนจะปลดปล่อยน้ำตาออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ความตกต่ำที่ไม่เคยได้โผล่ขึ้นที่สูงเลยสักครั้งในชีวิตมันทำให้เธอได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง คำถามที่ว่าถ้าเธอตายไปนอกจากแม่ของเธอแล้ว จะมีใครเสียใจกับการจากไปของเธอบ้าง ถ้าไม่มีเธอสักคน ชีวิตของคนที่ยังอยู่จะเปลี่ยนไปบ้างไหม หรือว่าสุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีผลอะไรต่อใครเลย
นั่นสินะ จะตั้งคำถามที่มีคำตอบอยู่แล้วทำไมกัน ชีวิตของเธอมันไม่ได้มีความหมายต่อใครเลยสักนิด การที่เธอไม่อยู่มันคงจะทำให้คนอื่นรังแต่จะมีความสุขมากกว่าซะอีก
มันเหมือนว่าเธอโง่นะที่ถูกเขาไล่แล้วยังไม่กลับไป เหมือนเธอโง่นะที่รู้ว่าอยู่ในสถานะแบบนี้แล้วจะต้องพบเจอกับอะไร แต่ที่เธอยังทนก็เพราะรู้ว่าทางที่เธอเลือกตอนนี้มันดีกว่าทางอื่นแล้ว เพราะถ้าหากเธอยอมแพ้และถอยออกไป นอกจากต้องพรากคนที่เธอรักอย่างรภี เธอยังต้องไปพบเจอความเจ็บปวดที่บ้านของเธอที่มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางใจ แต่มันเกิดขึ้นทางกายด้วยนั่นเอง
เพราะฉะนั้นอย่าว่าเธอโง่นักเลย ชีวิตคนอื่นที่มีทางเลือกเยอะก็ถือว่าดีแล้ว แต่อย่าตัดสินและสร้างคำถามกับคนไร้ทางเลือกอย่างเธอเลยว่าจะทนไปเพื่ออะไร เพราะบางครั้งการทนมันก็มีหลายเหตุผลที่ต้องทนจริงๆ
แต่ความน่าเวทนาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกสามีไล่ออกจากงานวันเกิดมันไม่ได้จบแค่นั้น ในเมื่อตอนนี้คนที่ได้ชื่อสามีของเธอกลับไม่ได้รู้สึกถึงการขาดภรรยาข้างกายไปเลยสักนิด เขายังคงอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของตัวเอง ยืนพูดคุยเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจจากที่ผู้คนต่างรุมล้อมเข้ามาโดยที่ข้างกายมีหญิงสาวอีกคนยืนเคียงข้างแสดงความสนิทสนมอยู่ไม่ห่างกาย พูดคุยกันจนกระทั่งงานเลี้ยงได้เวลาเลิกรา
“ผมขอโทษคุณอาทั้งสองอีกครั้งนะครับที่ทำให้อันเสียหาย ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” รภียกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพทั้งสองออกไปอย่างรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในงานก่อนหน้านี้
“ครั้งนี้อาเห็นแก่ภีนะ แต่ครั้งหน้าภีช่วยควบคุมเด็กคนนั้นให้ดีกว่านี้หน่อย เพราะถ้ามีครั้งต่อไปอาคงยอมไม่ได้แล้วจริงๆ” คุณจรุณพูดขึ้นอย่างไม่เอาเรื่องแต่ก็ไม่ลืมเตือนออกไป
“ครับ”
