ฉันไม่แน่ใจว่าเราใช้เวลาในการเดินดูนิทรรศการครั้งนี้ไปนานเท่าไหร่ แต่คาดว่าหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ นั่นจึงทำให้ฉันได้หนังสือถึงห้าเล่มหนาแบบที่ตั้งใจซื้อและหยิบติดมือมา ซึ่งเฮียไวน์ก็อาสาเป็นคนไปต่อคิวชำระค่าเสียหายทั้งหมดให้อีกตามเคย เหมือนที่เขาทำเป็นประจำในทุกครั้งที่เราออกมาด้วยกัน เหตุผลหลักคงเพราะเขาเป็นผู้ชายและเป็นพี่ชาย แต่ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยก็คงเป็นเพราะฉัน…
ด้วยความที่หน้าเคาน์เตอร์ผู้คนค่อนข้างหนาแน่น ฉันเลยเลี่ยงออกมาบริเวณซุ้มด้านข้างที่ปลอดโปร่งมากกว่า จากนั้นก็หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าสะพาย เพื่อแชทถามข่าวคราวเพื่อนรักกับรุ่นพี่คนสวย ไม่รู้ว่าป่านนี้เหมาเครื่องสำอางไปกี่ตะกร้าแล้ว…
…? : Mirinda
Tichanun : มึงได้หนังสือแล้วเหรอ
อือ : Mirinda
Tichanun : เดินเล่นไปก่อนได้ปะ
เค งั้นเดี๋ยวกูเดินรอแถวนี้ : Mirinda
อุปกรณ์สื่อสารถูกกดล็อกแล้วเก็บลงที่เดิมเมื่อหมดความจำเป็น จากนั้นจึงโฟกัสไปที่เพื่อนสนิทพี่ชายอีกครั้ง และพบว่าเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วและกำลังเดินตรงเข้ามา
“สองสาวยังช็อปไม่เสร็จเลยค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นในตอนที่คนตัวสูงหยุดยื่นทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าว พร้อมกับเอื้อมมือไปขอถุงที่มันเป็นของฉัน หวังจะมาถือไว้เอง
ทว่าเขาสลับมันไปไว้ในมืออีกข้างที่ถนัดกว่า แต่ใช่ว่าจะปล่อยให้มือฉันยื่นไปเก้อหรอกนะ เพราะเขายื่นมือข้างที่ว่างของตัวเองใส่มาแทน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางขยับริมฝีปากถามอย่างเลื่อนลอย “แล้วน้องจะไปซื้ออะไรอีกไหม”
ฉันหลุบมองฝ่ามือที่ถูกกระชับแน่นขึ้น ขณะสั่นหน้าปฏิเสธ “...”
“งั้น…ไปหากาแฟกินกัน” พอล็อกเป้าหมายได้ คนตัวโตก็ออกแรงลากให้เดินตามหลังเขาไปแบบไม่ทันตั้งตัว
ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ปฏิเสธ
ไม่สิ…ความจริงฉันสามารถหยุดการกระทำเหล่านั้นได้ ด้วยการแสดงความไม่พอใจออกมา แต่ฉันเลือกที่จะปล่อยเลยตามเลย และเอาแต่มองแผ่นหลังกว้างที่อยู่ห่างเพียงช่วงแขนสลับกับมือตัวเองที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไม่รู้เพราะเขากอบกุมมันแน่นเกินไป หรือเพราะแรงดันในร่างกายมันสูงขึ้นเรื่อยๆ กันแน่
ทั้งที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยซ้ำที่เราจับมือกัน แต่ทำไมฉันต้องตื่นเต้นด้วยนะ
ใช้เวลาไม่นาน เฮียไวน์ก็พาฉันเข้ามาในร้านกาแฟแบรนด์โปรดของเขา ซึ่งบรรยากาศโดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างจากที่อื่น ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมที่ใช้โทนเดียวกันทั่วโลก น้ำตาลตัดดำถึงจะดูอึมครึมแต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาด และไม่ว่าที่ไหนก็ยังมีผู้คนใช้บริการไม่ขาดสาย
“เฮียไปนั่งรอก็ได้” ถ้าฉันเอ่ยขึ้นช้ากว่านี้สักสองวิ ประโยคนี้ก็คงถูกเปลี่ยนสรรพนามและออกมาจากปากผู้ชายตรงหน้าแทน
ความเป็นสุภาพบุรุษทำให้เขาลังเลเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับแบบจำใจ
จากนั้นเขาจึงปล่อยมือฉันเป็นอิสระ แล้วเอื้อมไปล้วงกระเป๋าตังค์สีดำออกมาจากกระเป๋าหลังกางเกงยีน ยื่นมาให้ต่อหน้า
แต่ฉันไม่รับ “เรามีอยู่ค่ะ”
และเขาไม่ฟัง ยัดมันใส่มือฉันได้สำเร็จ ก่อนเขาจะหมุนตัวเดินไปโต๊ะกลมด้านในสุดที่อยู่มุมกำแพง
ขณะที่ฉันขยับเดินตามคนด้านหน้าไปทีละนิด พลางก้มมองสิ่งของสำคัญในมือด้วยความสงสัย เท่าที่จำได้ก็เห็นใบนี้มาตั้งแต่แรก เก๋ากึ๊กขนาดนี้ไม่คิดจะเปลี่ยนบางรึไงนะ
“ไอซ์ แฟลท ไวท์ หวานน้อย หนึ่งค่ะ แล้วก็กรีนทีครีม แฟรบปูชิโน่ค่ะ เวนตี้ ทั้งสองเลยนะคะ โมจิ วาฟเฟิล สามชิ้นค่ะ ทานนี่นะคะ” ฉันสั่งออร์เดอร์ทันทีที่ถึงคิว แบบไม่ต้องดูเมนูให้เสียเวลา เพราะสำหรับแบรนด์นี้เมนูที่เฮียไวน์สั่งเป็นประจำมีอยู่แค่อย่างเดียว
หลังจากพนักงานทวนรายการ แจ้งยอด และฉันทำการชำระเงินเรียบร้อย ก็พาตัวเองมายืนรอด้านซ้ายมือตามธรรมเนียมปฏิบัติ
สักพักฉันก็ได้รับรายการที่สั่งครบถ้วน แล้วจึงเดินถือถาดเครื่องดื่มพร้อมขนมตรงไปยังจุดหมายที่เฮียไวน์นั่งไถหน้าจอมือถือรออยู่ ดวงตาคู่คมเหลือบมองในตอนที่ฉันใกล้เข้าไปเรื่อยๆ
ถาดในมือถูกวางลงบนโต๊ะกลมเตี้ย เป็นจังหวะเดียวกับที่เฮียไวน์คว่ำมือถือลงบนนั้นเช่นเดียวกัน ก่อนฉันจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ส่งกระเป๋าตังค์คืนให้เจ้าของ ฝ่ามือหนายื่นรับมันและเก็บเข้าที่เดิมโดยไม่มีการเปิดดู
ต่อมาเราเอื้อมหยิบเครื่องดื่มของตัวเองแทบจะพร้อมกัน ที่แตกต่างคือฉันยกมันขึ้นดูด แต่เขาถือไว้บริเวณต้นขาที่ยกไขว่ห้าง เอาแต่มองแล้วก็ยกยิ้มราวกับคนเสียสติ
บางทีเขาอาจทำงานหนักเกินไป…
และพอมีเรื่องการทำงานผุดขึ้นมาในหัว ฉันก็นึกบางอย่างได้พอดี
“เฮียพอจะรู้จักสัตวแพทย์ที่นี่บ้างไหม” ประโยคคำถามทำลายความเงียบเริ่มขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง