นิ้วมือเรียวที่เพิ่งโอบอุ้มชีวิตคนไข้ให้รอดพ้นจากความตายเมื่อครู่ เอื้อมขึ้นไปจับเชือกเส้นเล็กที่ห้อยลงมาจากเพดาน...
กริ๊ก...
หลอดไฟไส้แก้วเปราะบางกลางห้องกะพริบถี่ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะสาดแสงสีเหลืองนวลออกมา ขับไล่ความมืดให้ถอยร่นไปจนสุดมุมห้อง หลอดไฟดวงเก่ายังคงแกว่งไกวไปมาตามแรงดึง ทำให้เงาของเครื่องมือทรมานบนผนังเต้นระบำวูบวาบอย่างน่าสยดสยอง
แสงสว่างเผยให้เห็น "ร่างบาง" ที่ขดตัวสั่นเทาอยู่ในมุมมืด สภาพถูกมัดมือมัดเท้าแน่นหนาด้วยเชือกป่านเส้นหนา เสียงหอบหายใจรวยรินด้วยความหวาดกลัวดังลอดออกมาแข่งกับเสียงหลอดไฟที่ดังจี่ๆ
กาเบรียลมองภาพเหยื่อตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... ความสงบนิ่งแบบคุณหมอผู้ใจดีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มแสยะกว้างจนเห็นฟันขาว ตัดกับเงามืดที่พาดผ่านใบหน้าอันหล่อเหลา มันคือรอยยิ้มของปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากบุญธรรม
เสียงสวดมนต์ของสองแม่ลูกที่โรงพยาบาลยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา เขาแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสั่นสะท้านนั้นอย่างเชื่องช้า
"รู้ไหม... เมื่อกี้ที่โรงพยาบาล มีคนสวดอ้อนวอนขอบคุณพระเจ้ากันยกใหญ่... พวกเขาบอกว่าพระเจ้าส่งทูตสวรรค์มาโปรด"
เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าร่างนั้น มือหนาเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นสบตา แววตาของเขาว่างเปล่าไร้ซึ่งความเมตตา
"น่าขันสิ้นดี..." กาเบรียลกระซิบเสียงต่ำ พลางใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามกรอบหน้าของเหยื่อราวกับกำลังพิจารณางานศิลปะ
"ไหนล่ะพระเจ้า? ถ้าพระองค์มีตัวตนจริง... ถ้าพระองค์ศักดิ์สิทธิ์นัก... ก็ให้พระองค์เสด็จลงมาตอนนี้สิ"
เขาผละมือออกแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปหยิบมีดผ่าตัดคมกริบจากถาดขึ้นมาถือไว้ แสงไฟสะท้อนคมมีดวาววับเข้าตาเหยื่อ
"ให้พระองค์ลงมาจับมือผม... ลงมาหยุดผม... ลงมาช่วยคุณออกไปจากนรกขุมนี้สิ!"
กาเบรียลหัวเราะเสียงต่ำดังก้องห้องใต้ดิน ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปหาร่างนั้น พร้อมกับเงาของเขาที่ทาบทับลงไปจนมิด ราวกับปีกของมัจจุราชที่กำลังกางออก
กรี๊ดดดดดดดด....
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังแผดก้องไปทั่วห้องใต้ดินทึบ แต่เสียงนั้นกลับไม่อาจเล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอกได้ กาเบรียลไม่รอช้า เขาตรงเข้ากระชากร่างบางที่ถูกมัดมือมัดเท้า เหวี่ยงลงไปนอนคว่ำบนเตียงเหล็กขนาดสามฟุตที่ตั้งอยู่กลางห้อง กลิ่นสนิมจากเตียงคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับชื้น
เขาจัดการตรึงร่างของเธอให้นอนคว่ำหน้าไว้กับหัวเตียงและท้ายเตียงอย่างชำนาญ เชือกเส้นหนารัดแน่นจนบาดผิวเนื้อ
"คุณหมอ... ฮือ... หยุดเถอะค่ะ ฉันกลัวแล้ว!" หญิงสาวสะอื้นไห้ ใบหน้าแนบไปกับฟูกเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดกรัง "ฉันสัญญา... ฉันสาบานว่าจะไม่บอกใคร ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ได้โปรด!"
กาเบรียลมองคำอ้อนวอนนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าดุจมองสิ่งไม่มีชีวิต เขาเดินอ้อมไปด้านข้างโดยไม่พูดพรรณนา มือหนาเอื้อมไปจับท่อนแขนเรียวของเธอไว้มั่น แล้วออกแรงกระชากและหักมันอย่างรวดเร็ว
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักดังก้อง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่แทบจะขาดใจ หญิงสาวดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม เธอเปลี่ยนจากคำขอร้องเป็นคำด่าทอด้วยความแค้นเคือง
"ไอ้ปีศาจ! แกมันไม่ใช่คน! พระเจ้าจะลงโทษแก... แกจะต้องตกนรก!"