“พอแล้วค่ะคุณพ่อ เราก็รู้กันดีนี่คะว่าหงส์หยกยังเด็กแล้วก็มีนิสัยผลุนผลันแค่ไหน ยังไงนี่ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่ภี อย่าทำให้พี่ภีลำบากใจเลยนะคะคุณพ่อคุณแม่” อันนาแสดงความใจกว้างออกมาทันที
และแน่นอนว่างานนี้เธอได้รับควมเห็นใจจากคนในงานไปเต็มๆ ส่วนหงส์หยกนั้นก็กลายเป็นตัวตลกในสายตาของคนอื่นๆ อย่างที่เธอต้องการอีกครั้ง
“เราก็เป็นแบบนี้ตลอดเลย กลับบ้านเถอะ” คุณจรุณแสร้งตำหนิลูกสาวก่อนจะพาลูกสาวและภรรยากลับบ้านไป
“อันกลับก่อนนะคะ พี่ภีไม่ต้องคิดมากนะคะ” อันนาไม่ลืมพูดกับรภีอีกครั้งก่อนจะลาผู้ใหญ่และเดินตามพ่อแม่ของตัวเองออกไป เหลือไว้เพียงรภีกับครอบครัวของเขา
“ขายขี้หน้าจริงๆ ครั้งต่อไปจะปล่อยให้ออกงานไม่ได้อีกเด็ดขาด!” คุณวัณณีพูดขึ้นเมื่อตอนนี้เหลือแค่ครอบครัวของเธอในงาน
“ห้ามได้เหรอคะ ปกติก็ห้ามมาตลอด” รภาพูดขึ้นอย่างที่มันเป็น
เพราะหลังจากหงส์หยกแต่งงานกับรภีและเคยพาออกงานครั้งแรกจนได้รับความอับอายจากการทำตัวซุ่มซ่ามจนงานเขาเกือบพัง ตั้งแต่นั้นคนอื่นๆ ก็ห้ามไม่ให้หงส์หยกออกงานอีกเลย
แต่สุดท้ายเป็นยังไง หงส์หยกกลับจัดการแต่งหน้าทำผมด้วยตัวเองก่อนจะรีบวิ่งไปนั่งรอที่รถอย่างไม่ยอม แม้ว่าบางครั้งรภีจะเปลี่ยนรถเพื่อไม่ให้เธอไปและสั่งห้ามไม่ให้คนรถไปส่งไม่ให้เธอขับรถไปเอง แต่สุดท้ายหงส์หยกก็เลือกจะขึ้นรถขนส่งสาธารณะไปยังงานด้วยตัวเองจนได้
“ยังไงก็กลับไปก็จัดการผู้หญิงคนนั้นให้เรียบร้อยนะภี ครั้งนี้นอกจากจะทำให้ตระกูลอับอายแล้วยังไปหักหน้าแขกในงานอีก ดีแค่ไหนที่เขาไม่เอาเรื่อง” คุณวัณณีพูดขึ้นอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นัก
“.....” รภีไม่ได้ตอบอะไร เพราะต่อให้แม่เขาไม่พูดเขาก็ต้องการกลับไปจัดการผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้ว
“ตอนนี้ปู่แก่ยังไม่กลับมา ถ้าให้ดีก็จัดการเรื่องหย่าเลย” คุณรภัท พ่อของรภีพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ถ้าเธอยอมง่ายๆ ป่านนี้ตาภีคงได้หย่าตั้งแต่แต่งงานได้ไม่ถึงสามเดือนแล้วค่ะคุณพ่อ” รภาพูดขึ้นอย่างรู้ดีว่าน้องชายของเธออยากหย่าแค่ไหน แต่คนที่หน้าด้านไม่หย่าก็คือหงส์หยกคนเดียว
“ถ้าพูดกันดีๆ ไม่ยอม แกเองก็น่าจะมีวิธีทำให้ผู้หญิงคนนั้นหย่าได้ไม่ใช่เหรอ” คุณรภัทพูดกับรภีขึ้นอย่างรู้จักลูกชายตัวเองดี
“มีแล้วยังไงครับ พ่อก็รู้ว่าปู่ปกป้องเธออยู่” แน่นอนว่าถ้าไม่มีปู่ยุ่งเรื่องนี้ เขาสามารถทำให้หงส์หยกหย่ากับเขาได้ตั้งแต่สามเดือนแรกที่รู้จักตัวตนของเธอแล้ว เขาคงไม่ทนมาแบบนี้หรอก
และ...
“ฉันจะช่วยเรื่องปู่แก่เอง” เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ออกจากห้องจัดเลี้ยงเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อนไม่ต่างกัน โดยที่คุณรภัทนั่งรถมาคันเดียวกับคุณวัณณีผู้เป็นภรรยา ด้านรภานั้นกลับกับสามีของเธอ ส่วนรภีก็กลับรถส่วนตัวที่เขาขับมาทำงานตั้งแต่เช้า
รถที่เคลื่อนตัวออกจากที่จอดรถในโรงแรมทำให้หงส์หยกที่นั่งจมอยู่ในความคิดได้สติว่างานเลิกแล้ว นั่นทำให้เธอที่นั่งอย่างคนโง่เขลาในสวนตั้งแต่ถูกไล่ก็ลุกออกไปยังหน้าทางเข้าโรงแรมเพื่อจะขึ้นรถกลับไปเช่นกัน
หงส์หยกมองซ้ายมองขวาแต่กลับไม่เห็นลุงพลออกจากงาน พอเธอเดินไปยังที่จอดรถใกล้ๆ กลับไม่เห็นรถที่เธอนั่งมาแล้ว เหลือเพียงรถตู้ของที่บ้านอีกคันที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป นั่นก็ไม่ได้ทำให้หงส์หยกไปขอติดรถด้วย เพราะรถคันนั้นเป็นรถที่พ่อแม่สามีของเธอใช้ประจำ เธอไม่มีทางนั่งรถกลับกับพ่อแม่สามีเด็ดขาด
แต่ถ้าเธอไม่กลับกับพวกเขาเธอจะกลับยังไงล่ะ ในเมื่อตอนนี้รถในลานจอดมันไม่เหลือสักคันแล้ว เวลาขนาดนี้เธอต้องนั่งรถสาธารณะกลับอย่างนั้นเหรอ
บืนน! แล้วเสียงรถคันหนึ่งก็ดังขึ้นทำให้หงส์หยกหันไปมองตามสัญชาตญาณก่อนจะเห็นว่านั่นเป็นรถของรภี และนั่นก็ทำให้เธอยิ้มออกมาก่อนจะก้าวไปกลางทางเพื่อให้รภีได้เห็นเธอเพราะตอนนี้รถยังอยู่ในระยะที่สามารถเบรกได้
แต่...
“!!!” หงส์หยกเบิกตากว้างด้วยความกลัวทันทีเมื่อไฟรถสาดส่องหน้าของเธอพร้อมกับความเร็วที่มันไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
แต่ทำไมขาของเธอกลับก้าวไม่ออกล่ะ ทำไมเธอถึงยังโง่อยากรู้ว่ารภีจะกล้าชนเธอหรือเปล่า
สุดท้ายหงส์หยกกลับหลับตาเกร็งตัวเพราะความกลัวอยู่กับที่แบบนั้นทั้งที่กลัวตายมาก แต่กลับทำเหมือนคนไม่กลัวตาย
เอี๊ยด!!! สุดท้ายเสียงเบรกก็ดังขึ้นโดยที่ร่างกายของเธอไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย นั่นทำให้หงส์หยกค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ลืมขึ้นมาเห็นหน้ารถที่อยู่ห่างจากเธอแทบไม่ถึงก้าว
กึก! เท้าเล็กผละถอยหลังแทบล้มกับพื้นเพราะความตกใจกลัว แต่อย่างน้อยเธอก็อดดีใจไม่ได้ที่สุดท้ายแล้วรภีก็ไม่ได้ชนเธอ อย่างน้อยเขาก็ไม่ฆ่าเธอทั้งที่มีโอกาส
ภายในรถยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ นั่นทำให้หงส์หยกตั้งสติอีกครั้งและก้าวไปฝั่งข้างคนขับแล้วเคาะกระจก ซึ่งกระจกก็ถูกลดลงเล็กน้อยจากรภี
“หงส์ขอกลับด้วยได้ไหม พอดีลุงพลกลับไปแล้ว” หงส์หยกขอสามีตัวเองขึ้น ทั้งที่เรื่องแบบนี้คนเป็นสามีภรรยากันมันไม่ต้องขอไม่ใช่เหรอ
“ไม่มีรถกลับเหรอ” รภีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ค่ะ” หงส์หยกตอบกลับไปอย่างไม่ปิดบัง
และ...
“นั่นมันเรื่องของเธอ ถ้าไม่มีปัญญากลับก็นอนข้างถนนไปซะ...”
“แล้วครั้งหน้าถ้าอยากตายก็บอก ฉันไม่อยากทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้” คำพูดเยือกเย็นไร้เยื่อใยดังขึ้นก่อนกระจกจะเลื่อนปิดสนิทพร้อมกับรถที่เคลื่อนตัวออกไปทันที
หงส์หยกก้าวถอยเพื่อหลบแทบไม่ทัน พร้อมกับทำได้เพียงมองรถหรูนั่นขับออกไปอย่างไม่เหลียวแลกลับมามองภรรยาอย่างเธอที่จะกลับบ้านหลังเดียวกับเขา
สุดท้ายรอยยิ้มของหงส์หยกก็ปรากฎขึ้นเพื่อสมเพชตัวเองก่อนจะต้องเดินออกไปที่ถนนเพื่อหารถกลับบ้านด้วยตัวเอง