Episode 1.1
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ย?
ตัวฉันนั้นตั้งแต่จำความได้ไม่เคยเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตเชื่อมโยงกับโชคชะตา ไม่เคยถูกความเชื่อครอบงำเพราะยึดมั่นใจศาสตร์ของการลงมือทำ อยากมีอะไรก็แค่ซื้อ อยากได้ใครสักคนมานอนกกก็ออกล่า
นั่งอยู่ในบ้านเฉย ๆ แล้วเอาแต่ขอพรจากพระแม่ คิดเหรอว่าผู้ชายหล่อ ๆ มันจะวิ่งแจ้นมาหาเรา
ฉันได้แต่ดีดนิ้วเรียกสติเพื่อนบางคนที่มาสายนี้แบบสุดใจ เพราะขนาดได้หนุ่มแว่นกรีนแฟลกมาครอบครอง มันก็ยังไม่วายเชื่อว่าเป็นเรื่องของบุพเพฯ บ้าบออะไรก็ไม่รู้ พูดอยู่นั่นว่าความบังเอิญไม่มีอยู่จริง พระแม่ต้องประทานมาให้ โชคชะตาต้องดลบันดาล
ใจคอไม่คิดจะส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองเลยว่าความสวยก็เป็นเหตุให้ผู้มาติดพัน ดันไปยกความดีความชอบให้เรื่องพรหมลิขิตอะไรนั่นเฉย
ใช่ สำหรับฉันมองว่าโคตรเพ้อเจ้อเลย ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวันเปลี่ยนความคิดนี้ของตัวเองได้แน่ ๆ...
กระทั่งคืนหนึ่งกลางเดือนพฤษภาคม เวลาตีสองสิบหกนาที ท่ามกลางสายฝนหนักหน่วงและกระแสลมรุนแรง รถที่ฉันขับขี่ด้วยความระมัดระวังกลับหยุดทำงานเสียดื้อ ๆ นิ่งสนิทไม่ไหวติงกลางถนนเส้นหนึ่งซึ่งแทบไม่มีรถคันไหนสัญจรผ่าน สตาร์ตใหม่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไร้แววจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ
เวลานั้นฉันได้แต่สบถว่าดวงซวยฉิบหายที่เจ้าลูกรักดันงอแงได้ถูกที่ถูกเวลา อีกทั้งสภาพอากาศก็ไม่เอื้อต่อการลงไปตรวจเช็กเลยสักนิด
หรือต่อให้รอบข้างสว่างไสว ไม่มีฝนเลยสักเม็ดก็จนปัญญาอยู่ดี เพราะปกติแล้วมีปัญหาอะไรฉันโยนหน้าที่ให้ช่างเสมอ พอดีถนัดใช้เงินแก้ปัญหามากกว่าน่ะ
วินาทีที่ตัดสินใจได้ว่าควรต่อสายใครสักคน พลันมีรถมอเตอร์ไซก์ยี่ห้อ ‘คาวาซากิ นินจา’ คันหนึ่งขับผ่านไปด้วยความไวแสง ทว่าครึ่งนาทีกลับย้อนมาจอดขนาบกระจกฝั่งคนขับ ท่ามกลางทัศนวิสัยพร่ามัว ไบก์เกอร์คนดังกล่าวดันกระจกหมวกกันน็อกขึ้นเผยนัยน์ตาคมกล้า ก่อนใช้นิ้วเคาะส่งสัญญาณให้ฉันลดกระจกเปิดช่องว่างสักนิดคล้ายอยากพูดบางอย่าง
ทำใจอยู่พักใหญ่ทีเดียว เพราะก็กลัวว่าบุคคลปริศนาซึ่งมองเห็นเพียงดวงตาจะเป็นพวกโจรที่อาจใช้โอกาสนี้ปล้นชิงทรัพย์ แต่ด้วยไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ฉันจึงลดกระจกลงแค่สิบเปอร์เซ็นต์พอให้เสียงจากด้านนอกลอดเข้ามา ทว่าก็เล็กแคบเกินกว่าจะสอดปลายนิ้วหรืออาวุธใดได้
ทันทีที่กระจกรถถูกปรับลง สิ่งแรกที่ได้ยินคือเสียงซ่าของสายฝนรวมถึงกระแสลมรอบข้าง ละอองเย็นจัดลอยกระทบหน้า มันมาพร้อมเสียงอื้ออึงใต้หมวกกันน็อกใบโตของบุคคลปริศนา ฉันได้ยินไม่ถนัดนัก แต่จับใจความได้ราง ๆ ว่าเขาจะขอเปิดกระโปรงรถเช็กดูให้หากฉันอนุญาต
เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ฉันจึงตอบรับน้ำใจนั้นด้วยการพยักหน้า ทว่าก็ยังเฝ้าระวังคนแปลกหน้าทุกวินาทีเช่นกัน
หลายสิบนาทีผ่านไป ชายร่างสูงเดินมาเคาะกระจกรถอีกครั้ง อธิบายว่าเกิดจากอายุแบตฯ ให้ฉันลองสตาร์ตใหม่อีกหลาย ๆ ครั้งจนกว่าเครื่องจะกลับมาทำงาน
ใช้ความพยายามอยู่หลายครั้งกระทั่งเครื่องกลับมาทำงานได้แล้วเขาจึงเดินไปปิดกระโปรงรถ ก่อนกลับมาย้ำว่าให้รีบพาน้องเข้าศูนย์โดยด่วน ขืนปล่อยไว้แบบนี้อาการเดิมจะเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ สู้ให้ผู้ชำนาญจัดการน่าจะเวิร์กสุด
ครั้นทราบต้นสายปลายเหตุฉันตั้งใจจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าชายปริศนาที่โชว์ให้เห็นเพียงนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหายากกลับขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซก์ยี่ห้อดังแล้วขับจากไปโดยไม่รอฉันกล่าวจบ
นาทีนั้นฉันรู้เพียงว่าตัวเองติดค้างน้ำใจเขา และไม่มีทางปล่อยให้บุคคลปริศนาหายไปจากชีวิตโดยไม่ทำอะไร จึงจดจำนัยน์ตาสีสวย และรอยสักตัว R บริเวณนิ้วก้อยข้างซ้ายไว้ในใจ ลักษณะจำเพาะสองอย่างนี้...อาจช่วยบ่งชี้ตัวเขาได้ในอนาคต หากเรามีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีก
แน่นอน ฉันไม่ได้คาดหวังเต็มร้อยว่าต้องพบเจอชายปริศนานั่นอีกในเร็ววัน เพราะความบังเอิญเป็นสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดาได้ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเดียวกัน
ทว่าผ่านไปเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น ฉันก็พบเรื่องน่าประหลาดใจ
ฉันไปปาร์ตีวันเกิดเพื่อน ณ ร้านเหล้าแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดนัดพบหลักของกลุ่มแก๊งเราตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีวงดนตรีประจำร้านที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี แรกเริ่มฉันคิดว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ คงไม่ต่างจากเดิมหรอกคือ ดื่ม กิน เต้น และสุดท้ายก็เมาเป็นหมากันยกกลุ่ม กระทั่งสายตาพลันหันไปประสานกับมือกีตาร์ซึ่งไม่ใช่คนเดิมที่รู้จัก วินาทีที่นึกฉงน สมองก็ออกคำสั่งให้พิจารณาเขาคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ใต้ชุดที่ค่อนข้างมิดชิด ฉันเห็นรอยสักตัว R บริเวณนิ้วก้อยข้างซ้ายซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อเพียงเล็กน้อย โดยถ้าดูจากการเล่นกีตาร์อย่างชำนาญแล้ว เดาว่ามือข้างนั้นคงเป็นข้างที่เขาถนัด
เหนือสิ่งอื่นใด ฉันยังเห็นนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนหายากในหมู่คนเอเชียใต้แมสก์สีดำสนิทซึ่งปิดบังครึ่งหนึ่งของใบหน้า และไม่ใช่แค่สีของมันที่น่าดึงดูด แต่ลักษณะคมเฉี่ยวบริเวณหางตาแทบยืนยันว่ามือกีตาร์ปริศนานั่นคือคุณคนนั้นที่ปรากฏตัวกลางสายฝนเมื่อราวครึ่งเดือนก่อน
พอแน่ใจว่าเป็นเขา ก็สืบสาวราวเรื่องกับแก๊งเพื่อนที่รู้จักกับมือกลองวงดังกล่าว ได้ความว่าหนุ่มปริศนาคนนั้นแค่มาเล่นแทนมือกีตาร์ที่ประสบอุบัติเหตุชั่วคราว ไม่มีใครรู้ว่าชื่ออะไร มีสเตจเนมมั้ย วันก่อนแค่เข้ามาโชว์ฝีมือให้หัวหน้าวงเห็นว่ามีความสามารถในการเล่นกีตาร์จึงได้รับอนุมัติให้เข้ามาทดแทนตำแหน่งนี้ชั่วคราวนั่นเอง
ฉันรอจนเขาทำงานเสร็จก็หอบความแน่วแน่เต็มอก ตั้งใจจะเข้าไปทำความรู้จักและถือโอกาสขอบคุณ ทว่าชายปริศนาที่ดูไม่สุงสิงกับใครเลยกลับสะพายกีตาร์เดินดุ่มออกไปเมื่อถึงเวลาเลิกงาน
ความแปลกคือ...ทั้งที่เดินตามแผ่นหลังกว้าง ๆ นั่นไปติด ๆ ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกมายังนอกร้านกลับไม่พบแม้กระทั่งเงาของเขา
ฉันยืนเคว้งกับปริศนาอันหนักอึ้ง มันคาใจที่อุตส่าห์ได้เจอกันอีกทั้งที แต่กลับกลายเป็นฉันเองที่ชักช้า สุดท้ายก็พลาดโอกาสนี้ไป
เชื่อมั้ย ฉันเสียเวลากับการนั่งคิดเรื่องเขานานหลายวัน จนสุดท้ายก็หักใจโยนประเด็นนี้ลงถังขยะไป
แต่ใครล่ะจะคิดว่าหนึ่งเดือนให้หลัง หรือก็คือวันนี้...เราจะได้กลับมาเจอกันอีกในคอนเสิร์ตใหญ่ของ FTA ซึ่งเป็นวงแบนด์ที่พี่ชายฉันคอยโปรดิวซ์เพลงให้ ภายใต้ G.O.D เอนเตอร์เทนเมนต์ค่ายเพลงท็อปไฟว์ของประเทศไทย
เพื่อนฉัน คนรอบข้างฉันพูดอยู่เสมอว่าความบังเอิญมันคือเวย์หนึ่งของโชคชะตา โอเคว่าหนึ่งถึงสองครั้งอาจพอเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ แต่หากมีครั้งที่สามเมื่อไหร่...ให้เชื่อว่านี่อาจเป็นเส้นเรื่องที่เบื้องบนกำหนดไว้ กล่าวง่าย ๆ คือพรหมลิขิตที่พวกมันเชื่อกันนักหนาอะไรนั่น
ฉันอยากหัวเราะให้ฟันร่วง ไม่อยากเข้าสู่เส้นทางความงมงายบ้าบออะไรนั่นแม้แต่นิด แต่ความบังเอิญครั้งที่สามของเรากลับทำให้ฉันมาย้อนคิดอย่างเงียบเชียบว่า...หรือนี่จะเป็นไปตามที่เพื่อนกล่าวไว้จริง ๆ วะ?
คนเรามีโอกาสเจอกันโดยบังเอิญถึงสามครั้งจริงเหรอ?
ฉันได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้กับตัวเองแล้วโฟกัสเหตุการณ์ปัจจุบัน ชำเลืองมองชายปริศนาเจ้าของความคาใจที่ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการสักที
เขายืนอยู่ด้านขวาห่างออกไปราว ๆ สามเมตรในโซนบัตรหลุม ท่ามกลางผู้คนมากมาย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขาโดดเด่นเป็นแก้วเป็นแสงจนฉันไม่อาจเอาดวงตาคู่นี้ไปมองอย่างอื่นได้อีก แม้แต่เฮดหลักอย่างวง FTA
จังหวะหนึ่ง แสงเอฟเฟกต์บนเวทีสาดวูบวาบกระทบผิวหน้าเกลี้ยงเกลา เผยให้เห็นความออร่าของผิวพรรณ นัยน์ตาสีอ่อนหายากต้องแสงไฟจนเปล่งประกายโดดเด่น รับกับจมูกโด่งธรรมชาติซึ่งมีฮัมพ์เล็ก ๆ ขับให้ดูแข็งกร้าวอยู่ในที มองรวมกับริมฝีปากหยักบางไร้รอยยิ้ม แม้ดูเย่อหยิ่งเข้าถึงยากในสายตาคนมอง ทว่าอันตรายและเร่าร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉันปรับสายตาลงต่ำ สำรวจการแต่งกายของเขาเป็นอย่างต่อมา เสื้อเชิ้ตสีดำติดกระดุมไม่กี่เม็ด กางเกงยีนตัวโคร่งกับผ้าใบไนกี้แบบสปอร์ต โดยรวมแล้วก็ไม่ถือว่าโดดเด่นอะไร ทว่าพออยู่บนตัวเขากลับดูดีอย่างประหลาด
ครั้งล่าสุดที่เจอกัน เขาสวมแมสก์ปิดบังครึ่งหนึ่งของใบหน้า เห็นเพียงคิ้วเข้ม ๆ กับดวงตาที่ยากจะลืมเลือน การเจอกันครั้งที่สามของเรา ฉันเห็นองค์รวมของเขาชัดเจนขึ้นผ่านแสงวิบวับในคอนเสิร์ตซึ่งเป็นความคมชัดเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทว่าไม่ผิดไปจากที่คาดนักว่าใต้หมวกกันน็อกใบโตกลางสายฝน ใต้แมสก์สีดำบนเวทีในร้านเหล้า เขาต้องซุกซ่อนความดูดีเอาไว้พอสมควร
ความบังเอิญในคืนวันฝนตก ฉันรับประกันได้จากการเห็นดวงตาคู่นั้นว่าเขาต้องหน้าตาดีในระดับหนึ่ง ทว่าก็คิดเพียงเขาอุตส่าห์สละเวลามาช่วยตรวจเช็กสภาพรถ อธิบายเสร็จสรรพว่าเกิดจากอะไร พอเขาไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยขอบคุณ ตัวฉันมันก็รู้สึกค้างคา ไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปนเลย
จนครั้งที่สองในร้านเหล้า ความบังเอิญนั้นมาพร้อมความประหลาดใจ ตามด้วยความรู้สึกพึงใจเล็ก ๆ ในความสามารถทางดนตรี แต่ละเพลงที่ลูกค้าขอ มีหลายเพลงเลยที่ต้องเน้นโซโล่เพื่อโชว์ของ เขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ฉันอดทึ่งไม่ได้กับความเก่งกาจนั่น และเริ่มมีความคิดว่า...คงจะดีถ้าได้ทำความรู้จัก
มาครั้งนี้ มันไม่ใช่ ‘คงจะดีถ้าได้ทำความรู้จัก’ แต่ต้องแนะนำตัว ต้องพูดคุย และต้องทำความรู้จักให้มากขึ้นเพื่อสานต่อความสัมพันธ์...
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตาม
โอกาสลอยมากระแทกหน้าแล้ว จะไม่ปล่อยให้สุดหล่อคนนั้นหลุดมืออีกเป็นครั้งที่สามแน่!