ตอนที่ 1 ตัวประกัน
“รวมตัวภายในหนึ่งชั่วโมง” เมื่อข้อความเด้งเข้ามาในมือถือที่จอแตกไปครึ่งหนึ่ง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของก็ทิ้งทุกอย่างตรงหน้าแล้วรีบสวมเครื่องแบบทันที
“หนักหน่วง ฉับไว สมชาติอาชา” มันคือคำขวัญประจำหน่วยอาชา
ตำรวจนับพันอยากมีตราอาชาประดับที่หน้าอกมันคือรูปม้าขนาบข้างด้วยปืนสองกระบอกแต่การฝึกสุดโหดทั้งร่างกายและจิตใจทำให้ผู้เข้าสมัครหลักพันผ่านหลักสูตรแค่หลักสิบและนายเก่งกาจ กำจัดภัยก็คือหนึ่งในสิบของหน่วยอาชา
“เตรียมชิงตัวประกัน พื้นที่ขอกำลังเสริมมา” เพื่อนในหน่วยที่มาถึงก่อนอธิบายแบบรวบรัด
เก่งกาจพอทราบเรื่องราวมาบ้างจากสื่อออนไลน์ต่างๆ แต่ข้อมูลสับสนไม่เหมือนกันสักที่ บ้างก็ว่าตัวประกันตายหมด บ้างว่าหนีออกมาได้ส่วนหนึ่ง บ้างว่ายังอยู่ในมหาวิทยาลัยและได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่อีกไม่กี่อึดใจเมื่อรถหุ้มเกราะไปถึงที่หมายความจริงและภารกิจทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น
อาชาคือตำรวจหน่วยพิเศษที่เชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกประเภท ผ่านการอบรมหลักสูตรต่อต้านการก่อการร้าย เทคนิคการป้องกันตัวหลากหลายแบบและยังไปอบรมที่ FBI อีกหลายสิบหลักสูตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและนำความรู้มาปรับใช้
“ทำอะไรอยู่วะ” เก่งกาจถามเพื่อนในชุดพร้อมรบที่นั่งเคียงกัน
“กำลังจะจับเมียทำลูก” คนข้างๆ ตอบ
“มึงก็ตอบไม่เกรงใจคนโฉดเลย” คนถัดไปบอก
“ไอ้เก่งมันกำลังจับหมอนข้างทำเมีย มึงไม่รู้อะไร” เพื่อนฝั่งตรงข้ามพูดแล้วผู้ชายอีกสิบกว่าคนก็หัวเราะกับมุกประจำหน่วย
“เสือก !” เก่งกาจตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
“ถ้ารอดกลับไปกูจะสั่งแซลมอนมาแดกสักสิบโล” เก่งกาจอาลัยเจ้าปลาสีส้มเนื้อนุ่มเหลือเกิน กำลังจะเข้าปากแล้วเชียวแต่ก็โดนเรียกตัวซะก่อน เพื่อนที่นั่งข้างๆ ตบไหล่ให้กำลังใจ คนที่เหลือก็เงียบไปเพราะทุกคนรู้ดีว่าการเข้าร่วมภารกิจแต่ละครั้งมีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้กลับไปหาคนที่รักหรือกลับไปแบบเป็นๆ ครบสามสิบสองประการ
แต่พวกเขาหาได้กลัวไม่…พวกเราอาชาพร้อมพลีชีพปกป้องชาติและประชาชน
ครึ่งชั่วโมงหน่วยอาชาก็มาถึงที่หมาย จุดเกิดเหตุอยู่ใกล้สนามฟุตบอลของเอกชน ทางหน่วยจึงประสานขอใช้พื้นที่ซึ่งเจ้าของเต็มใจเป็นอย่างยิ่งแถมยังมีน้ำใจเตรียมน้ำและอาหารไว้ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคน กองทัพนักข่าวและประชาชนก็ไปรวมกันที่นั่นด้วย
“หน่วยหนึ่งนำเข้าไปแล้ว หน่วยของเราจะเข้าไปเสริมเพื่อชิงตัวประกัน” ผู้บัญชาการของหน่วยอาชาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ในสังกัด มีการวางแผนเพื่อความรัดกุมแล้วก็ถึงเวลาที่หน่วยอาชาต้องเข้าพื้นที่
“หนักหน่วง ฉับไว สมชาติอาชา” ตำรวจหน่วยพิเศษทั้งยี่สิบคนกอดคอกันแล้วเปล่งคำขวัญเพื่อปลุกจิตใจให้ฮึกเหิม จากนี้คือนาทีชีวิตที่ย้อนคืนไม่ได้ถ้าพลาดคือตาย
จุดเกิดเหตุคือห้องสมุดในมหาวิทยาลัย นักศึกษาบางส่วนที่หนีออกไปไม่ทันซุกซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ต้องขอบคุณโลกออนไลน์ที่ทำให้หน่วยรู้พิกัดที่แน่ชัดของคนร้ายเพราะน้องๆ นักศึกษาคอยรายงานสถานการณ์แบบเงียบๆ ผ่านช่องแชทกับอาจารย์และเพื่อนๆ
หน่วยอาชายี่สิบคนแยกเป็นสิบคู่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของห้องสมุดและจุดบอดต่างๆ ชั้นหนึ่งถึงสามเคลียร์ตามข่าวกรองเหลือแค่ชั้นสี่กับชั้นห้าที่มีตัวประกัน
“อาจารย์ !!! หนูอยู่ชั้นสาม ข้างๆ ตู้รางวัล” นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเพิ่งเสี่ยงชีวิตเดินไปหยิบแบตเตอรี่สำรองที่ตกอยู่บนพื้นแล้วเสียบเข้ามือถือตัวเอง โชคดีเหลือเกินที่มันยังใช้งานได้ ไอ้โจรมันชั่วช้ามากตัดไฟทั้งตึกจนมืดตื้อมันต้องไม่ใช่มือสมัครเล่นกิ๊กก๊อกแน่ๆ
“แต่พวกฉันเกี่ยวอะไรด้วย” สาวน้อยคิดด้วยความคับแค้นใจ ฉันไม่น่าเป็นคนดีเข้ามาคืนหนังสือเลยให้ตายสิแทนที่จะตรงกลับบ้าน รู้งี้ยอมเสียค่าปรับสิบกว่าบาทก็ไม่ต้องมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ในนี้แล้ว
“ตัวประกันหญิงหนึ่งคน ติดอยู่ชั้นสาม”
“อาชาสิบ อาชาเจ็ดรับทราบ” เก่งกาจคืออาชาเจ็ดและนวพลคืออาชาสิบตอบรับ จากนั้นจึงเคลื่อนที่กลับลงไปชั้นสามอย่างว่องไวแต่เงียบกริบ
“ระวังหลังให้ด้วย” นวพลบอกแล้วออกจากที่กำบัง
“น้องครับ มาทางนี้” ผมเห็นเธอแล้ว นักศึกษาหญิงทำตามที่บอกอย่างเคร่งครัดคือหมอบอยู่กับพื้น คอยรายงานความเคลื่อนไหวผ่านแชทหลักของมหาวิทยาลัยและที่สำคัญปิดเสียง ปิดสั่น เปิดไฟหน้าจอให้สว่างน้อยที่สุด
ภารกิจของทั้งสองคือนำตัวประกันออกจากตึกจะมากจะน้อยก็ต้องหาทางพาออกไปให้ได้ หากหลบซ่อนต่อไปแล้วเกิดการปะทะจะเสี่ยงต่อการสูญเสียโดยไม่จำเป็น
สองหน่วยพิเศษกับเด็กสาวที่กลัวจนตัวสั่นเคลื่อนที่ลงชั้นล่างไปตามแนวกำบัง จากการรายงานคนร้ายยังอยู่ที่ชั้นสี่แต่ก็นอนใจไม่ได้
“ชั้นสองเคลียร์” เก่งกาจได้รับการยืนยันจากคนในหน่วยจึงพาตัวประกันเดินลงไปที่ชั้นนั้นโดยมีนวพลคอยระวังหลังและชั้นหนึ่งก็ยังเงียบไร้การเคลื่อนไหวอีกเพียงไม่กี่ก้าวกัลยกรก็จะได้รับอิสระ
“ปังๆ” เสียงปืนดังขึ้นสองนัดแล้วตามด้วยเสียงกรีดร้อง คนร้ายซุ่มยิงจากชั้นสี่แล้วหายตัวไปราวกับล่องหนได้
“แค่ถากๆ ต้องหาที่หลบก่อน ยังไม่ปลอดภัยจนกว่าชั้นสี่จะยืนยัน” เก่งกาจบอกเพื่อนที่เข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง กัลยกรจึงโดนประกบหน้าหลังจากตำรวจที่โผล่มาแค่ลูกตาเพราะเขาใส่ชุดพรางแบบแขนและขายาวแถมใส่ไอ้โม่งด้วย
“ปังๆๆๆ” ขณะพากันเคลื่อนที่ไปด้านหน้าคนร้ายก็ยิงปะทะอีกครั้ง นวพลโต้กลับโดยมีเก่งกาจคอยเป็นกำลังเสริมเพราะตอนนี้แขนข้างที่ถนัดอาบไปด้วยเลือดสดๆ
“หลบหลังตู้ ไป !” นวพลผลักเพื่อนกระเด็นไปอีกทาง เก่งกาจจึงกระชากแขนนักศึกษาคนนั้นมาด้วย
“ฉิบหาย ! ขอโทษครับ” ตู้ไม้ที่พังไปครึ่งหลังมีเศษแหลมๆ ยื่นออกมา เก่งกาจไม่ทันระวังจึงโดนเกี่ยวเข้าที่ไอ้โม่งแล้วผ้าเกือบครึ่งก็ครูดติดอยู่กับซากตู้ นั่นแปลว่าใบหน้าของผมไม่ได้รับการปกปิดแล้ว
“ห่วงแขนก่อนไหมคุณ” ฉันบอกคนที่วุ่นวายอยู่กับหน้าทั้งที่แขนมีเลือดไหลอาบ
“ผมให้ใครเห็นหน้าไม่ได้” เก่งกาจยืนยัน กฎข้อนี้เป็นกฎสูงสุดการเผยตัวต่อบุคคลภายนอกในขณะปฏิบัติหน้าที่คือโทษที่ร้ายแรงมาก นอกจากจะทำให้ตัวเองได้รับอันตรายยังเสี่ยงต่อคู่หูและสมาชิกในหน่วย
“ใช้นี่แทนได้ไหม” ฉันเปิดกระเป๋าเป้แล้วหยิบเสื้อยืดสีชมพูส่งให้ วันนี้ฉันหอบเสื้อผ้ามาเรียนด้วยเพราะจะกลับบ้านที่สระบุรี
“ขอบคุณครับ” ผมรับมาแล้วผูกเสื้อปิดหน้าไว้
“แขนคุณดูไม่ดีเลย” ฉันมองชุดสีเขียวเข้มที่ตอนนี้แขนเสื้อกลายเป็นสีดำไปแล้วเพราะเลือดไหลไม่หยุด
“ไกลหัวใจครับ คุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าได้สัญญาณเมื่อไหร่ผมจะพาคุณออกไปทันที”
“เอาเอ่อ … เสื้อยืดแล้วกัน” กัลยกรเปิดกระเป๋าอีกครั้ง ฉันเจอผ้าอนามัยแต่แล้วก็เปลี่ยนใจถึงจะมั่นใจในความสะอาดแต่เขาคงไม่สะดวกใจเท่าไหร่
“ผ้าอนามัยก็ได้ครับ มันซับเลือดดีกว่า”
“คุณไม่ถือนะ”
“ไม่เลยครับ เท่าไหร่ครับ”
“โอ๊ย ! นี่คุณเสี่ยงตายมาช่วยฉันนะคะ กะอีแค่ผ้าอนามัยห่อเดียวฉันไม่คิดเงินหรอก เอาไปเลยค่ะ”
“เสื้อคุณใหม่มากเลย เพิ่งซื้อใช่ไหม” เก่งกาจชวนอีกฝ่ายคุยเพื่อลดความตึงเครียด
“ใช่ค่ะแต่ไม่เป็นไรหรอกตัวไม่กี่ร้อย” ฉันนั่งกอดเข่าสายตามองไปที่พื้น ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะอยู่ใกล้ความตายขนาดนี้ พ่อกับแม่คงเป็นห่วงน่าดูแถมมือถือก็หล่นหายไปแล้ว
“คุณชื่ออะไรเหรอ” ฉันถามเพราะนึกออกแค่นั้น
“ผมบอกไม่ได้”
“จริงด้วย ขอโทษนะคะแต่ฉันไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร”
“คุณเรียนอยู่ปีไหนแล้ว”
“ปีหนึ่งค่ะ คณะนิเทศ”
“เรียนจบแล้วอยากเป็นอะไรครับ”
“นักข่าวค่ะ” กัลยกรตอบโดยไม่ต้องคิดเพราะสิ่งนี้อยู่ในหัวของฉันมาหลายสิบปี ภาพเดียวที่ชัดเจนมาตลอดก็คือได้ถือไมค์ออกหน้ากล้องได้สัมภาษณ์ผู้คนได้ค้นหาความจริง
เขาชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย ในความหวาดกลัวก็ได้อารมณ์ขันเข้ามาช่วยผ่อนคลาย ที่ผ่านมาฉันคิดว่าทหาร ตำรวจและคนในเครื่องแบบจะต้องจริงจังขึงขังตลอดเวลาแต่แท้ที่จริงพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์เหมือนคนทั่วๆ ไป
คนเราต้องเข้มแข็งแค่ไหนกันนะถึงได้เล่าเรื่องขำขันทั้งที่แขนเลือดไหลไม่หยุดเป็นฉันคงเป็นลมหรือนอนนิ่งๆ เพื่อประหยัดพลังงาน ดีกว่ามาชวนคนแปลกหน้าคุยเรื่องไร้สาระเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันต้องขำแบบไร้เสียงหัวเราะ
“กรี๊ดดดดด” กัลยกรแหกปากลั่นแล้วก็โดนอุดปากไว้ ชั้นบนกำลังกราดยิงกันชุดใหญ่
“ตุบ !” มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อหน้าฉันชัดเจนทั้งภาพและเสียง คนร้ายใบหน้าอาบเลือดพลัดหล่นจากชั้นสี่แล้วกระแทกกับเคาน์เตอร์ชั้นหนึ่ง เกิดความโกลาหลอยู่พักใหญ่กับตึกห้องสมุด เจ้าหน้าที่ไม่รู้กี่สิบหน่วยกรูกันเข้ามาโดยที่ฉันได้รับคำสั่งให้นั่งนิ่งๆ และเงียบกริบที่สุด
“เคลียร์ !” เสียงกึกก้องดังกระหึ่มขึ้นมาพร้อมกันแล้วฉันก็โดนประกบหลังแบบก้าวต่อก้าว อึดใจต่อมาฉันก็ถูกนำไปส่งที่เต็นท์ของผู้ประสบภัยเพื่อตรวจร่างกาย
ในความวุ่นวายฉันไม่ได้ขอบคุณไม่ได้บอกลาคนที่ช่วยชีวิตเลยแต่ฉันไม่มีวันลืมใบหน้า น้ำเสียง ความอ่อนโยนและความสุภาพของเขาแน่ๆ
ทั้งชีวิตก็ลืมไม่ได้