๒.ตัวฉันในอดีต?

2274 Words
“ยัยพริกแกง! คืนนี้คลับเดิมนะจ๊ะ!” เพื่อนชายใจสาวพูดขึ้นก่อนจะพากันเดินไปขึ้นรถหลังจากเลิกงานมาได้สักพัก หญิงสาวหุ่นแซ่บไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไปพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม วันนี้เธอตั้งใจจะเมาหัวราน้ำส่งท้ายความเศร้ากับแฟนเฮงซวยที่ทิ้งเธอไปเพราะเหตุผลที่ว่าเธอไม่ให้เขาขึ้นขี่หลังจากที่คบกันมานานครึ่งปี มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด รักกันจำเป็นต้องมีอะไรกันด้วยหรือไงไม่รู้จักคำว่ารอกันบ้างเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำให้เธอกลัวที่จะทำเรื่องอย่างว่า อาจจะเพราะเธอเองก็ยังไม่พร้อมก็ได้ เธอก็พยายามที่จะเอาใจและศึกษาเรื่องนั้นมาอย่างดี แต่แฟนเก่าของเธอดันใจร้อนไม่ฟังเหตุผลอะไรเลยนี่สิ! ไม่หนำซ้ำเขายังไปมีอะไรกับผู้ชายด้วยกันแทนที่จะเป็นผู้หญิง!! ...ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรกว่ะว่าชอบผู้ชาย! คอยดูนะกูจะเอาเกย์ทำผัวหยามหน้ามันซะเลย!!... คิดไปพลางหัวเสียไป ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์คันเล็กสีแดงตามสไตล์สาวฮอตหุ่นแซ่บแต่ไม่ได้แซ่บอย่างที่แฟนเก่าได้พูดทิ้งท้ายไว้! เธอจอดรถไว้หน้าหอพักตามปกติก่อนจะรีบขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดที่เด็ดดวงอย่างที่เธอชอบ ชุดเดรสสีแดงสั้นแหวกโชว์หลังสวย มีเพียงสายโซ่คล้องเกี่ยวรั้งชุดนั้นไว้ที่คอเรียว เธอหมุนซ้ายหมุนขวายิ้มให้ตัวเองอย่างพอใจ “รีบไปดีกว่าเดี๋ยวนังโทนี่จะรอนาน” พึมพำกับตัวเองเสร็จก็รีบใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ดแล้ววิ่งหมุนวนในห้องเพื่อหยิบกระเป๋าบ้างของป้องกันตัวยามจำเป็นบ้าง เครื่องสำอางที่ต้องใช้เติมกลางดึกบ้าง ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำเล็กๆ ใกล้ประตูในห้องพักเพื่อส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยใบหน้าสวยของตัวเอง พริกแกงเป็นลูกกำพร้าที่ถูกย่าเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ของเธอเสียเพราะโรคหัวใจทั้งคู่ตั้งแต่เธออายุแค่8ขวบ เธอพยายามเรียนให้จบแต่ด้วยกำลังที่ต้องส่งตัวเองและส่งเงินเลี้ยงดูย่านั้นทำให้เธอไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย เธอต้องออกมาทำงานเพื่อส่งเสียเลี้ยงดูย่าที่แก่เฒ่าลงทุกวัน จนเธอได้มาเจอแฟนหนุ่มที่พอมีฐานะอยู่บ้างแต่แฟนหนุ่มดันเป็นคนที่มีความต้องการสูงแต่เธอกลับไม่สามารถปรนนิบัติเขาได้ จึงเป็นสาเหตุของการนอกใจไปมีกิ๊กเป็นผู้ชายและเลิกรากัน “เอาน่ายัยพริก เดี๋ยวแกก็เจอคนที่ดีเอง” พูดกับตัวเองหน้ากระจกก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับด้วยส้นรองเท้าอย่างเชิดๆ แต่.. “ว๊า..!!” โคร่ม!!! ปึ้ก!!! ...ไม่ทันที่จะกรีดออกมาได้เลยด้วยซ้ำส้นสูงคู่โปรดทำพิษซะแล้ว พาร่างของเธอล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรงก่อนที่ศีรษะของเธอจะไปกระแทกกับชักโครก ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นนั้นคือฐานชักโครกที่มีเลือดเปื้อนอยู่... ...เวรกรรมอะไรของอีพริกวะ...เนี่ย...แต่งหน้าแต่งตัวสวยซะเปล่า...ดันมาหัวฟาดชักโครกตาย!!... สองโลกคู่ขนานที่ดำเนินเดินเวลาไปพร้อมกันๆ จะห่างกันเพียงไม่นานของห้วงมิติที่ซับซ้อน ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่คาดว่าจะเป็นของเหล่านักวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ คนที่สามารถพิสูจน์ได้คงมีแต่คนที่ประสบพบเจอมันด้วยตัวเอง...แต่ก็ไม่เห็นใครเหลือรอดไปบอกเล่าต่อได้เลยสักคน... ภาพที่เหมือนดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกเพียงแต่มันมีดาวโลกอยู่สองดวงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทับซ้อนกันราวกับเป็นร่างเงา ภาพค่อยๆ ดิ่งตรงมายังพื้นผิวโลกที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ภาพความทรงจำของใครสักคนเข้ามาทับซ้อนในหัวที่หนักอึ้ง หัวใจที่หยุดเต้นค่อยๆ กลับมาเต้นอีกครั้ง ....ฉันยังไม่ตาย...เหรอ? ... “ออกพระเดินเข้ามาชิดข้าหน่อยสิขอรับ” “อืม” ตอบแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนจะเดินเข้าไปชิดจหมื่นสุนทรสหายคู่กายหลังจากที่เดินเข้ามาในโรงน้ำชาที่ที่ออกขุนทั้งสองได้วาดแผนที่ไว้ มีนางรำนางดนตรีมากมายต่างเมียงมองมายังพวกเขาพร้อมรอยยิ้มกริ่ม รอบข้างมีหลายคู่หลายนายที่เข้ามาที่นี่เพื่อเสพสมอารมณ์ตามใจชอบโดยไม่ปิดกั้น เพราะเป็นโรงน้ำชาของชาวจีนที่มีเรื่องรักร่วมเพศมาแต่โบราณ แต่สำหรับอยุธยานั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แม้จะมีอยู่มากมายหลายคู่ในชนชั้นพวกขุนนางก็ตาม ในสมัยอยุธยานี้ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ หากรู้ถึงพระกรรณเจ้าสมเด็จอาจจะถูกเนรเทศ ซ้ำยังเป็นการทำให้เสียชื่อเสียง ถือว่าเป็นอัปมงคลของวงศ์ตระกูลอีกด้วย ครอบครัวอาจจะถูกปลดจากการรับราชการทันทีหรืออาจจะมีโทษร้ายแรงกว่านั้น (อ้างอิงมาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) “หมื่นสุนทร...ข้าว่าข้าเป็นผู้โอบท่านจักดีกว่า” “ข้าว่า ข้าเป็นผู้โอบนั้นถูกต้องแล้ว...อย่างไรข้าก็มีใบหน้าคมเข้มเสียมากกว่าท่านขอรับ” “มิได้ ข้าสิต้องโอบท่าน” “เป็นข้านี้แล” ทั้งสองถกเถียงกันยื้อแย่งกันโอบรอบเอวไปมาจนไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องๆ หนึ่ง ทั้งสองชะงักงันเมื่อได้ยินเสียงของคนภายในห้องม่านสีแดงสองชั้นกั้นนั้นเจรจากันมันช่างน่าสงสัย “จักทำอย่างไรกับนางดีขอรับออกหลวง?” “ยามนี้เห็นทีจักพาศพนางออกไปมิได้ คงต้องรอรุ่งสางเสียก่อน” “ดูนางเป็นลูกเต้าเหล่าขุนนางใดกัน...จักพาเราเสียการหรือไม่ขอรับท่านออกหลวง” สองหนุ่มหน้าม่านสีแดงกั้นห้องมองหน้ากันก่อนจะค่อยย่องเบาเข้าใกล้หวังเงี่ยหูฟังให้ชัดที สองมือของทั้งสองกอบกำดาบคู่กายไว้แน่นถนัด เมื่อได้ยินถึงการจะนำพาศพไปทิ้งยามรุ่งสาง “ช้าก่อนท่านออกหลวง...ดูนางจักหายใจแล้วขอรับ” ชายฉกรรจ์อีกคนพูดขึ้นเมื่อเอาปรายนิ้วไปยังตรงปลายจมูกของหญิงสาวที่นอนหายใจโรยรินอยู่ก่อนที่ทั้งสี่คนจะสะดุ้งตัวโยน “เฮือก!!! แฮ่กๆ ..” อยู่ๆ แม่หญิงที่นอนแน่นิ่งไปกลับหายใจเข้าเฮือกใหญ่จนตัวกระตุก ลืมตาโผลงกว้างขึ้นมากรอกสายตามองรอบข้างด้วยความรู้สึกไม่คุ้นตา ครั้นจะลุกขึ้นกลับลุกไม่ขึ้นร่างกายหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่หนำซ้ำยังรู้สึกร้อนวูบวาบจนใจสั่นไปหมด ...ความรู้สึกแบบนี้มัน...แล้วที่นี่ที่ไหน.... “นางผู้นี้ทำข้าตกใจ! ทำตัวราวกับผีลืมตาย...คืนนี้ปล่อยนางเอาไว้ก่อน และตามท่านหมอมาอย่าช้าที” “ขอรับท่านออกหลวง” “ถึงอย่างไรข้าก็ปล่อยนางกลับเรือนไปมิได้ มิเช่นนั้นความลับของเราจะรั่วไหล” ว่าจบออกหลวงผู้นั้นก็เดินออกจากม่านแดงทันที สองหนุ่มที่โอบเอวกันก่อนหน้ารีบหลบเข้าไปอีกห้องที่ติดกับห้องนั้น จะเรียกว่าห้องคงจะไม่เชิงมันเป็นเพียงช่องล็อคที่มีเพียงกำแพงไม้สานกั้นเท่านั้น ทางเข้าก็มีเพียงม่านแดงสองสามผืนบดบัง พอเห็นด้านในรางๆ แต่ไม่ชัดถนัดนัก เมื่อชายทั้งสี่ออกไปจนหมดทั้งสองหนุ่มก็รีบคลี่กระดาษที่ขุนทั้งสองวาดแผนที่ให้หลังจากมาสืบเสาะเบาะแสมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเห็นแผนที่วาดนั้นเข้าใจตรงกันทั้งสองก็รีบตรงเข้าไปในห้องเมื่อครู่ทันที พลันสายตามองเห็นแม่หญิงที่หอบหายใจแรงจนได้ยินเสียง มือไม้ข้างหนึ่งประปรายร่างกายอวบอ้วนอย่างเย้ายวน...ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองอีกมือหนึ่งที่ถกร่นเข้าใต้ผ้าถุงผืนงาม “หมื่นสุนทร รีบหันไปกงโน้นด้านหลังโน่นปะเดี๋ยวนี้” “ขะ...ขอรับ” รีบตอบกลับทั้งที่ยังไม่เข้าใจพร้อมกับเดินผ่านชั้นม่านแดงออกไปม่านหนึ่ง แม่หญิงตรงหน้ากำลังทำอะไรกับตัวเองจนตัวบิดเอี้ยวไปหมด เขาเองก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรครั้นจะให้หันหนีเห็นทีจะยากที่จะหักใจ ไม่หนำซ้ำเจ้าหล่อนยังเป็นคนที่เขาต้องช่วยเสียอีกด้วยจากบทสนทนาเมื่อครู่แล้วไม่ปลอดภัยสำหรับเธอเอาเสียเลย “แม่หญิง...” “อูย...” “แม่หญิงเป็นอะไรหรือไม่?” “อา...อูย...” “แม่หญิง!” “ฮือ? ...กะ...กรี๊ดดด..อุ๊บ!!” รีบกระโจนแทบไม่ทัน มือหนาเข้าไปปิดที่ปากของหญิงสาวพร้อมกับทำท่าทางให้เธอเงียบลง หญิงสาวจ้องมองใบหน้าหล่อคมหวานนั้นอย่างอึ้งๆ ก่อนสายตาจะมองปรายไปทั่วร่างของเขา การแต่งกายที่แปลกไปหมดแต่เพราะลืมตาตื่นมาก็รู้สึกวูบวาบจนทนไม่ไหวต้องจัดการตัวเองเพื่อคลายความคั่นเนื้อคั่นตัว นึกว่าตัวเองอาจจะโดนวางยาจากในคลับแต่ไม่คิดว่าจะมาโผล่ที่นี่และเจอคนที่แต่งตัวแบบนี้...หรือเธอลืมอะไรไปหรือเปล่า...จำได้แค่เดินออกมาจากห้องน้ำไม่ใช่หรือ? ...นังโทนี่ไม่เห็นบอกว่ามีปาร์ตี้ชุดไทย!!... “จักทำเสียงอึกทึกไปไย ข้ามาช่วยแม่หญิงดอกหนา!” “อื้อ...” “...แต่มิรู้ว่าแม่หญิงจะกระทำการ...อุกอาจเช่นนี้” ได้แต่ส่งสายตาปริบๆ คำพูดที่ฟังดูไม่เข้าหูแอบไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นคำพูดสมัยโบราณ!! หรือว่าเขาจะเป็นผีโบราณหรอกเหรอ!! หรือผีนักรบ!! ...นี่ฉันช่วยตัวเองให้ผีดูเหร๊อออออ!!... ซวยซ้ำซวยซ้อน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเป็นหรือตาย แต่ตื่นมาอีกทีก็เหมือนกับถูกวางยาปลุกเซ็กซ์จนร่างกายทนไม่ไหวตอบสนองไปเองโดยไม่ได้สนใจรอบข้าง ขอแค่ให้ได้ปลดปล่อยไปก่อนค่อยลุกขึ้นหาทางหนี แต่ใครจะคิดว่าตัวเองจะมาช่วยตัวเองให้ผีนักรบโบราณดู แถมร่างกายกลับดูอึดอัดจนตัวเองลุกแทบไม่ขึ้นอีก...ตอนนี้จิตใจปั่นป่วนจนรับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!! “แม่หญิง!! ....หมื่นสุนทร! ช้าอยู่ใยรีบเข้ามาช่วยข้าแบกนางเร็ว!” “ฮึ...ใยออกพระที่ร่างกายกำยำล่ำสันถึงอุ้มนางมิได้ละขอรับ” “กลับมาดูที ว่าเหตุใดข้าจึงแบกนางมิได้” พูดจบจหมื่นสุนทรก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปมองตามที่ออกพระรามสหายรักพูดก็ถึงกับสะดุ้งชะงัก ร่างกายอวบอ้วนท้วมสมบูรณ์เกินไปของนางทำเอาเขาถึงกับรีบเข้าไปช่วยสหายรักแบกหามนางที่สลบไสลไปแล้วออกจากที่นั่น... เพราะไม่รู้ที่มาที่ไปจึงจำเป็นต้องพาแม่หญิงมายังเรือนของออกพระราม ยังดีที่บ่าวคนสนิทของออกพระตามติดไปด้วยและคอยท่าอยู่ที่เรืออยู่แล้ว เมื่อบ่าวคนดังกล่าวเห็นเหล่าเจ้านายเดินเข้ามาหาตนอย่างทุลักทุเลมากก็ถึงกับอ้าปากค้าง “ช้าอยู่ใยเล่าอ้ายทอง รีบมาช่วยข้าอย่าช้าที!” “ขะ...ขอรับท่านออกพระ” ตอบรับก่อนจะรีบขึ้นจากเรือไปช่วยผู้เป็นเจ้านายทันท่วงที “นางไปกินช้างสารมาหรือไร...ถึงได้...หนักปานนี้” จหมื่นสุนทร อดบ่นไม่ได้กัดฟันบ่นไปทั้งยังแบกร่างนางไปอย่างนั้น ก่อนที่ชายฉกรรจ์ทั้งสามจะพาร่างนางลงเรือ “เอ่อ...ท่านออกพระขอรับ...ข้าคิดว่า...เราจักไปเรือลำเดียวกันหมดทุกคนเห็นทีจักมิได้ขอรับ” ทองยกมือไหว้สาแล้วกล่าวขึ้นพร้อมกับสายตาของชายหนุ่มทั้งสองมองไปยังเรือที่ตอนนี้ผิวน้ำแทบจะเสมอขอบเรืออยู่แล้ว ทั้งสองขุนนางถึงกับส่ายหน้าไปมาก่อนที่จหมื่นสุนทรจะตบบ่าสหายคนสนิทเบาะๆ แล้วพูดขึ้น “มิต้องห่วงข้าดอกออกพระราม ประเดี๋ยวค่อยให้อ้ายทองมารับข้าเที่ยวหลังเถิด” “พูดมากความจริง ข้ามิได้ห่วงท่านเลยสักกระนิด...ข้าห่วงตัวข้าเองเสียมากกว่า ว่าเรือจักถึงเรือนก่อนหรือจักเรือล่มจมน้ำก่อน” “หึหึหึ...อย่างไรก็ฝากนางไว้สักคืน วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยสักไซร้สืบความว่านางเป็นลูกเต้าเหล่าใด” “อืม” ตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะลงเรืออย่างระแวงระวังว่ามันจะพอรับน้ำหนักได้ไหม แต่ก็ยังดีที่พอรับได้แม้ผิวน้ำจะปริ่มเสมอขอบเรือและน้ำค่อยๆ ทะลักเข้าเรือมาทีละนิดก็ตามที “ค่อยๆ พายอ้ายทอง ให้ถึงเรือนนะมึง” “ขอรับ ข้าน้อยจักพายให้สุดความสามารถเลยขอรับ” “กูบอกให้ค่อยๆ !”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD