ณ คอนโดพี่ติณณ์
“เป็นไงบ้างเพลง เขาเชื่อเพลงมั้ย”
“เพลงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันดูเขาไม่ค่อยเชื่อเพลงเท่าไหร่ แต่พ่อเขาเข้ามาพอดีเลยให้เขารับผิดชอบเพลงด้วยการหมั้นไปก่อน”
ฉันตอบพร้อมแต่งหน้าไปด้วย อีกสองชั่วโมงฉันก็ต้องไปทานข้าวที่บ้านนักรบก็เลยแวะมาอาบน้ำแต่งตัวพร้อมกับเก็บเสื้อที่หอบหนีมาจากบ้านไปด้วย
“ก็ยังดีนะ ถึงจะยังไม่ได้แต่งแต่หมั้นกันไว้ก็ดีเหมือนกัน”
“จะดีได้ยังไงละพี่ติณณ์ เพลงยังหมั้นกับพี่อยู่เลย เพลงเครียดจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
“ตอนที่เราหมั้นกันแค่ผู้ใหญ่เอ่ยปากไม่ได้มีพิธีอะไรเลยนะเพลง พี่ว่าเพลงเข้าไปอยู่ที่บ้านนักรบก่อนเถอะยังไงพ่อของเพลงคงไม่ไปหาเพลงที่นั่นแน่ๆ”
“แต่พ่อนักรบจะไปคุยกับพ่อของเพลงนะสิ ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง”
“เพลงไม่ต้องห่วงหรอกเขาเป็นถึงมาเฟีย คงไม่มีใครทำอะไรได้อยู่แล้ว”
“พี่ติณณ์เพลงกลัวนักรบจะจับได้ว่าเมื่อคืนเราไม่ได้มีอะไรกัน”
“พี่ช่วยจัดฉากอย่างดี เพลงไม่ต้องห่วงหรอก เขาเองก็ดูไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้เท่าไหร่ เพลงอย่าเผลอหลุดปากไปละ”
นั้นสินะ คนที่เกลียดผู้หญิงอย่างเขาคงไม่ประสีประสาเรื่องพวกนี้เท่าไหร่
ฉันเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าเขาหรอกแต่ยังดีที่มีพี่ติณณ์คอยซัพพอร์ตอยู่ตลอด
“แล้วนี่พี่จะออกไปหาพี่กันเลยมั้ย”
ฉันหันไปถามพี่ติณณ์เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว
“ก็ว่าจะออกไปเลยเหมือนกัน ให้พี่ขับรถไปส่งมั้ย”
“ไม่เป็นไรพี่ติณณ์ พี่ไปดูแลแฟนพี่เถอะ เพลงขับรถไปเองได้”
ใช่แล้ว พี่ติณณ์มีแฟนแล้วและแฟนเขาก็เป็นเพศเดียวกัน
แต่พี่ติณณ์ก็เปิดเผยอะไรไม่ได้เพราะที่บ้านพี่ติณณ์เองก็อยากให้ฉันหมั้นกับเขาเหมือนกัน
นี่ถ้าบ้านพี่ติณณ์รู้ว่าคบกับผู้ชายด้วยกัน ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่บ้านพี่ติณณ์จะยอมรับหรือเปล่า เตี๋ยของพี่ติณณ์เป็นคนจีนที่ค่อนข้างจะหัวโบราณกับเรื่องพวกนี้
ทั้งๆที่โลกก็ไปไกลแล้วกับเรื่องแบบนี้ทำไมถึงยังมีคนไม่เข้าใจอีกก็ไม่รู้
พอๆ เลิกคิดเรื่องคนอื่นเถอะ แค่เรื่องตัวเองก็ปวดหัวจะแย่แล้ว
ณ บ้านนักรบ
ฉันขับมาถึงหน้าประตูบ้านก็เจอกับพี่ยามหน้าประตู เขาเดินมาหาฉันแล้วเคาะกระจกให้ฉันลดกระจกลง
“นัดไว้หรือเปล่าครับ”
พี่ยามถามขึ้น ฉันยกนามบัตรและกุญแจบ้านให้พี่ยามดู
พี่ยามรับกุญแจบ้านมาดูแล้วโค้งคำนับฉันใหญ่เลย
“ขอโทษนะครับนายหญิง ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นแฟนของคุณนักรบ”
“รู้ได้ไงคะ ว่าฉันเป็นแฟนของนักรบ”
“ก็กุญแจห้องคุณนักรบอยู่ที่นายหญิง นายหญิงก็ต้องเป็นแฟนของคุณนักรบสิครับ”
ฉันนี่ถึงบางอ้อเลย นี่พ่อของนักรบให้กุญแจห้องของลูกชายตัวเองมาเลยเหรอ
ทำไมฉันถึงนึกว่ามันเป็นกุญแจบ้านกันได้นะ แต่ใครที่ไหนเขาจะกุญแจบ้านกันละเนอะ
พอมองกุญแจดูดีๆ ก็มีชื่อ “นักรบ” ติดเอาไว้ ฉันน่าจะสังเกตมันตั้งแต่แรกไม่น่าใส่กระเป๋าลงทันทีเลย อายพี่ยามชะมัด!!
“เพลงๆ ทางนี้ลูก”
ฉันหันไปตามเสียงเรียกของพ่อของนักรบ
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”
ฉันยกมือขึ้นไหว้
“ตอนที่เจอในห้องเจ้านักรบว่าสวยแล้วพอมาตอนนี้ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่”
จะไม่ให้สวยขึ้นได้ไงตอนที่เจอกับคุณพ่อหนูไม่ได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ หน้าก็สดกว่าปลาในตลาดอีก ผมเผ้ารุงรังอย่างกับไปโดนใครตบมา น้ำลายบูดติดหน้าด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ พูดแล้วขยะแขยงตัวเองชะมัด
“คุณพ่ออย่าพูดเรื่องนั้นเลยค่ะ หนูอายจริงๆ นะ”
ฉันได้แต่ก้มหน้างุดๆ
คุณพ่อจะเข้ามาตอนไหนไม่เข้าดันเข้ามาตอนฉันนอนหลับอยู่สภาพจะน่าเวทนาขนาดนั้น
ฉันนี่น่าจะแต่งหน้านอนซะหน่อยจะได้สวยพร้อมพบเจอผู้คนเลย
“ฮ่าๆ โอเคๆ พ่อจะไม่พูดแล้ว เพลงไปตามพี่นักรบลงมากินข้าวหน่อยสิ”
“แต่เพลงไม่รู้ว่าพี่นักรบอยู่ห้องไหน พ่อให้คนอื่นไปตามได้ไหมคะ”
มันกระดากปากอยู่ไม่น้อยที่ต้องเรียกเขาว่าพี่
“ไม่ยากเลยลูก แค่เพลงขึ้นบันไดไปนะแล้วเดินเลี้ยวทางซ้ายมือนับไปสามห้อง ห้องนักรบอยู่ริมสุดเลยจะทำอะไรกันใช้เสียงได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ ฮ่าๆ”
พ่อนักรบหัวเราะขึ้นอย่างมีความสุขแต่ฉันกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา
“เอ่อ...คือ...”
“ไปเถอะลูก พ่อรอข้างล่างนะ”
“ค่ะ”
ฉันพยักหน้ารับก่อนจะเดินขึ้นไปที่บันไดแต่ยังได้ยินเสียงพ่อของนักรบคุยกับแม่บ้าน
“นี่เดี๋ยวเสื้อผ้าของลูกสะใภ้ฉันค่อยเอาขึ้นไปตอนพวกเขาลงมากินข้าวนะ ตอนนี้ให้เขาสวีทกันไปก่อน ดีใจวะลูกฉันมีเมียกับเขาสักทีนึกว่าจะไปคว้าผู้ชายมาทำเมียซะแล้ว ฮ่าๆ”
ฉันพยายามไม่ฟังต่อและรีบขึ้นบันไดไปทันที เมื่อถึงหน้าห้องฉันก็เคาะประตูแต่เจ้าของห้องก็เงียบ
‘ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ’
ฉันเคาะอยู่ประมาณสองถึงสามนาทีแล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีกุญแจห้องเขาอยู่เลยจัดการไขมันทันที
‘แกร่กๆ’
พอเปิดประตูมาก็เจอกับห้องนั่งเล่นที่มีเครื่องดนตรีที่สามารถตั้งวงใหญ่ได้หนึ่งวงเลย
ห้องของนักรบแต่งเป็นโทนสีดำดูลึกลับแต่ฉันกลับหันไปสะดุดตากับตุ๊กตาหมีสีชมพูตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง
มันไม่ได้ตัวใหญ่เท่าไหร่แต่ถูกใส่กรอบเก็บไว้อย่างดีแถมยังมีชั้นวางที่ทำวางโดยเฉพาะเลยด้วย
“ผมบอกพ่อแล้วไงว่ายังไงก็ไม่ลงไปกินข้าวกับยัยเสียงหมานั้น”
ฉันเงียบไม่ตอบแต่เดินเข้าไปหาเขาที่ห้องและพบว่าเขากำลังนอนหันหลังอยู่เสื้อก็ไม่ใส่มีแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียว
ฉันเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อมตัวนักรบเอาไว้
“นี่นายเรียกฉันว่าเสียงหมาได้ยังไง?”
ฉันเอามือบีบคอนักรบเขย่าอย่างบ้าคลั่ง
“เฮ้ยยัยบ้า! มาได้ไงเนี่ย!!”
“ก็พ่อนายให้กุญแจห้องนายมากับฉันตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว จำไม่ได้หรือไง”
ฉันใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่เอวเขาเพื่อหวังให้เขาจักจี้
“ฉันไม่ตลกนะเว้ย!!”
พูดจบนักรบก็พลิกตัวแล้วจับมือฉันไว้ทั้งสองข้างก่อนที่จะจ้องมาที่หน้าฉัน
“ฉันก็ไม่ได้ตลก คิดว่านายจะบ้าจี้ซะอีก”
“เลิกทำตัวปัญญาอ่อนได้แล้ว ฉันรำคาญ!!”
‘พลั่ก’
เขาผลักฉันลงจากตัวเขาแล้วขึ้นมาคร่อมฉันแทน
“นี่นายจะทำอะไร”
นักรบกระตุกยิ้มพร้อมกับก้มหน้าลงมากระซิบข้างๆ หูของฉัน
“หึหึ ก็ทำแบบที่ผัวเมียเขาทำกันนะสิ”
เขายิ้มมุมปากอีกครั้งก่อนจะก้มลงจูบบนริมฝีปากที่สั่นระริก
ฉันพยายามที่จะขัดขืนทั้งทุบทั้งตีไปที่แผงอกของเขาแต่กลับไม่เป็นผล
“อื้อๆ”
เสียงของฉันเปล่งออกมาได้แค่ในลำคอ ฉันจะทำยังไงดีจะไปสู้แรงผู้ชายแบบเขาได้ยังไงกัน
เขาผละตัวเองออกมากจากปากฉัน แล้วกลับมาจ้องหน้าฉันอีกครั้ง
“ฉันจะไม่แหย่นายเล่นอีกแล้ว ปล่อยฉันเถอะ”
นักรบไม่พูดอะไรแต่กลับก้มหน้าซุกไซร้ซอกคอของฉันแทน
ฉันอึ้งทำอะไรไม่ถูก ไหนว่าเขาเกลียดผู้หญิง ไหนว่าไม่รู้เรื่องพวกนี้ยังไงละ
มือของนักรบเลื่อนขึ้นมาบีบเคล้นหน้าอกก่อนที่จะเลิกชายเสื้อฉันขึ้นแล้วเอื้อมมือไปปลดบราด้านหลังด้วยมือข้างเดียว
“อึกๆ”
น้ำตาฉันไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เขาหยุดชะงักก่อนจะเงยหน้ามามองหน้าฉันที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้
“เธอร้องไห้?”
เขามองฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ทำต่อสิ!! ฉันกำลังมีอารมณ์เลย”
นี่ฉันมันทุเรศอะไรขนาดนี้ นักรบลุกขึ้นจากตัวฉันแล้วเปลี่ยนลงมานอนข้างๆแทน
ก่อนจะค่อยๆดึงเสื้อฉันลงกลับมาที่เดิม
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
พูดจบก็ดึงฉันเข้าไปกอด
ตอนแรกจะหยุดร้องไห้ไปแล้วแต่พอโดนเขากอดกลับร้องออกมามากกว่าเดิมแทน
“ฮึกๆ”
ฉันพยายามกลั้นเสียงร้องไห้ของตัวเองให้มากที่สุดแต่ก็ยังมีเสียงให้เขาได้ยินอยู่ดี
“เธออย่าร้องสิ ฉันไม่ชอบผู้หญิงร้องไห้นะ”
เขาดึงฉันเข้าไปจูบซับน้ำตา
ฉันรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่เขาส่งมาให้
เขาไล่จูบมาเรื่อยๆจนมาจบที่ริมฝีปากฉันอีกครั้ง
อยู่ๆร่างกายของฉันก็ตอบสนองด้วยการจูบกลับต่อทั้งที่ฉันไม่เคยจูบใครเลยด้วยซ้ำ
เราจูบกันมาได้สักพักจนฉันหายใจแทบไม่ไหวเขาเลยถอนจูบออกมา
เขาก้มหน้าซุกไซร้ซอกคอของฉันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือขึ้นมาบีบเคล้นเนินอกฉันเบาๆ
จากนั้นจึงเลิกชายเสื้อขึ้นอีกครั้งและใช้ลิ้นเลียยอดอกอวบโดยที่หน้าเขาเงยมามองหน้าฉันพอดี
“จ๊วบๆ”
เขาเริ่มดูดหน้าอกฉันแรงขึ้น ดูดบ้างขบบ้าง ฉันได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองแน่นๆ แล้วหายใจแรงถี่ๆ
เขาขบเข้ามาอย่างแรงแต่กลับทำให้รู้สึกเสียวมากกว่าจะเจ็บ
“อ๊ะ”
ฉันเผลอหลุดปากครางออกไปทั้งที่พยายามกัดปากตัวเองไม่ให้เสียงเล็ดลอดไปได้
เมื่อนักรบได้ยินเหมือนกับไปกระตุ้นให้เขาทำแรงเข้าไปอีก
เขาค่อยๆถลกกระโปรงของฉันขึ้นก่อนจะค่อยดึงแพนตี้ตัวจิ๋วลงช้าๆ ฝ่ามือใหญ่จับเรียวขาของฉันให้อ้าออกจากกันแล้วใช้มือลูบไล้เข้ามาตรงกลาง เขาปาดนิ้วลูบไล้ครั้งแล้วครั้งเล่า
“นะ...นักรบ หยุดเถอะ!!”
พยายามทำเสียงอ้อนวอนให้เขาเห็นใจมากที่สุด