คำสาปแช่งนั้นกลับเป็นดั่งดนตรีไพเราะเสนาะหูสำหรับกาเบรียล มุมปากเขายกยิ้มกว้างขึ้น แววตาเป็นประกายวาววับด้วยความพึงพอใจ
"นรกเหรอ..." เขาพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมีดผ่าตัดเล่มเล็กที่วางอยู่บนถาด แสงไฟสีส้มส่องกระทบคมมีดวาววับ
"ได้โปรด... อย่า..." เสียงของเธอแผ่วลงด้วยความอ่อนแรงและความเจ็บปวด แต่กาเบรียลไม่หยุด เขาจรดปลายมีดลงบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธออย่างใจเย็น ราวกับศัลยแพทย์ที่กำลังเริ่มลงมือผ่าตัดครั้งสำคัญ
คมมีดกรีดลึกลงไปในผิวเนื้อ เลือดสีแดงสดค่อยๆ ซึมออกมาเป็นทางยาว หญิงสาวดิ้นทุรนทุรายทำให้เตียงเหล็กโยกคลอนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบาดหู เสียงร้องโหยหวนของเธอดังระงม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมา
"พระเจ้า... ช่วยลูกด้วย... พระบิดาเจ้าขา ได้โปรดส่งใครมาช่วยลูกที..."
เมื่อได้ยินคำสวดอ้อนวอน กาเบรียลยิ่งรู้สึกถึงชัยชนะที่ท่วมท้น เขาออกแรงกดมีดและลากยาวขึ้น แสยะยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าพระเจ้าที่เธอร้องเรียกไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาหยุดยั้งเขาเลยแม้แต่น้อย
มือหนาจับแผ่นหนังที่ถูกกรีดแยกออก แล้วออกแรงดึงเฮือกสุดท้ายอย่างแรง!
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะเมื่อร่างบนเตียงกระตุกเกร็งและแน่นิ่งไปจากความช็อก กาเบรียลมองผลงานศิลปะสีเลือดตรงหน้า เลือดสีแดงฉานอาบย้อมแผ่นหลังและไหลนองลงสู่พื้น
"ฮะ... ฮ่าๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก้องกังวานไปทั่วห้องใต้ดิน เขากางแขนออกกว้างท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง เงาของเขาทาบทับร่างที่แหลกเหลว สื่อถึงอำนาจที่เหนือกว่าทุกสิ่ง
เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูของร่างที่ไร้สติ ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจ
"ร้องเรียกหาพระเจ้าไปทำไม... ในเมื่อผมยืนอยู่ตรงนี้... ผมนี่แหละ คือพระเจ้า"
At High Street Kensington
แสงตะวันยามเช้าทอประกายอบอุ่น แหวกม่านเมฆสีเทาที่มักปกคลุมลอนดอนลงมาอาบไล้ทั่วเมือง เป็นเช้าที่อากาศสดใสผิดหูผิดตา แม่น้ำเทมส์สะท้อนแสงแดดระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร
บนถนนปูด้วยหินคอบเบิลสโตน ผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตกันอย่างขวักไขว่ หนุ่มสาววัยทำงานปั่นจักรยานไปทำงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สุภาพบุรุษในชุดสูทแตะปีกหมวกโค้งทักทายกันเมื่อเดินสวนทาง ร้านเบเกอรี่ส่งกลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ลอยฟุ้งไปทั่วตรอก เรียกรอยยิ้มจากเด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่กำลังวิ่งวุ่น
โลกภายนอกช่างดูงดงามและเปี่ยมไปด้วยความหวัง...
ณ คลินิกเวชกรรมไฮสตรีท
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดัง กรุ๊งกริ๊ง สดใส เมื่อเอมิลี่ผู้ช่วยประจำคลินิก ไขกุญแจเปิดประตูเข้ามาเป็นคนแรก เธอสูดอากาศยามเช้าเข้าปอดลึกๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยความกระฉับกระเฉง
หญิงสาวฮัมเพลงลูกทุ่งอังกฤษทำนองสนุกสนานเบาๆ ในลำคอ ขณะหยิบไม้ขนไก่ขึ้นมาปัดฝุ่นตามชั้นวางยาและขอบหน้าต่างอย่างพิถีพิถัน ผ้าขี้ริ้วผืนสะอาดถูกนำมาเช็ดถูเคาน์เตอร์ไม้จนขึ้นเงาวับ ไร้ซึ่งฝุ่นผงแม้แต่นิดเดียว เมื่อทุกอย่างสะอาดตา เธอจึงทิ้งตัวลงนั่งหลังเคาน์เตอร์ รวบรวมแฟ้มประวัติคนไข้ที่วางซ้อนกันมาจัดเรียงเข้าหมวดหมู่เตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน
กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง ประตูไม้บานสวยถูกผลักเข้ามา เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของ หมอกาเบรียล ที่ก้าวเข้ามาในร้าน
วันนี้เขาสวมชุดสูทสีเทาอ่อนตัดเย็บประณีต รับกับเนคไทสีเข้มที่ผูกไว้อย่างเรียบร้อย ผมสีดำขลับถูกเซตทรงเปิดหน้าผากเผยใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน กลิ่นน้ำหอมโคโลญจน์จางๆ ลอยมาแตะจมูก ให้ความรู้สึกสดชื่นและน่าหลงใหล ไม่มีร่องรอยของปีศาจร้ายเมื่อคืนหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
แม่บ้านสาวรีบวางมือจากเอกสาร เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เจ้านายหนุ่มทันที
"อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณหมอ!" เธาทักทายเสียงใส แก้มขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยด้วยความขวยเขิน "วันนี้คุณหมอแต่งตัวหล่อจังเลยนะคะ สีหน้าก็ดูสดชื่นมาก... เมื่อคืนคงได้พักผ่อนเต็มที่สินะคะ?"
"ครับ... ผมได้ทำงานฝีมือที่ชอบ เลยหลับสบายเป็นพิเศษเลยครับ"
กาเบรียลตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม แววตาเป็นประกายลึกล้ำที่ยากจะอ่านออก ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้ผู้ช่วยสาว แล้วเดินหายเข้าไปในห้องตรวจ เพื่อเตรียมอุปกรณ์สำหรับการรักษาในเช้านี้
เอมิลี่หญิงสาวผู้ทำหน้าที่เป็นทุกอย่างของคลินิกแห่งนี้ ตั้งแต่แม่บ้านปัดกวาดเช็ดถู เสมียนหน้าเคาน์เตอร์ ไปจนถึงผู้ช่วยพยาบาล มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะเพียงแค่ได้รับรอยยิ้มจากเจ้านายหนุ่ม
แต่เธอไม่มีเวลาให้เพ้อฝันนานนัก เมื่อเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการมาถึงของคนไข้กลุ่มแรก เอมิลี่รีบปรับสีหน้าให้เป็นงานเป็นการ หยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาเตรียมจดบันทึก
"เชิญลงชื่อและรับบัตรคิวทางนี้เลยค่ะ" เธอกล่าวต้อนรับด้วยความคล่องแคล่ว
วันนี้คนไข้ไม่ได้หนาแน่นจนล้นทะลัก แต่ก็มีทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในละแวกนั้นที่เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ขณะที่กาเบรียลกำลังง่วนอยู่กับการตรวจคนไข้รายแรกอยู่หลังประตูห้องตรวจที่ปิดสนิท บรรยากาศด้านนอกก็ดำเนินไปตามปกติ
เอมิลี่ก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสารบนโต๊ะ แต่หูของเธอกลับได้ยินบทสนทนาแผ่วเบาจากมุมห้องนั่งรอ
หญิงวัยกลางคนสองคนในชุดกระโปรงบานลายดอกไม้ สวมหมวกปีกกว้างกำลังนั่งชิดกัน กระซิบกระซาบด้วยสีหน้าออกรสออกชาติ ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน แต่ก็อยากให้โลกได้รับรู้
"นี่... เธอได้ยินเรื่องนังเด็กเสิร์ฟที่บาร์ตรงหัวมุมถนนหรือยัง?" ป้าคนหนึ่งเปิดประเด็น พลางยกพัดขึ้นปิดปาก
"คนที่ชื่อเบ็ตตี้น่ะเหรอ? ที่ว่าหายตัวไปตั้งหลายวันก่อนใช่มั้ย?" อีกคนทำตาโต ตอบกลับทันควัน
"ใช่! หายต๋อมไปเลย ไม่กลับบ้านกลับช่อง ฉันเห็นแม่ของเธอเดินตามหาให้วุ่นเมื่อเช้านี้"
"โถ่เอ๊ย... จะไปยากอะไรล่ะ" ป้าคนแรกเบ้ปาก ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างดูแคลน "สาวทำงานกลางคืนแบบนั้น หน้าตาก็สะสวยจริตจะก้านแพรวพราว ฉันว่าป่านนี้คงหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชายไปแล้วล่ะสิไม่ว่า"
"นั่นสินะ... สมัยนี้ไว้ใจไม่ได้เลย พวกใจแตกเนี่ย คงหายไปกับหนุ่มเศรษฐีสักคนแล้วทิ้งแม่ไว้ข้างหลังล่ะมั้ง"
ทั้งสองพยักพเยิดเห็นดีเห็นงามกันเอง เอมิลี่ที่ไม่ได้ตั้งใจฟัง ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ กับนิสัยช่างนินทาของชาวบ้าน ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อโดยไม่เก็บมาใส่ใจ