๑.บทนำ

2110 Words
“ท่านว่ากระไร ข้าให้พวกท่านพูดใหม่” ชายหนุ่มร่างกายกำยำสูงโปร่งใบหน้าคมหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่นเมื่อการมาเจรจาว่าความกันเรื่องแผนการที่ได้รับมอบหมายมาจากเจ้าเมือง ในสมัยอยุธยาตอนกลางที่มีกษัตริย์อยุธยาองค์ที่ 8ทรงปกครองโดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อให้เหมาะกับการปกครองดินแดนอยุธยาที่ขณะนั้นมีความรุ่งเรืองถึงที่สุด การปกครองที่แบ่งเขตชัดเจนและหน้าที่ของพลเรือนและพลทหารแยกกันยามศึกสงบ แต่เมื่อใดที่มีการศึกจะต้องร่วมรบทั้งทหารและพลเรือน เพราะการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องประชาชน จัดการเหตุร้ายจับโจรจึงเป็นหน้าที่ของเหล่ากรมนครบาลอย่างพวกเขาที่จะต้องจัดการตามท้องที่ที่ได้รับมอบหมาย (กษัตริย์อยุธยาองที่ 8ได้ทรงปรับปรุงจตุสดมภ์จาก กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา และเปลี่ยนชื่อเป็น กรมนครบาล กรมธรรมาธิกรณ์ กรมโกษาธิบดี กรมเกษตราธิการ หลังจากรวมดินแดนสุโขทัย *อ้างอิงมาจาก วิกิพีเดีย พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนนา ทหาร หัวเมือง) “ท่านฟังมิผิดดอก ผู้ที่ดูเข้าท่ากับการนี้มีเพียงท่านออกพระขอรับ จริงรือไม่ท่านขุนจรูญ” ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำล่ำสันไว้หนวดการำแพนผิวเข้มหน้าคมดุเอ่ยขึ้นแล้วยิ้มกระหยิ่มกระหย่องกับชายวัยเดียวกันอีกผู้ ที่นั่งข้างๆ แต่ก็รีบหุบรอยยิ้มนั้นไปเมื่อสายตาดุของชายหนุ่มที่มียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่กว่ามองปราดมา “ขุนวิชัย จักลากข้าเข้าไปร่วมเห็นใยเล่า” ขุนวิชัยพูดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่พวกเขาเรียกว่าออกพระ “บ๊ะ! ใยจะมิได้ ในเมื่อรวมหัวกันว่าความเห็นจริงดังนั้นแล้ว” ขุนจรูญพูดขึ้นและยังมิวายหัวร่อกับสิ่งที่ตนเสนอไป “ข้าก็มิเห็นว่ามันจักเป็นอันใด ซ้ำออกพระมิเสียการใหญ่ได้ผลงานไปมิดีดอกรึ?” “ข้าเห็นดังหมื่นสุนทรว่าอีกคน” จหมื่นพันแสงพูดขึ้นและยิ้มกริ่ม จหมื่นทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทของออกพระหนุ่มรูปงามผู้นี้ แม้จะยศถาบรรดาศักดิ์ต่างกันแต่ออกพระผู้นี้กลับไม่ได้ถือยศถืออย่าง การที่ออกพระหนุ่มได้ยศตำแหน่งส่วนหนึ่งก็เพราะบารมีผู้เป็นพ่อที่เป็นถึงออกญาเลื่องชื่ออย่างออกญาพระศรีสุริยะราชาที่ใกล้ชิดสมเด็จเจ้าพระยา “มันมิได้เสียการ แต่มันเสียหน้าข้า...