“แม่จ๋า แม่ อย่าไป แม่อยู่กับหนูนะ แม่อย่าทิ้งหนูไป” เสียงพร่ำเพ้อเล็ดลอดผ่านริมฝีปากอิ่มช่างเบาหวิว ฝันร้ายบ้า ๆ นั่นไม่เคยหลุดพ้นออกไปจากชีวิตตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ดวงตาสองข้างยังคงปิดสนิท เหงื่อเม็ดเล็ก ซึมชื้นตามไรผม ร่างอรชรนอนดิ้นกระสับกระส่ายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเก่าบนฟูกที่แข็งพอ ๆ กับไม้กระดาน มันคือที่ซุกหัวนอนยามค่ำคืนหลังกลับจากการทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อย
“ไม่! อย่าไป!” เสียงสะท้อนกึกก้องในโสตประสาทยังคงอื้ออึงมิรู้หาย นุนีติ์สะดุ้งผวาตื่นจากภวังค์ยามฝันที่ซ้ำซากคืบคลานเข้ามาในยามร่างกายอ่อนล้า ความมืดสลัวมีเพียงแสงสว่างยามค่ำคืนสาดส่องเข้ามาตามช่องหน้าต่าง
วันนั้นยังจำแม่นราวกับเพิ่งผ่านมาไม่นาน สายตาเหลือบมองนาฬิกาแขวนฝาผนังบอกเวลาตีสาม อากาศร้อนอบอ้าวยังคงไหลวนรอบกายเหงื่อชื้นบริเวณซอกคอและไรผม พัดลมสีแดงตุ่นเก่าคร่ำครึส่ายไปมาเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ มันเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์เสมอแทบไม่เคยเกเรเลยสักครั้ง มือเรียวเสยผมที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อก่อนจะลุกเดินออกไปรับลมบริเวณระเบียงบ้านที่เต็มไปด้วยราวตากผ้าระเกะระกะรกตา เผลอใจให้หวนนึกถึงวันที่ผู้ให้กำเนิดเดินลงบันไดบ้านพร้อมกระเป๋าใบพอดี บรรจุเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้พอประมาณยังคงจำได้ดี ตัวเธอร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจ เมื่อผู้ให้กำเนิดจากไปอย่างไม่มีวันกลับไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง…
‘ช่างเห็นแก่ตัวและใจร้ายที่สุด ทิ้งพวกเราได้ลงคอ’ นี่คือถ้อยคำตัดพ้อมอบให้แด่ผู้ให้กำเนิด
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของมารดาเดินเลยผ่าน คิ้วเล็กได้รูปขมวดด้วยความสงสัย คงไม่คิดว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าผู้หญิงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแม่…
“แม่จะไปไหนคะ” เสียงเด็กน้อยวัยสิบสามปีอยู่ในชุดนักเรียนมอซอนอนคว่ำหน้าบนเสื่อขณะกำลังทำการบ้านอย่างใจจดใจจ่อ
“ดูแลตัวเองและน้องด้วยนะลูก รวมถึงทุกคนในบ้านด้วย” นางมณีหันมายิ้มให้ลูกสาวเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตาแห่งความรู้สึกหดหู่กับชีวิต แต่จะให้นางทนอยู่โดยไม่มีอะไรดีขึ้นตลอดอยู่กินกับสามีขี้เหล้าอย่าง
นายอำนาจ สามีที่เอาแต่กินเหล้าทั้งวันทั้งคืน เงินที่หามาได้จากการรับจ้างทั่วไปก็ช่างน้อยนิดไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว ไหนจะชวนทะเลาะทุกครั้งเวลาเมาไม่ได้สติ ถึงแม้จะไม่เคยทำร้ายร่างกายก็ตาม ทำไมนางต้องทนดักดานอยู่กับคนประเภทนั้น...
นางพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้สูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอด
มือสองข้างกำแน่นอย่างมุ่งมั่น ตัดสินใจแน่วแน่พลางขับไล่น้ำตาที่มันรื้นขึ้นมา รู้สึกเจ็บปวดที่ต้องทิ้งลูกสาวลูกชายไว้กับสามีขี้เมาและแม่สามี ถึงจะเห็นแก่ตัวแต่นางก็คิดว่าถ้าจะหอบไปหมดคงลำบากด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าจะไปตายเอาดาบหน้า สู้ให้ลูกอยู่ที่นี่อย่างน้อยก็มีบ้านซุกหัวนอนดีกว่าจะตะลอนไปกับนาง
“แม่จะไปไหนคะ” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอีกครั้งกับคำถามเดิมด้วยแววตาหวาดหวั่นวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด
“ดูแลน้องและย่าด้วยนะลูก” เด็กหญิงอย่างเธอไม่เคยเข้าใจความหมายเลยสักนิดว่ามันหมายถึงอะไร
“แกจะไปไหนนังมณี” เสียงหญิงชราในวัยห้าสิบต้น ๆ ดังขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้หลังกลับมาจากตลาดในค่ำวันนั้น เมื่อสังเกตเห็นลูกสะใภ้หิ้วกระเป๋าเหมือนจะออกไปที่ไหนสักแห่ง
“ฝากลูกฉันด้วยนะแม่” มณีเอ่ยเสียงเศร้าสร้อยแต่เมื่อตัดสินใจแล้วอะไรก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งได้
“แกจะทิ้งเด็กตาดำ ๆ สองคน ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ” นางอำนวยแม่สามีเอ่ยด้วยน้ำเสียงกร้าว แววตาตัดพ้อลูกสะใภ้ที่คิดอะไรโง่ ๆ ไม่คิดสักนิดว่าลูกสะใภ้จะตัดสินใจแบบนี้ ตัวนางรับรู้ปัญหาของครอบครัวมาตลอด พยายามจะเปลี่ยนแปลงลูกชายอย่างอำนาจ แต่ก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ มันคงเป็นสันดานไปแล้วกระมัง วันไหนเมามานางก็โดนตวาดลั่นไม่ต่างกัน
“ปล่อยฉันไปเถอะแม่ ฉันสัญญาถ้าไปได้ดี ฉันจะกลับมารับลูกฉันทั้งสองคน” เสียงวิงวอนร้องขอความเมตตาจากแม่สามี ด้วยดวงตาหดหู่สิ้นหวังอ่อนแรงดังขึ้นแข่งกับเสียงฝนที่กระทบสังกะสีเสียงดังสนั่น
“แกมัน! หมามันยังรักลูกของมัน แต่แกมัน...” นางอำนวยเสียงสั่นเครือชี้หน้าลูกสะใภ้น้ำตารื้นขึ้นมาบริเวณขอบตาที่เหี่ยวย่นด้วยวัยห้าสิบต้น ๆ ก่อนจะทิ้งท่อนแขนลงข้างลำตัวอย่างสิ้นหวัง มือเหี่ยวย่นตามวัยกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก น้ำตาก็พานไหลเอ่อท้นขอบตา รู้สึกหมดแรงหมดกำลังใจลงทันทีเมื่อไม่สามารถรั้งลูกสะใภ้ไว้ได้
“อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉันฝากนุนีติ์กับพศินด้วยนะแม่” นางมณีตรงเข้ามาเกาะแขนแม่สามีพลางเขย่าเป็นเชิงขอร้อง แววตามีแต่ความสิ้นหวังในโชคชะตาน้ำใส ๆ ไหลรินเป็นสายทั้งเจ็บปวด หดหู่ในเวลาเดียวกัน เสียงสะอื้นไห้ปิ่มจะขาดใจความรู้สึกนั้นมันจู่โจมเข้ามาอย่างรับไม่ไหว
นางอำนวยปรายตามองพลางเหยียดยิ้มกับความคิดของลูกสะใภ้ที่นางรักมากพอ ๆ กับลูกชาย ช่างน่าสมเพชเสียจริงหมามันยังรักลูกของมัน
เด็กหญิงเพ็ญนีติ์ลุกขึ้นทันทีเมื่อเข้าใจบทสนทนาระหว่างมารดากับผู้เป็นย่า ตรงปรี่โผเข้ากอดมารดาไว้แน่นเพื่อรั้งนางเอาไว้ น้ำตาไหลพรากเหมือนสายน้ำเด็กหญิงอย่างเธอยังคงไม่เข้าใจความลึกซึ้งของการจากลามากไปกว่าภาพที่เห็นและเข้าใจตามประสาเด็ก
“แม่ แม่จะไปไหน แม่จะทิ้งพวกเราไม่ได้นะคะ แล้วหนูกับน้องจะอยู่ยังไง แม่” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวโยนอย่างที่ห้ามไม่อยู่ ใบหน้าเล็กเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาไม่คิดว่าชีวิตของเธอจะไร้ที่พึ่งทางใจได้ถึงเพียงนี้ เด็กหญิงตัวน้อยกอดเอวผู้เป็นมารดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ความปวดร้าวหวาดกลัวแทรกซึมเข้าเกาะกุมหัวใจดวงน้อยยากจะทัดทาน
นางมณีพยายามแกะมือพร้อมผลักลูกสาวออกให้พ้นตัว ตัดสินใจครั้งสุดท้ายเดินหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านไปในทันทีท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงคำรามของท้องฟ้าดังกึกก้องส่องสะท้อนหัวใจที่ร่ำร้องปิ่มจะขาดใจ เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตตามหลังมารดาไปคาดหวังว่าจะรั้งมารดาไว้ได้ เสียงร่ำไห้เสียงร้องตะโกนแข่งกับสายฝนก่อนจะหกล้มหน้าคะมำลงไปกองกับพื้นที่เปียกชุ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำ พยายามลุกขึ้นแต่ก็แสนจะทุลักทุเลเพราะพื้นถนนที่ลื่น ภาพสุดท้ายคือภาพของมารดาขึ้นรถแท็กซี่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ…
‘หัวใจดวงน้อยบอบช้ำยากเกินกว่าจะเยียวยา แต่สำหรับเพ็ญนีติ์เธอซ่อนมันไว้ในซอกหลืบของหัวใจ ไม่มีวันที่เธอจะอ่อนแอเพียงเพราะคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิด’