“ฉันถามว่าชื่ออะไร?” พูดย้ำอีกครั้งพร้อมกับทำหน้าเซ็ง หรือว่าเธอพูดจาไม่รู้เรื่องกันนะพวกบ่าวทั้งสามถึงได้ไม่ยอมตอบเอาแต่มองหน้ากันไปมา รออยู่นานสองนานก็ไม่มีใครตอบจนเธอต้องพูดใหม่อีกครั้ง
“ข้า...ถามว่าพี่ชื่ออะไร?” เมื่อพูดจบทั้งสามคนก็มองหน้ากันแล้วปล่อยน้ำตามาอีกครั้ง จับๆ ลูบๆ คลำๆ มือของเธอไม่หยุดทั้งที่ยังสะอึกสะอื้น
...WHATTTT??? ...วันนี้จะรู้เรื่องไหม?...
“เป็นดังที่พ่อหมอว่าเลยอีสาลี่ แม่หญิงโดนพิษมากจนลืมไปเสียสิ้น” แจ่มเอ่ยขึ้น
“ฮือๆ ...พ่อหมอว่าตอนไหนวะ?” สาลี่เอ่ยถามทั้งน้ำตา
“มึงมิได้ฟังรือ...พ่อหมอเจรจากับท่านออกพระว่าแม่หญิงโดนพิษมาก ฮือออ...” จันเอ่ยขึ้นต่อ
“แต่พ่อหมอมิได้บอกว่าจะเสียสิ้นความจำ” สาลี่เอ่ยก่อนที่ทุกคนจะชะงักกึกมองหน้ากันราวกับไม่เคยร้องไห้
...เออ คุยกันเองจังหวะซิทคอมเอง...บันเทิงล่ะทีนี้...สรุปไม่รู้เรื่อง!...
“ใช่ก็ใช่ ข้าเสียความทรงจำ..ไม่สิ...หัวเสีย...ไม่ๆ ไม่ได้โกรธหัวเสียเพื่อ?!...เอ่อ..เอาเป็นว่าบอกมาเถอะ ไหว้ล่ะ”
พริกแกงทั้งพูดกับตัวเองทั้งหันไปถามจนคนทั้งสามงงไปตามๆ กัน ได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างหวาดระแวง จนพริกแกงยกมือขึ้นไหว้ ทั้งสามจึงรีบกระโจนตะครุบมือนั้นไว้ทันท่วงที
“อย่าไหว้บ่าวไพร่เจ้าค่ะแม่หญิง!” จันพูดขึ้น
“นรกจักกินกะบาลบ่าวพอดี” แจ่มพูดต่อ
“ไม่ว่าแม่หญิงจักเป็นอันใด บ่าวจักอยู่เคียงข้างแม่หญิงเจ้าค่ะ” สาลี่พูดพร้อมกับเข้าบทดราม่าอีกครั้ง
“จ๊ะๆ บอกชื่อก่อนเนอะ” อินไม่ลงจริงๆ เธอเป็นแค่ลูกคนจนที่หาส่งตัวเองเรียนจนจบม.หก จะให้มาเหยียบหัวคนอื่นที่ดูอายุมากกว่าเห็นทีจะไม่ได้ ยิ่งพวกเขาเหล่านั้นดูแลเธอยิ่งไม่ได้ไปกันใหญ่
“ข้าชื่อแจ่ม”
“ข้าชื่อจัน”
“ข้าชื่อสาลี่”
“พวกพี่อายุมากกว่าฉัน...ไม่สิ...ข้าใช่ไหม?”
“ใช่เจ้าค่ะ แต่แม่หญิงไม่ควรเรียกพวกบ่าวว่าพี่นะเจ้าคะ...” สาลี่พูดดักขึ้น
“แต่ข้าไม่เรียกอี ไม่แน่นอน!”
“เอ่อ...แม่หญิง...” สาลี่เอ่ยตะกุกตะกัก
“ยุ่งยากจังวะ...”
“อย่าพูดจาเยี่ยงนั้นเจ้าค่ะ มิงามเจ้าค่ะ!” จันเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีตกใจ
“อ๋อ...ลืม...แม่หญิงสินะ” แค่คิดก็ยุ่งยากมากมายแล้ว มันไม่ใช่นิสัยของเธอเลยการทำตัวเรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน เธอออกจะเป็นสาวสุดฮอตปรอทแตกแต่ดันมาตัวแตกในยุคโบราณเสียได้ และจากที่ดูการแต่งตัวของตัวเองในกระจกและทรงผมคงไม่พ้นยุคสมัยที่อยุธยารุ่งเรืองถึงขีดสุด หน้าโต๊ะเครื่องแป้งถึงได้มีทองหยองทับทิมกล่องเครื่องประดับเต็มไปหมด
“แม่หญิงรีบอาบน้ำแต่งตัวเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวต้องออกไปพบท่านออกพระแล้วเจ้าค่ะ”
“ออกพระ? ใคร?” ถามขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้วแอบคาดหวังในใจว่าคงจะไม่ใช่อย่างที่คิดและอย่างที่เป็นในสมัยนั้นๆ หรอกนะ
“คู่หมั้นคู่หมายของแม่หญิงอย่างไรเล่าเจ้าคะ” สาลี่พูดพร้อมกับหันไปยิ้มกระหยิ่มกระหย่องกับจันและแจ่ม คนที่ทำหน้าอึ้งตาโตไม่พ้นพริกแกงที่ดูไม่ได้ยินดีเลยสักนิด หนีการมีสามีจากทางนั้นต้องมาเจอทางนี้แบบคลุมถุงชน
“ออกพระ? แสดงว่าต้อง...แก่? นี่ฉันโดนบังคับแต่งงานกับคนแก่งั้นเหรอ?!!” แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าคงจะไม่พ้นหัวขาวถือไม้เท้าค้ำขา เคยได้ยินมาว่าคนที่จะเป็นออกพระออกญาอะไรนั้นอายุค่อนข้างมาก พริกแกงถึงกับทึ้งหัวตัวเองนั่งก้มหน้ากุมขมับ ก่อนจะมองพุงย้อยๆ ของตัวเอง
...เออ...จากสภาพก็สมควร...ซะที่ไหนเล่า!!...คนอวบอั๋นก็มีหัวใจนะ!!...
“มิเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะแม่หญิง...ท่านออกพระ...รูปงามเจ้าค่ะ” แจ่มพูดไปเขินไปพร้อมกับบ่าวทั้งสอง
“จ้างให้ก็ไม่เชื่อ!”
“รีบอาบน้ำแต่งตัวเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจักรู้เอง” ว่าจบจันก็เดินไปเปิดประตูห้องก่อนจะรีบนั่งลงแทบจะทันที
“ท่านออกพระ...”
ไม่คิดว่าเขาจะออกมาหาเธอตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง ซ้ำยังยืนรอเงียบๆ อยู่นาน พริกแกงได้ยืนอย่างนั้นก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปดูทันที... ใบหน้าหล่อคมหวานปรายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า...
เธออึ้งไปชั่วขณะไม่คิดว่าสมัยนี้ยังมีคนที่หล่อขนาดนี้อยู่ นึกว่าจะเข้มขลังไว้หนวดโค้งยาวเหมือนจันหนวดเขี้ยว...แต่คนตรงหน้านี้ถ้าในสมัยเธอนี่คงเป็นโฮสต์ได้สบายเลย ไหนจะรูปร่างกำยำมัดกล้ามแน่นๆ นั่นอีก ผิวเข้มแต่ไม่เข้มมากไม่เว่อวังจนน่าจับต้อง...หุ่นคือเพอร์เฟคสุดๆ เพราะคุณเขาถอดเสื้อนุ่งโสล่งมีผ้าขาม้าพาดบ่าตามสไตล์ชายไทย แล้วเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวจึงได้เอ่ยขึ้น
“อะฮึ่ม!...ลุกขึ้นแล้วรึ?”
“คะ? ค่ะ เอ้ย! เพคะ...ไม่สิ เจ้าค่ะ”
“เป็นกระไรรือไม่? ออเจ้าพูดจาผิดแผกไป”
“สมอง...หัว...เรียกว่าอะไรวะ...”
“เวียนหัวงั้นรึ?” เดินเข้ามาถามอย่างสงสัยหน้าตาตื่น พริกแกงจึงถอยหลังให้ห่างเขาเองอัตโนมัติเพราะความไม่เคยชิน ทำเอาบ่าวที่ติดตามทั้งสามถึงกับมองหน้ากันงงไปหมด เพราะถ้าเป็นแม่หญิงของพวกเธอคงจะแกล้งเป็นลมซบอกแกร่งนั่นไปแล้ว
“เอ่อ...ค่ะ...เจ้าค่ะ...จำอะไรไม่ค่อยได้”
ออกพระรามถึงกับทำหน้าอึ้งไม่คิดว่าพิษยาปลุกกำหนัดจะไปกระทบกระเทือนสมองจนเธอพูดจาแปลกไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ
...นี่ยามันแรงขนาดนั้นเทียวรือ? .... ออกพระรามคิด
“เอาเถิด...รีบเข้า...เจ้าคุณพ่อ เจ้าคุณแม่คอยท่าอยู่”
“เจ้าค่ะ” ตอบไปและพยักหน้าโดยไม่มองหน้าเขา ผิดคาดไปหมดเพราะมันจริงอย่างที่พวกบ่าวบอกไว้ แต่ไม่ทันที่เขาจะเดินออกไปครบสี่ก้าวก็หยุดชะงักเท้าแล้วเหลียวมองเธอเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น
“แต่งงานกับคนแก่เช่นข้ามันมิร้ายแรงปานนั้นดอกหนา” พูดแล้วก็ไป...
...ทรงนี้ขี้น้อยใจชัวร์...อย่างกับผู้หญิง...หรือว่าจะเป็น....
และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ตอนที่ไปอาบน้ำ เธอได้ถามไถ่เรื่องราวของเธอจากบ่าวทั้งสามที่มาขัดสีฉวีวรรณให้ เธอต้องอยู่ที่นี่เป็นปีกว่าจะได้แต่งงาน...ดูความพร้อมการปรนนิบัติของแม่หญิงไทยทั้งงานบ้านงานเรือน เรื่องนั้นเธอถนัดไม่ห่วงเลยเพราะดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก แต่ที่ห่วงคือเธอไม่อยากแต่งงานและทำลูก! อีกอย่างดูเขาจะไม่ได้สนใจเธอด้วย พริกแกงจึงคิดว่าเขาและเธอไม่ได้รักกันอย่างแน่นอน
การคุยกันไม่มีอะไรมาก ออกจะเกร็งๆ ไปเสียหน่อยเพราะเธอไม่รู้จะต้องทำตัวยังไง ส่วนใหญ่เธอออกจะเงียบเพื่อฟังว่าเขาพูดกันยังไง จดจำและนำไปใช้เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น พูดคุยกันไม่นานก็ถูกปล่อยตัวให้มาพักผ่อนแต่เธอมีภารกิจที่ต้องจัดการคือการจัดการน้ำหนักตัวที่เกินไปของตัวเองภายในหนึ่งเดือน
เธอไม่ยอมออกไปไหนเลยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าออกพระจะเทียวมาถามไถ่อาการพูดคุยกันไม่กี่คำก็ไป เธอเองก็มีโปรแกรมอาหารที่ต้องกินตามเวลาและออกกำลังกาย และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เธอและบ่าวไพร่มาออกกำลังกายในสวนข้างๆ ริมน้ำตอนมืดๆ ที่บ่าวไพร่เข้าที่พักของตัวเองไปกันหมดแล้ว ที่ต้องแอบเพราะท่าออกกำลังกายของเธอนั้นมันไม่งามสำหรับยุคนี้ แต่ใครจะไปคิดว่าเธอดันมาเจอช็อตสำคัญที่ทำให้ความคิดที่มีต่ออกพระรามเปลี่ยนไปทันที
“ขอบน้ำใจที่มาส่งข้าถึงท่า” ออกพระรามกล่าวขอบใจจหมื่นสุนทรเพื่อนคนสนิทพร้อมยืนรอส่ง
“มิเป็นไรหรอกท่านออกพระ ถึงอย่างไรเราก็จักต้องพบกันทุกค่ำคืนอยู่แล้ว”
“มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นหลีกเลี่ยงหาได้ไม่”
“วันรุ่งพรุ่งนี้เวลาเดิมข้าจักมา”
“ข้าจักรอ”
พูดจบทั้งสองก็กอดและตบบ่ากันเบาะๆ พริกแกงเห็นอย่างนั้นรีบเอามือปิดปากและหลบหลังพุ่มไม้ทันที เป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ ว่าออกพระคนนี้มีความรักกับเพื่อนชาย หรือในยุคเธอเรียกว่าเป็นเกย์นั่นเอง พอรู้ดังนั้นก็อดไม่ได้ที่ดีใจจนออกนอกหน้าในขณะที่บ่าวไพร่ทำหน้าเครียดและหันหลังหลบหลังพุ่มเมื่อเห็นออกพระรามกำลังจะเดินผ่านไป แต่แม่หญิงของพวกเธอนั้นกลับกระโดดเข้าไปขวางหน้าออกพระรามคู่หมายของตนทันทีด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“แม่หญิงมีกระไรรือ? ดึกดื่นป่านนี้มิขึ้นเรือนอีก”
“ข้าเห็นนะเจ้าคะ”
“เห็น? เห็นกระไร?”
“ข้าพูดได้เหรอเจ้าคะ?”
“พูดมา” พูดขึ้นทำเสียงดุถอยหลังให้ห่างจากเธอที่ก้าวเข้าหาเขา เบือนหน้าไปทางอื่นหลบสายตาของหญิงสาวที่จ้องมองเขาอย่างมีเลศนัย
“เรามาตกลงกันดีกว่าเจ้าค่ะคุณออกพระ”
“เรา? ตกลง? ...เรื่องใด?”
“ข้าเห็นว่าคุณแอบพบรักกับชายด้วยกัน นัดกันออกไปกลางดึกสองต่อสอง”
“........”
เธอพูดขึ้นกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่สองคน ด้วยความคิดที่ว่าเขาเป็นลูกขุนนางพ่อแม่อาจจะไม่ยอมรับในยุคสมัยนี้ และคงเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับคนอื่นๆ มันจึงมีการปิดบังกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเป็นลูกชายคนเดียวแล้วด้วย
“ข้ารู้ว่าคุณออกพระไม่อยากแต่งงานกับข้า และข้าเองก็คิดเหมือนกัน”
“.......”
“แต่เราเป็นเพื่อนกันได้นะ มายกเลิกงานแต่งงานกันเถอะ!”
“งั้นรึ? แต่ข้าคิดว่า...แต่งงานกับออเจ้าน่าจักเป็นการดีไม่มากก็น้อย”
“ทำไมงั้น?”
“ในเมื่อ ออเจ้าล่วงรู้ความลับของข้าแล้วใยจักต้องปล่อยไป”
“ถ้าอย่างนั้น...เราแต่งงานกันโดยไม่แตะต้องกัน ไม่ยุ่งเรื่องของกันตกลงไหม?”
“...คิดดีแล้วรือที่พูดออกมาเช่นนี้? ออเจ้ายอมรับได้รือถ้าข้า...ไปกับชายอื่น?” พูดพร้อมยื่นหน้ากระซิบถามเลิกคิ้วขึ้น สายตาของเขาจ้องมองเธออย่างจริงจังเพื่อความแน่ใจ
“แน่นอน! เพราะเราไม่ได้รักกัน!” พูดออกไปอย่างมั่นใจพร้อมใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างดีใจ คิดว่าได้เพื่อนสาวร่างชายสมัยอยุธยาเชียวนะมันต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา
...พริกแกงแกมาเหนือกว่าคนทั้งโลก...ยุคบุกเบิกชายรักชายสมัยอยุธยา!!...แถมยังได้แต่งงานกับเกย์อีก!!...
ออกพระรามเห็นอย่างนั้นก็แปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงที่ใจกว้างมากกว่ามหาสมุทรแบบนี้ซ้ำยังยอมรับในเรื่องที่ไม่น่ายอมรับได้ในยุคสมัยนี้อีกด้วย ไม่ทันได้ตั้งตัวหญิงสามก็กระโจนกอดแขนแกร่งของเขาอย่างแนบชิด
“เพื่อนสาวของข้า!”
“เพื่อนสาว? ...งั้นรึ!!!”