แม่หญิงใดรู้เข้าข้าจักเป็นอย่างไร” ออกพระราม หรือ ออกพระศรีรามเรืองเดชพูดขึ้นด้วยสีหน้าทะมึงทึง ไม่เห็นด้วยกับการนี้นัก “จักเสียได้อย่างไรกันขอรับ ท่านออกพระมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วมิใช่รือ? จักห่วงไปใยเล่า” ออกขุนวิชัยเอ่ย “คู่หมั้นคู่หมายที่ข้ามิเคยพบหน้า เห็นเพียงแค่ครั้นยังเด็กจักรู้ได้อย่างไรว่านางรับได้” “เอาเถิดหนา อย่างไรท่านก็มิได้เสียหน้าผู้เดียวเสียหน่อย ยังมีข้ากับหมื่นสุนทรเคียงข้าง” จหมื่นจรูญเอ่ยขึ้นพลางกลั้นขำ “ข้าเองก็เริ่มกังวลเสียแล้วล่ะหมื่นพันแสง ข้าหาได้มีคู่หมั้นคู่หมายดังออกพระไม่ แต่จักต้องมาแสร้งเป็นชาย*บันเฑาะก์นอกรีต ก็หนักใจอยู่...ซ้ำยังต้องควงคู่ชายเหนือชายกับออกพระรามด้วยแล้วยิ่งเหนื่อยหนักใจ” (*บันเดาะ เอาไว้เรียกชายที่รักกับชายด้วยกันในสมัยนั้น) จหมื่นสุนทรหนุ่มพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดลอบมองออกพระรามเป็นระยะอย่างเหนื่อยหนัก ออกพระรามเองก็ยิ่งฉุนเฉียวเมื่อเห็นสายตาเช่นนั้น “มันเป็นกระไรรึหมื่นสุนทร? ข้าอัปลักษณ์ขนาดที่ท่านเหนื่อยหนักใจมากขะนานนั้นเทียวรือ?” “มิเป็นเช่นนั้นขอรับ เพียงแต่...มันจักดูผิดแผกไปขอรับ” ออกพระรามไม่ได้กล่าวอันใดต่อ มันผิดแผกตั้งแต่ที่รับงานล่อลวงชายนอกรีตที่เข้ามาค้าขายยาปลุกกำหนัดในอยุธยาแล้ว ซ้ำยังล่อลวงชายเพศเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวชาวบ้านชาวเมืองไปทำบัดสีเพื่อนสนองตัณหาของตนอีก ซึ่งมันเป็นภัยต่อบ้านเมืองถึงได้เป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเขาต้องมาจัดการ เพื่อปกป้องประชาชนและเหล่าทหารที่ไม่ได้มีใจไปทางนั้นนี่สิ...เสียชื่อออกพระหนุ่มรูปงามเสียจริง . “อยุธยางามกว่าที่ข้าคิดเสียอีกว่าไหมอีแจ่ม อีจัน อีสาลี่” หญิงสาวร่างอวบท้วมพูดขึ้นหลังจากล่องเรือตามแม่น้ำจากเมืองละโว้จนถึงอยุธยา ด้วยคำสั่งของออกพระนครพราหมณ์ผู้เป็นพ่อและออกญาพระศรีสุริยะราชาที่ตกลงกันไว้ เพราะใกล้จะถึงเวลาอายุครบที่เธอจะสามารถออกเรือนได้แล้วอีกไม่กี่เดือน (การที่เจ้าสาวไปอยู่บ้านเจ้าบ่าวก่อนแต่งนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเขตเมืองหรือที่ตกลงกันของผู้ใหญ่) “เป็นจริงดังว่าเจ้าค่ะแม่หญิง” แจ่มพูดขึ้นตอบรับผู้เป็นนายก่อนพร้อมกับชะเง้อคอมองรอบๆ เรือกับเพื่อนนางทาสของตน “กูอยากรู้นัก ว่าท่านออกพระจะรูปงามเพียงใด” พูดขึ้นด้วยสายตาแวววับเป็นประกาย ทำเอาเหล่าบรรดาบ่าวไพร่ที่ติดตามมาถึงกับยิ้มหน้าเจื่อน แม่หญิงที่ไม่สมกับเป็นแม่หญิงของพวกหล่อนนั้นไม่มีใครล่วงรู้ เธอค่อนข้างที่จะบ้าผู้ชาย เจ้าชู้ยิ่งกว่าชายไม่สมเป็นหญิงไม่ค่อยสงวนท่าทีหรือสำรวมเท่าไหร่นัก เพราะเหตุนี้ออกพระนครพราหมณ์ถึงรีบเร่งให้นางตบแต่งออกเรือนไปเสีย เผื่อจะได้กำราบนิสัยส่วนนี้ของนางได้ก่อนที่จะเสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้ เหตุที่นางมีนิสัยเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะรูปร่างที่อวบท้วมไม่อรชรอ้อนแอ้นเหมือนแม่หญิงลูกขุนนางคนอื่นๆ และตลอดมามักจะพบกับสายตาของชายหนุ่มเหยียดหยามราวกับว่าเธอเป็นหญิงที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว ทั้งที่เธอยังไม่เคยต้องมือชายเลยสักครั้ง ความเจ้าชู้ของเธอนั้นค่อนข้างถึงเนื้อถึงตัวยั่วยวนให้อยากแล้วจากไปจากความคับแค้นใจจนติดเป็นนิสัย “แม่หญิงเจ้าคะ? ถ้าท่านออกพระรูปงามแม่หญิงจัก...เอ่อ...” สาลี่พูดชะงักลอบมองอย่างหวาดหวั่นเมื่อแม่หญิงของตนหันไปมองตาขวาง “จักกระไรอีสาลี่” “เอ่อ...จักหยุดทำตัวเจ้าชู้ประตูดินไม่สมเป็นหญิง...” “มึงเป็นบ่าวกล้ามาว่า มายั้งกูรึ?” “โธ่...แม่หญิง พวกบ่าวห่วงใยแม่หญิงนะเจ้าคะ กลัวว่าท่านออกญา คุณหญิง ท่านออกพระจักไม่พึงใจในตัวแม่หญิงนะเจ้าคะ” จันเอ่ยขึ้นพร้อมกับจับมือผู้เป็นนายลูบไล้ไปมามองแม่หญิงด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย “กูมิสน ตราบใดที่กูได้ท่านออกพระมาเป็นผัว...” “อุ๊ย! แม่หญิงเจ้าคะ อย่าพูดเช่นนั้นมันไม่งาม” แจ่มพูดขึ้นขัดทันทีพร้อมมองซ้ายมองขวากลัวคนอื่นจะได้ยินทั้งที่บนเรือก็มีกันเพียงสี่คนและนายพายกับพันท้ายสองคนเท่านั้น “เอ๊ะ! อีนี่! กูพูดความจริง ถึงเรือนท่านออกญาเมื่อใดข้าจักยั่วยวนออกพระให้ตกได้เสียเป็นผัวกูเสียคืนนั้น!” “ว๊าย! แม่หญิง!” บ่าวทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกันและรีบกระโจนเข้าไปจับตัวแม่หญิงของตนจนเรือโคลงเคลง แต่แม่หญิงอวบท้วมกลับปัดมือบ่าวทั้งสามพร้อมทำหน้าดุจ้องมองเหล่าบ่าวไพร่ของตนตาเขม็งจึงไม่มีใครกล้าที่จะเงยหน้ามองเธอ “ตอนนี้ กูหิวแล้ว!! แวะตลาดท่าน้ำใกล้ๆ นี่เสีย” “ตะ...แต่หากแวะจะไปถึงเรือนท่านออกญาก็มืดค่ำแล้วนะเจ้าคะ” สาลี่เอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ที่จะขัด แม่หญิงกลับไม่ได้สนใจคำพูดของสาลี่ซ้ำยังทำหน้าดุกว่าเดิมจนต้องไปบอกนายพายให้แวะตามที่ใจเธอปรารถนา “พวกมึงคอยท่าอยู่นี่! โทษฐานที่บังอาจมายับยั้งกูถึงสองครั้งสองครา!” “แต่แม่หญิงเจ้าคะ...แม่หญิง!” ไม่รอฟังคำใดจากบ่าวไพร่ที่ติดตามมา เธอรีบเดินสะบัดชายสไบหายเข้าไปในตลาดทันที คนเป็นบ่าวไม่อาจจะขัดคำสั่งของนายตัวเองได้ไม่อย่างนั้นคงได้หลังลายจนจับไข้ จึงทำได้เพียงแต่ยืนมองหน้ากันไปมาอย่างเป็นกังวล แม่หญิงจากเมืองละโว้ที่มีรูปร่างอวบท้วมเดินตลาดอย่างสบายใจ เมื่อเห็นอาหารคาวหวานมากมายเรียงรายกัน หยิบนู่น จ่ายนี่ ล้วนแต่เป็นอาหารคาวหวานทั้งสิ้น แม้จะไม่รู้ว่าที่นี่คือตลาดที่ใดมีคนหลายเชื้อชาติมาเร่ขายของและอาหารเต็มไปหมด แต่เธอกลับไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย สายตาดวงสวยที่ถูกบดบังด้วยเนื้อแก้มไปสะดุดกับน้ำสีเข้ม “พ่อค้า นี้เรียกว่าอันใดรือ?” “ขอรับแม่หญิง นี่เรียกว่า...” พ่อค้าหน้าตาเด่นชัดไปทางชาวยุโรปเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า คำตอบที่ต้องการจะตอบกลืนหายลงไป แม่หญิงสาวเองก็มองใบหน้านั้นนิ่งค้าง... ...จักว่ารูปงามก็รูปงามอยู่หรอก แค่ไม่ใคร่ใช่เหมือนชาวเมืองเรา... “น้ำหมักฝาหรั่งขอรับ...แต่ข้ามิใคร่แน่ใจว่าจักถูกปากแม่หญิง..” “ข้าอยากลอง” “หากแม่หญิงว่าเช่นนั้นข้าก็จักเอาน้ำหมักอย่างดีมาให้ขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่หญิงก็พยักหน้ารัวๆ อย่างดีใจ ใครมันจะไม่อยากได้ของดีกันล่ะ หนุ่มพ่อค้ายกยิ้มก่อนจะหันกลับไปหยิบน้ำหมักขวดหนึ่งที่แยกไว้มาเทใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เธอ “เท่าใดรึ?” “สำหรับแม่หญิงแล้วข้ามิเอาเงินดอกขอรับ” “จักดีรึ? เช่นนั้นข้าก็ขอบน้ำใจ” ไม่ทันรอฟังคำตอบรีบคว้ากระบอกไม้ไผ่ที่ตัดแต่งมาเหมือนแก้วและเดินออกไปทันที ตามจริงแล้วนางแค่ถามตามมารยาทเท่านั้น ของที่ได้มาฟรีๆ ใครไม่อยากได้ล่ะ หนุ่มพ่อค้ามองตามหลังแม่หญิงคนเมื่อครู่พร้อมยกยิ้มแล้วหันไปพยักหน้าให้พวกพ้องที่รออยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่พวกพ้องของเขาจะเดินตามแม่หญิงไปอย่างไม่ให้ใครสงสัย ปากเคี้ยวอาหารไปตามทางจิบน้ำหมักที่ได้มาโดยไม่เสียเงินไปพลาง เตรียมพร้อมที่จะกลับเรือแต่ใครจะไปคิดว่าน้ำหมักที่มีรสชาติหวานกินง่ายนี้จะทำให้ก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมา โลกรอบตัวเริ่มหมุนร่างกายเริ่มร้อนผ่าวจนมือไม้ถืออาหารไว้ไม่อยู่ตกลงพื้นเสียหมด “ข้าเป็น...กระไรกัน...” “แม่หญิงเป็นกระไรหรือขอรับ” “ให้พวกข้าพาแม่หญิงดีกว่าขอรับ” ชายฉกรรจ์สองคนเดินเข้ามาหาเธอพร้อมกับจับแขนของเธอไว้แน่น หญิงสาวพยายามสะบัดมือหนาเหล่านั้นออกแต่เรี่ยวแรงกลับไม่มีเหลือเลยแม้แต่น้อย ภายในหัวมึนงงไปเสียหมดรู้ตัวแต่เพียงว่าชายเหล่านั้นยกอุ้มร่างเธอไปที่ไหนสักที่เสียแล้ว ...หัวใจเต้นรัวเร็วดังกลองมหรสพ มองดูรอบกายมิรู้เลยว่าไปที่ใด...เจ้าหล่อนดันสุภาพไม่แข็งแรงเสียด้วย โรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่เด็กนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าขัดใจ...แต่ในตอนนี้ที่สติเลือนราง ร่างกายกลับถูกพามาที่ที่เขาเรียกว่าโรงน้ำชา...ความรู้สึกเดียวที่มีคือ...เธอกำลังหายใจไม่ทัน... “นางผู้นี้เป็นกระไรไปรึ?! ทำไมถึงมีท่าทีเช่นนี้!” เสียงที่คุ้นเคยราวกับพ่อค้าหนุ่มคนนั้นเอ่ยขึ้น “มิทราบขอรับ ท่าทางนางเหมือนคน...ใกล้ตาย...” “บัดซบ!! ข้าคิดว่าข้าดูมิผิดแน่ นางอวบอ้วนปานนี้ร่างกายมิแข็งแรงไปได้อย่างไร!” ...อะ...อ้ายพวกไพร่!!...กล่าวว่ากูอ้วนงั้นรึ!!... ความคิดสุดท้ายก่อนจะหายใจเฮือกใหญ่และหยุดหายใจไปในที่สุด...ทำเอาชายเหล่านั้นถึงกับผงะ...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD