ไก่แก่แม่ปลาช่อน

1607 Words
“เขาว่ากันว่า วัดที่พวกเราไปกันศักดิ์สิทธิ์มาก ใครขออะไรได้ทุกราย” กานต์พิชชาเอ่ยหลังจากทานอาหารได้สองสามคำ ก่อนหันไปบอกเพื่อนที่กำลังตักข้าวเข้าปาก “จริง?” “อืม คนที่ทำงานไปมาแล้วสามรอบ แล้วกลับไปแก้บนทุกรอบ” กานต์พิชชาบอกอย่างมั่นอกมั่นใจในความศักดิ์สิทธิ์ที่เพื่อนในที่ทำงานนำมาเล่าขาน แล้วเธอก็ไปมาแล้วรอบหนึ่ง รอบนี้จะพลาดอีกไม่ได้ กานต์พิชชามองไปทางเพื่อนที่กลับมาจากเมืองนอกได้ปีเศษ และไม่คิดจะหางานหาการทำเป็นหลักเป็นแหล่ง มัวแต่ทำงานเสริมจนเป็นอาชีพหลักไปเสียแล้ว “แล้วแกจะขออะไรยัยเขม” คนถูกถามยังไม่ทันตอบแต่ถูกเพื่อนเอ่ยขัด “มันคงไม่ขอให้แกได้ผัวใหม่หรอกย่ะ” กานต์พิชาค้อนวงใหญ่พร้อมกับโต้กลับทันที “มันอาจจะขอให้ผัวแกมีเมียน้อยและหย่ากับแกต้อนรับสังคมวัยชราไง” มัลลิกาทำเบะปากโต้กลับอย่างสนุกปาก “แหม… ยัยกานต์ แกคงรอจะเอาไอ้แก่ที่บ้านฉันละสิ เห็นตอนนั้นมองตาเป็นมัน เอาเลยฉันยกให้ฟรีๆ แต่ถ้ามันไม่มีแรงกระแทก โยกสะโพกไม่ไหวก็อย่าเอามาคืนนะ” “แกก็พูดไป ยัยกานต์ไม่คืนหรอก มันชอบทำให้กรามค้างมากกว่าปวดสะโพก” พลอยไพลินสาวมั่นใจแย้งเพื่อนอย่างสนุกปาก สุดท้ายเรื่องบนเตียงก็กลายเป็นเรื่องสนทนาในวงอาหารเหมือนเคย “นี่ๆ งานดีอยู่ที่สองนาฬิกา” มัลลิกาเอ่ยปิดบทสนทนาที่แสนธรรมดาแต่ไม่น่าเบื่อลงชั่วคราว และหันไปให้ความสนใจกับความบันเทิงทางสายตาและมีค่าทางจิตใจ “งานดีเหมาะแก่การเก็บเกี่ยวให้เจริญตาจริงๆ” ปากพูดแต่สายตามองไม่วางตา “ถ้าได้ร่วมวงสนทนาด้วย คงเจริญหูเพิ่มขึ้นอีกนิดก็คงดี” พลอยไพลินเสริมประโยคของกานต์พิชชา มัลลิกาเองก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย “ถ้าพวกแกจะมามองผู้ชาย ทำไมไม่ไปที่ที่มันจับต้อง ลูบไล้สัมผัสได้เลยเล่า” เขมจิราแย้งขึ้นแม้ตัวเองก็ไม่พลาดที่จะมองหนุ่มๆ ที่เดินเข้ามาในร้านอาหารแต่ละคน อืม… ก็น่าสนใจดี หากแต่เธอไม่ได้ให้ความสำคัญมากไปนัก เมืองนอกที่เธอไปทำงานก็มีอะไรที่เจริญหูเจริญตาเหมือนกัน เธอยังไม่เอาตัวและหัวใจเข้าไปพัวพันเลย “แกหมายถึงที่ไหน” พลอยไพลินชำเลืองตามองแวบเดียวก็เบนสายตาไปเป้าหมายอย่างสง่าผ่าเผย “บาร์โฮส แกหมายถึงที่นั่นใช่ไหม” กานต์พิชชาถามเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองเดาความคิดเพื่อนสาวคานทองได้ถูกต้องและเมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า “นอกจากแกจะยึดคานไว้อย่างมั่นคงแล้วยังทำตัวไร้เดียงสาอีกนะยัยเขม” เขมจิราถูกกานต์พิชชาตำหนิอย่างไม่เข้าใจ แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกพลอยไพลินเฉลยความจริงข้อนี้โดยที่มัลลิกาพยักหน้าเสริมให้เพื่อนเข้าใจ “แกลองคิดดูนะ ถ้าพวกเราไปที่นั่นก็ต้องถูกมองว่าเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อน สาวมากกิเลสที่มาคั่วเด็กหนุ่ม ที่สำคัญไปกว่านั้นฉันยังเสียดายเงินในกระเป๋า กลัวทำใจไม่ได้” “ใช่ และที่สำคัญถ้าเข้าไปสิงสถิตที่นั่นอาจเจอใครที่รู้จัก มันส่งผลถึงภาพลักษณ์ที่สั่งสมมานาน ถ้าถูกใครจับได้ว่าครูแสนสวยและรวยเว่อร์ไปเที่ยวบาร์โฮส ฉันก็ต้องเกษียณราชการก่อนอายุจริงแน่” มัลลิกาอาจารย์สอนนักเรียนแห่งหนึ่งกล่าวจบก็ทำหน้าท้อแท้ใจจนเขมจิรานึกหมั่นไส้ เพราะรายนี้มักเอ่ยถึงเด็กนักเรียนเป็นประจำ ทั้งตัดพ้อถึงข้อจำกัดของคนสวมเครื่องแบบ ที่ตนเองประสบไม่ต่างจากคนที่ยึดอาชีพเดียวกันในสังคมไทย ส่วนสองคนนั้นไม่ต้องพูดถึงแม้จะไม่ได้เป็นอาจารย์แต่ก็คลุกคลีกับพนักงานวัยรุ่นอยู่บ้าง “แกก็อยากจะลาออกวันละร้อยรอบอยู่แล้วนี่” พลอยไพลินแย้ง “นั่นก็ใช่ รอเกษียณก่อนค่อยไปก็ไม่สาย” มัลลิกาตอบกลับไป “แก่เหนียงยาน พวกนั้นจะได้ด่าให้ว่าเอาน้ำเหลืองจะไปติดพวกเขา” “พวกซะเห็นภาพเลยนะไอ้พลอย มีเงินก็เป็นพระเจ้า น้ำลงน้ำเหลืองอะไรนั่น พูดไปอย่างกะได้ยิน” มัลลิการีบท้วง “แล้วการที่พวกแกมาที่นี่มันจะมีประโยชน์อะไร” เขมจิราถาม ได้แค่มองสัมผัสก็ไม่ได้ “เฮ้อ! ท่าทางความเศร้าที่สะสมจากการถูกแฟนหนีไปแต่งงานกับเจอคนไม่ถูกใจกลบความฉลาดและบดบังหนทางสว่างในชีวิตของแกใช่ไหม นี่นะ อย่างแรกเรามาวัดเพราะต้องมามูตามกระแสและความเชื่อ ครั้งที่เราไปบนตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยจำได้ไหม แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า… อืม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต้องที่วัดก็ได้แต่บังเอิญว่ามันเป็นผลพลอยได้ ก็เพราะคนมาวัดมักมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ หากใครคนใดคนหนึ่งเป็นลมก็อาจจะมีผู้ชายเรี่ยวแรงดีมาประคองเผลอๆ อาจอุ้มเหมือนเจ้าหญิง กำไรล้วนๆ” “พวกแกก็คิดได้เนอะ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ให้ลูกผัวพวกแกมาอุ้มเสียเลยเล่า” “ผัวคือเจ้ากรรมนายเวรที่ช่วยผลิตบ่วงมาคล้องคอ แต่ชายคนอื่นคือหนทางสว่าง ช่วยแยกแยะนรกกับสวรรค์ให้ชัดเจนด้วย” พลอยไพลินตอบอย่างไม่รีรอ ทำให้เธอนึกวนไปเมื่อครั้งที่ตนเองเป็นเด็กมัธยม ก็เพราะสามสาวนี้แหละที่ลากเธอไปขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าสู่โรงเรียนชายล้วน และเมื่อใดก็ตามที่รถติดไฟแดง พวกเธอทั้งสี่คนมักจะแสดงสีหน้าเปี่ยมความสุขแตกต่างจากผู้โดยสารคนอื่นนั่นเพราะพวกเธอจะได้เห็นเด็กหนุ่มหลายคนเดินออกมาจากประตูรั้วโรงเรียน และกระซิบกระซาบถึงความหล่อเหลา บางครั้งยังแอบแวะไปนั่งอ่อยความสวยรวยเสน่ห์ที่ห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แต่ดันเจออาแปะอาม่ามานั่งจิบน้ำชาและคุยสรวลเสเฮฮาบนสวนอาหาร “แล้ว ใครจะเป็นลมดี” “ยัยมัลเลย ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง” “แกสิยัยกานต์ ผอมแห้งแรงน้อย เอ๊ะ! หรือแกไอ้พลอย รูปร่างเหมาะเป็นสหายกับความดัน” สุดท้ายกลับมาโต้เถียงเรื่องรูปร่างและโรคที่มักจะมาคู่กับคนสูงวัยในอนาคต เธอยังคิดว่านิสัยนี้ของเพื่อนจะเบาลงไปหลังจากที่ทุกคนแต่งงานแล้ว แต่นิสัยก็คือนิสัยต่อให้อายุมากขึ้น ไม่ได้ทำให้ความกล้าน้อย ไม่สิ ต้องมีน้อยลงตอนอยู่กับลูกกับผัว แต่กระนั้นพวกเธอก็เหมือนสุนัขที่ได้แต่เห่าทว่าไม่เคยลงไปเล่นในสนามจริง พวกเธอทุกคนยังตระหนักรู้ถึงความผิดชอบชั่วดี ไม่ทำผิดศีลธรรม และการสนทนาก็เป็นเพียงเรื่องขบขันไม่ได้ทำจริงอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด หากเป็นสมัยวัยรุ่นล่ะก็ไม่แน่ สาเหตุน่ะหรือง่ายมาก ในเมื่อพวกเธออายุ ไม่ใช่สาววัยสิบเจ็บเจ็ดสิบแปดหรือยี่สิบกว่าใบหน้าอาจไม่เต่งตึง ดึ๋งดั๋ง ใบหน้าสวยใสดึงดูดเพศตรงข้าม หุ่นอาจจะไม่เซี๊ยะน่าเจี๊ยะน่ามองเหมือนก่อนใครจะกล้าทำเหมือนพวกเ*******ูที่ยิ่งแก่ยิ่งตัณหากลับกันเล่า “แต่ฉันว่าหน้าตาเรากับหุ่นก็พอดึงดูดอยู่นะ” กานต์พิชชาเอ่ย “ถ้าไอ้เขมกับไอ้พลอยน่ะไม่แน่ แต่แกหมดหวัง” “ทำไม” “ยังต้องให้พูดอีกเหรอ ผู้ชายเขาชอบผู้หญิงหุ่นดีไม่ใช่ราชินีช้างน้อย” “ปากรึนี่ไอ้มัล ก่อนพูดนี่ดูร่างแกก่อนไหม เหมือนซอมบี้ไปทุกวัน” “เทรนผอมกำลังมาแรง” “ผัวเลี้ยงแบบบุฟเฟต์มากกว่า” “ใช่ไง บุฟเฟต์ผัก” มัลลิกาตอบพร้อมกับสายตาเห็นชายมีหนวดเดินผ่าน เธอก็เอยปากถามเพื่อนๆ ในกลุ่ม “แกรู้ไหมทำไมผู้ชายถึงมีหนวดแต่ผู้หญิงไม่มี” กานต์พิชชาครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า มัลลิกายกมุมปากยิ้มแล้วพูดต่อ “มีเรื่องเล่าว่า สามขนเป็นเพื่อนกันแต่อยู่กันคนละที่ วันหนึ่งขนที่อยู่บนหน้าผู้ชาย ไปเยี่ยมขนที่อยู่บนหว่างของผู้หญิง ระหว่างที่เครากำลังสนทนาขนของผู้หญิงอย่างถึงรสถึงชาติ จู่ๆ ขนหญิงนั้นก็เอ่ยปากบอก ‘รู้สึกคิดถึงขนชายจัง เครารู้ไหมว่าฉันจะเจอเขาได้ที่ไหน’ เครารีบตอบทันใด ‘ไม่ต้องเป็นกังวล เดี๋ยวอีกสักพักน้องญิงจะได้เจอพี่ใหญ่เราแล้ว’ พูดจบประโยคเคราก็ขอตัวลาเพื่อให้ขนหญิงขนชายได้สนทนากันนานๆ อย่างดุเดือด” มัลลิกาเล่าเรื่องทะลึ่งจบ กานต์พิชชาก็ส่งสายตาเจ้าเล่ห์ “แต่จริงๆ ไม่มีหนวดเคราไปพบได้นะ” “ขนหญิงพวกเราล้วนเกลี้ยงเกลา เคราคงบอกเสมอกัน” “ขนชายบางคนอาจหายตามไปด้วย” “พูดอะไรกันเนี่ย ผัวแกสามคนคงไม่บ้าไปแวกซ์ขนออกหมดหรอก” “แกรู้ด้วยรึว่าพวกฉันกำลังพูดเรื่องอะไร?” “อยู่กับพวกแกมาตั้งนาน ไม่รู้ก็ควายแล้วแหละ” เขมจิราท้วง ถึงยังไม่มีสามีแต่เรื่องเล่าทะลึ่งๆ พรรค์นี้เธอฟังมาจนหมดแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD