“เรียนไม่จบก็ห้ามมีแฟน” คนอายุมากกว่ารออยู่พักใหญ่แต่ยังคงไม่ได้คำตอบที่รวดเร็วทันใจ คำตักเตือนเริ่มมีน้ำเสียงแข็งกร้าวอีกระดับหนึ่งเมื่อลูกสาวคนเดียวไม่เปิดปากเอาแต่เดินตามแม่ต้อยๆ เพื่อจ่ายตลาด
“จ๊ะแม่” คนเป็นแม่ดูจะไม่ค่อยพอใจกับตอบอย่างขอไปทีของลูกสาวนัก และต้องตวัดสายตาของใส่เจ้าของคำถามแสนใสซื่อ แต่เธอรู้ว่าลูกสาวไม่ได้เซ่อถึงกล้าถามออกมา
“แล้วถ้ามีคนมาจีบล่ะแม่”
“ก็ตอบไปว่าเป็นเพื่อนกันไปก่อน ถามยังงี้คือ… อยากจะมี?” คนเป็นแม่อยากจะตวาดใส่แต่เพราะสถานที่มันไม่เหมาะที่จะทำเช่นนั้น แม้ว่าเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะรู้จักมักคุ้นกันอยู่บ้าง ก็เธอเป็นแม่ค้าขายขนมที่ใครต่างชื่นชอบในฝีมือ
“เปล่า” เสียงเบาตอบอย่างเกรงๆ ใครจะกล้าตอบว่าอยากกัน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนต่างก็เดินควงแฟนไปไหนต่อไหน มีแต่เธอนี่แหละที่ใช้ความสาวและสวยของตัวเองไม่เกิดประโยชน์เสียเลย นี่มันยุคไหนกันแล้ว สมัยไหนแล้ว เธออยู่มัธยมและมีความคิดเป็นของตัวเอง ทีแม่…
“เด็กสมัยนี้ไม่รู้จะรีบมีแฟนกันทำไมตั้งแต่อายุน้อยๆ” คนเป็นลูกสาวก็อดปากไว สวนแม่กลับไปไม่ได้
“แต่แม่ก็มีแฟนตอนอายุสิบหกสิบเจ็ด”
“อีนี่” คำตอบของเธอทำให้แม่ชะงัก อดที่จะหันซ้ายหันขวาดูว่าประโยคนั้นมีใครได้ยินไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็ชี้นิ้วจิ้มขมับลูกสาวไปเสียหนึ่งทีด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย
“พ่อเอ็งใช้ยาเสน่ห์ดีดใส่ข้าหรอกนะ ไม่งั้นข้าได้แต่งงานเป็นคุณนาย นายอำเภอไปแล้ว” สาวน้อยวัยแรกแย้มถักเปียสองข้างฉงนในคำตอบ ย่าเคยเล่าให้ฟังว่าแม่แอบลอบเข้ามุ้งพ่อตอนไปงานแต่งญาตินี่นา ตกลงใครพูดจริงกันแน่
“แม่ไม่ได้ลอบเข้ามุ้งพ่อเหรอ”
“ก็พ่อแกใส่ยาลงในน้ำให้ข้าไง เรื่องง่ายๆ ยังไม่เข้าใจอีก” หญิงสาวมองหน้าแม่ ตกลงจะดีดยาหรือใส่ยาให้กิน เอาเป็นว่าแม่ถูกพ่อวางยาแม่เลยลอบเข้ามุ้ง แล้วก็มีเธอก็พอ ทว่าเธอยังไม่หยุดย้อนคำของแม่ ยังพูดออกมาแต่น้ำเสียงเบาเหมือนบ่นกับตนเอง
“แต่แม่ก็มีผัวตั้งแต่อายุยังน้อย”
“เออ กูมีผัว รึมึงอยากออกจากโรงเรียนมามีผัวเหมือนกูไหม จะได้ทำงานงกๆ ส่งมึงเรียนเนี่ย”
คนเป็นลูกหน้าหงอยแต่ก็ประท้วงในใจว่าเธอเพียงแค่คุยขำๆ ใครจะมีผัวตอนเรียนกัน
จวบจนเวลาล่วงเลย จากวันเป็นเดือน เปลี่ยนผันจนจนเป็นปี ผลัดเปลี่ยนฤดูกาลมาหลายรอบ เธอเรียนจบปริญญา คำว่าเขมจิรามีแฟน ไม่เคยล่วงรู้ถึงหูแม่
“เป็นอะไรรึเปล่า หน้าเศร้าๆ” แม่ที่ร่างกายผ่ายผอมอดถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เขมจิราส่ายหน้าแล้วถามกลับไป
“แม่อยากกินอะไร”
“กบผัดเผ็ด ข้าอยากกิน”
“แต่หมอบอก…”
“แดกๆ ไปเหอะ ตายไปก็ไม่ได้กิน”
“แม่ก็ไม่ต้องรีบตามพ่อไปหรอก ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ได้อยู่กับพวกเรานัก”
“พ่อเอ็งทำงาน”
“ก็รู้ แต่แม่ต้องอยู่กับหนูไหมอ่ะ” คำพูดเรียบง่ายของเขมจิราทำให้หัวใจแม่กระตุก แต่เขมจิราไม่ทันสังเกตเพราะตัวเองเดินเข้าไปในครัวแล้วหันหลังบอก
“กินข้าวต้มไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวตอนเย็นค่อยหาซื้อกบ ซื้อเขียด สารพัดสัตว์ให้กิน”
“มึงน่าจะมีผัวเนอะ”
“ก็แม่บอกเองว่าไม่ให้มี แล้วทีนี้เป็นไงล่ะ คนอื่นนี่เปลี่ยนเตียง ซ่อมผนังห้องใหม่กันหมดแล้ว” คนเป็นแม่อดขำไม่ได้ รู้ว่าลูกสาวพูดประชด
“ถ้ามีแล้วมันไม่ดีก็เลิก อย่าไปสนใจ”
“ถ้ามีแล้วแม่จะช่วยเลี้ยงหลานมั้ย เดี๋ยวหาผัวมาทำหลานให้เลย”
“ข้าคงมีแรงเลี้ยงให้เอ็งอ่ะนะ”
“งั้นก็ไม่มีมันแล้วผัวเผออ่ะ มีแม่คนเดียวพอ” แม่ยิ้มแววตาเศร้า เธอหยุดพูดไปพักใหญ่อาจเพราะเหนื่อยหากแต่แววตายังมองลูกสาวที่เดินเข้าไปในครัว จัดแจงทำอาหารให้คนเป็นแม่
“เขม กูจะมาเกิดเป็นลูกมึง” พูดจบประโยคคนเป็นแม่ลงไปนอนเอนกายบนเตียงแล้วหลับตาด้วยรอยยิ้ม