บทนำ
วินาทีที่หัวใจเหมือนถูกบีบรัดด้วยลวดหนามที่มองไม่เห็นจนบิดเป็นเกลียว ราวกับมีสัญญาณเตือนภัยบางอย่างร้องบอกให้รับรู้ถึงภยันอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าสัญญาณเตือนภัยพวกนี้มักจะมาช้าเกินไปเสมอและมักจะทำให้ตั้งตัวไม่ทัน รู้ตัวอีกที… ทุกอย่างก็สายจนเกินแก้
“อึก…” ผมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทำงานของของตัวเอง ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงยืนขึ้นทั้งๆ ที่รู้สึกเจ็บเจียนตายจนเหมือนจะล้มคว่ำลงไปอยู่แล้ว
ผมเอื้อมมือมาขยำเสื้อกาวน์ที่อกข้างซ้ายของตัวเอง ภาพทุกอย่างที่เห็นเริ่มพร่าเลือนเพราะความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ ความเจ็บปวดทรมานนี้มาพร้อมกับสิ่งที่สมองกำลังกรีดร้องบอกผมถึงอาการและโรคที่เกิดขึ้น ผมว่ามันคงเป็นเรื่องปกติของคนเป็นหมอที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วยและกำลังจะกลายเป็นคนไข้เสียเอง ในหัวมันจะประมวลผลไปโดยอัติโนมัติว่าเรากำลังเป็นอะไร และดูเหมือนสิ่งที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ใช่อาการเบาๆ เสียด้วย
“คุณหมอ… ตายแล้ว! คุณหมอคะ!”
นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่ภาพตรงหน้าจะดับวูบไป ทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนหน้าจอทีวีที่ถูกกระชากปลั๊กออกอย่างกะทันหัน มันให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย
ผมได้ยินเสียงโวยวายจากเพื่อนร่วมงานและเหล่าพยาบาลที่กรูกันเข้ามา เสียงนั้นแผ่วเบาเหมือนมาจากที่ไกลๆ
จากนั้นผมก็ไม่รับรู้อะไรอีก
…
ลมทะเลที่เข้ามาปะทะใบหน้าทำให้เส้นผมสีน้ำตาลเทาของผมพัดปลิวไปตามแรงลม มือทั้งสองข้างของผมถือถุงที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบในการทำอาหาร ของใช้จิปาถะในชีวิตประจำวัน มันหนักมากจนมือของผมคงเป็นรอยแดงจากน้ำหนักที่กดลงมา
มีใครสักคนยืนอยู่หน้าบ้านของผม ใบหน้าคมสันของเขามองไปยังทะเลสีฟ้าครามที่เต็มไปด้วยเรือรูปแบบต่างๆ เส้นผมสีน้ำตาลบลอนด์ที่เข้มจนเกือบดำ สายตาของผู้ชายคนนั้นไม่ละออกจากน้ำทะเลที่อยู่เบื้องหน้า แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้กำลังมองประกายคลื่นเหล่านั้นอยู่หรอก เหมือนเขามองทอดยาวออกไปแบบไม่มีจุดหมายมากกว่า
ร่างหนาของเขาดูกำยำอย่างชายหนุ่มสุขภาพดี เขาสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม เสื้อยืดด้านในตัวหนึ่งกับเสื้อกั๊กแขนสั้น ดูไม่เหมือนนักท่องเที่ยวแล้วก็ดูไม่เหมือนพวกที่เดินเรือแถวนี้เลยด้วย
ผมเสียเวลาพิจารณาใบหน้าคมสันอย่างไม่รู้ตัว นึกสงสัยว่าเขามาทำอะไรที่นี่ หากเมื่อผมสาวเท้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่มคนนั้นและสังเกตเห็นปืนที่เหน็บอยู่ตรงบริเวณเข็มขัดผมก็ต้องชะงัก
ตำรวจงั้นเหรอ… ให้ตายเถอะ ผมเกลียดพวกพิทักษ์สันติราษฎร์ยิ่งกว่าอะไรดี คนธรรมดาทั่วไปก็ไม่ค่อยชอบตำรวจกันอยู่แล้ว
“เฮ้ คุณ”
ชายหนุ่มคนนั้นไหวตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เบือนหน้ากลับมาทางผม เขามีนัยน์ตาสีฟ้าอมเทา ใบหน้าคมที่ดูเหมาะเจาะไปเสียทุกส่วน เขาเป็นผู้ชายที่ดูดีมากจนนิยามคำว่าหล่อเหลาให้เขาได้เลยทีเดียว
หากเมื่อได้มองหน้าเขาตรงๆ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมรู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่มตรงหน้านี้อย่างประหลาด แต่ถึงจะพยายามค้นเข้าไปในหัวเท่าไรก็นึกไม่ออกสักทีว่าไอ้คลับคล้ายคลับคลานี่มันเกิดขึ้นจากที่ไหนหรือเมื่อไหร่
ผมปัดความคิดที่ว่าออก บางทีผมอาจจะแค่คิดไปเองก็ได้
“คุณมีธุระอะไรแถวนี้รึเปล่าครับ คุณตำรวจ”
ดูเขาไม่แปลกใจเท่าไรเรื่องที่ผมดูออกว่าเขาเป็นตำรวจ “ผมมาตามหาคนที่ชื่อออสติน การ์ดเนอร์ครับ”
ผมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ของที่ยังอยู่ในมือทั้งสองข้างกดข้อนิ้วผมจนปวดไปหมด แต่ผมจะวางมันลงบนพื้นตรงนี้ก็ไม่ได้ จะเอาไปไว้ในบ้านตอนนี้เลยก็ไม่ได้เพราะยังติดพันกับการสนทนากับชายคนนี้อยู่ ผมถอนหายใจสั้นๆ ออกมาอย่างเผลอตัว รู้นะว่าเสียมารยาท แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ
“ผมเองแหละครับ ออสติน การ์ดเนอร์” ผมว่า ไหวตัวนิดหน่อยเมื่อเห็นมือหนาเลื่อนมาใกล้ๆ กับมือผม ผมรีบถอยห่างจากเขาทันที และนั่นทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าชะงักไปนิดหนึ่งอย่างเสียหน้า
“ผมแค่อยากจะช่วยคุณถือ”
“เอ่อ คือ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” ผมว่า “แล้วคุณมีธุระอะไรกับผมงั้นเหรอ”
“ผมชื่อไซม่อน แมคแนร์” เขาว่าพร้อมกับหยิบตราบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “เป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ”
ผมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมขอเข้าไปคุยกับคุณในบ้านน่ะ”
“คุณมีหมายศาลรึเปล่า” ผมตัดสินใจวางของลงกับพื้น ยกมือกอดอกแล้วมองเขาตรงๆ “หรือว่าหมายค้น? แล้วไม่ทราบว่าผมกำลังจะโดนจับข้อหาอะไร”
เจ้าหน้าที่แมคแนร์ยกยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาสีฟ้าหม่นระยิบระยับอย่างนึกขัน คงเพราะท่าทีตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยของผม… ปกติตำรวจทั่วไปจะหงุดหงิดนะกับการโดนราษฎรทำตัวใส่แบบนี้ แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลาง ก็คงไม่เหมือนตำรวจทั่วไปล่ะมั้ง หรือไม่… เขาก็แค่เพี้ยน
“ผมไม่มีหมายศาลหรือว่าหมายค้นอะไรทั้งนั้นแหละครับ คุณการ์ดเนอร์ ผมมาที่นี่ด้วยเรื่องส่วนตัว”
“เรื่องส่วนตัวแต่โชว์ตรานั่นให้ผมดูเนี่ยนะ?”
เขายังคงยิ้มน้อยๆ อยู่ที่มุมปาก ผมชักเริ่มรู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าแล้วสิที่ตีรวนใส่เขา
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ผมไม่รู้จักคุณ”
“ผมก็เพิ่งแนะนำตัวไปเองนี่ครับ ผมชื่อไซม่อน แมคแนร์ เป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ทีนี้คุณก็รู้จักผมแล้ว”
น่ะ แอบกวนประสาทเหมือนกันนะนั่น
“แล้วคุณมีธุระอะไรอยากคุยกับผม?”
พูดถึงตรงนี้ นัยน์ตาสีฟ้าอมเทาคู่สวยหม่นลงนิดหนึ่ง “ผมอยากจะค่อยๆ พูดเรื่องนี้ มันค่อนข้างละเอียดอ่อน”
อ่าฮะ
“อย่างน้อยก็ช่วยบอกหัวข้อเรื่องมาหน่อยได้ไหมครับ คุณเจ้าหน้าที่แมคแนร์” ผมถอนใจนิดหนึ่ง “คือผมก็เข้าใจนะว่าคุณมีตราเอฟบีไอ… คงไม่ได้คิดจะมาปล้นบ้านผมหรืออะไรแบบนั้นแน่ แต่ผมมีงานต้องทำต่อจากนี้”
“ผมคิดว่าทางโรงพยาบาลให้คุณพักงานอยู่ตอนนี้เสียอีก?”
คำพูดประโยคนั้นทำให้ผมหน้าตึงทันที นี่จะมาคุยเรื่องส่วนตัวแบบไหนถึงได้ไปเช็คกันมาหมดแล้วแบบนี้?
“ผมเขียนหนังสืออยู่บ้านน่ะ และผมก็มีตารางเวลาของตัวเอง”
“ผมรู้เรื่องที่คุณผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ”
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงักไป เบิกตากว้างขึ้นอย่างประหลาดใจก่อนจะหรี่ลงมองชายหนุ่มตรงหน้าที่สูงกว่าผมด้วยสายตาจับผิด
“คุณแอบตามสืบประวัติชีวิตผมเหรอ?”
“ผมอธิบายได้” เขารีบพูด “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวใจที่คุณได้ไป”
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองลืมวิธีการหายใจไปชั่วขณะ ผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นเจ้าของหัวใจที่ผมได้มาเพราะมันเป็นความลับของทางหน่วยงานอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังบอกว่าเขารู้เรื่องนั้นอย่างนั้นเหรอ?
“แล้ว… คุณรู้ได้ยังไง”
เจ้าหน้าที่หนุ่มยกยิ้มหากนัยน์ตาฉายแววเศร้าหมอง
“หัวใจที่คุณได้ไปน่ะ… มันเป็นของพี่ชายผมเอง”