ฉันไม่ดีตรงไหน

1764 Words
ฉันชื่อด้า ผู้หญิงตัวคนเดียวมาตลอด 13 ปีที่ตั้งแต่ตอนคุณยายเสียฉันเหมือนโดนถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวมาตลอดถึงตอนนี้ฉันพึ่งจะเรียนจบกำลังหางานทำ พ่อแม่ฉันได้หย่าร้างกันตั้งแต่ฉันยังเด็ก เด็กขนาดที่ว่ายังไม่รู้เรื่ิงอะไรเลย เขาให้ฉันอยู่กับยาย2คน จะเรียกทิ้งก็ใช่ เพราะตั้งแต่ฉันเด็กๆจนตอนนี้ฉันไม่เคยเจอเขา2คนอีกเลย ส่วนยายก็มาจากฉันไปตอนฉันอายุ 9 ปี พึ่งจะส่งฉันเรียนได้ไม่ถึงไหนเลย นั้นแหละฉันทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอดและหาเงินส่งตัวเองจนเรียนจบป.ตรี ทั้งทำงานหนักทั้งเรียนไปพร้อมๆกันตลอดหลายปี ในชีวิตที่ผ่านมาอุปสรรคฉันเจอมามากมาย แต่อุปสรรคที่ฉันต้องเจอในช่วงเรียนจบจนตอนหางานดีๆที่จะทำให้ตัวเองได้อยู่สุขสบาย อุปสรรคนั้นมันคือเรื่องที่ฉันไม่เคยเจอมาก่อนและไม่อยากจะเจอ เพราะมันคือเรื่องรักๆไคร่ๆในที่ทำงาน ถ้าใครที่เจอเรื่องแบบนี้มาแล้วคงเข้าใจดี แต่คนที่ยังไม่เจอก็อย่าไปเจออะไรแบบนี้เลย พร่ำเพ้อให้ฟังก่อนแล้ว ขั้นต่อไปก็มาเข้าเป็นตัวฉันเลยนะจะได้อินไปด้วย ฉันดาด้า พึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ตอนนี้ฉันกำลังหาที่ทำงานที่มั่นคง เพราะฉันจะได้ออกจากทุกงานที่ฉันเคยทำในช่วงเรียนอยู่ ถ้าถามว่าที่ผ่านมาเหนื่อยไหม ตอบได้เลยว่าเหนื่อยสุด เพราะฉันต้องทำงานหนักมาก รับงานเยอะกว่าเรียน ส่วนเรียนก็พยายามทำให้ดีที่สุด ให้ตัวเองจบ จนตอนนี้ช่วงหางานทำดีๆ ฉันหาสมัครงานมาหลายที่ ก็สอบไม่ค่อยจะผ่าน เพราะช่วงเรียนฉันคงเอางานมากกว่าเรียนจริงๆ เลยทำให้ฉันสอบไม่ผ่านแบบนี้ แต่ตอนนี้ผ่านมาได้ 3 เดือนกว่าตั้งแต่เรียนจบมา วันนี้แหละฉันได้งานทำแล้ว จากที่ลองส่งสมัครงานไปหลายที่แล้ว โชคคงเข้าข้างฉันอยู่บ้างแหละ ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสคนโง่อย่างฉันได้ที่ทำงานชะที วันแรกของการทำงานที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง อรุณสวัสดียามเช้า ตอน 06:30น. ฉันต้องเข้าไปทำงานในเวลา 09:00น. ฉันตื่นไวไปไหมนะ เอ๊ะ!! โอเคฉันรู้แล้วว่าฉันตื่นไวไปจริงๆ อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ 08:10น. จากนั้นออกไปทำงาน วันแรกของการทำงานจะเป็นยังไงกัน พอถึงที่ทำงานแน่นอนว่าฉันต้องทำตัวเรียบร้อยก่อน เดี๋ยวจะไม่มีคนเอ็นดูเรา เดินเข้ามาในบริษัทปุ๊บ มองไปรอบๆ คือกว้างใหญ่มากกกก สงสัยทุกที่ที่ฉันสมัครงานเขาปฏิเสธฉันเพราะอยากให้ฉันมาได้อยู่ที่ทำงานดีๆแบบนี้นี่เอง ฉันขึ้นไปชั้นของคนที่เขาติดต่อบอกมาก่อนตั้งแต่เมื่อวาน ว่าให้ฉันไปโต๊ะเลขาจางชั้น… พอขึ้นมาถึงชั้นที่เขาบอกมา แต่ฉันไม่รู้จักอะไรเลย เพราะตอนนี้มาสัมภาษณ์งานฉันก็ได้สัมภาษณ์ที่ชั้นอื่นไม่ใช่ชั้นนี้ ไม่เคยมาชั้นนี้เลยเลือกที่จะถามพี่ๆที่กำลังนั่งทำงานอยู่ชั้นนี้ “พี่ค่ะ สวัสดีค่ะ พอดีว่าหนูมาหาเลขาจางค่ะเขานัดไว้” “อ๋อ พนักงานใหม่ใช่ไหม เลขาจางบอกพี่ไว้แล้ว เขาสั่งให้พี่พาน้องไปรอที่โต๊ะเขาที่ด้านหน้าห้องผู้จัดการ เพราะตอนนี้เขาออกไปทำธุระแทนผู้จัดการอยู่” “อ๋อค่ะ มันตรงไหนอะคะ หนูพอจะไปเองถูกไหม^^” “มาเดี๋ยวพี่พาไป เดี๋ยวน้องจะหลงเอา” พอพูดเสร็จพี่เขาก็พาฉันไปที่โต๊ะเลขาจาง “นี่ๆ ตรงนี้โต๊ะนี้แหละ เดี๋ยวเลขาคงมาเพราะเขามีประชุมตอน10:30น.” “ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ติ๊กต๊อกๆๆๆ ฉันนั่งรอเลขาจนเวลาผ่านไปนานเกือบชั่วโมงได้ เลขาเขามีประชุมตอน10:30น. ตอนนี้09:50น. รอนานมาก เครกุจะหลับแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววว และฉันก็เผลอหลับไปจริงๆ ฉันก้มหน้าลงหลับที่โต๊ะเลขา ไม่ค่อยจะสบายตัวแต่มันง่วงไม่ไหวทำไงได้ ขอหลับสัก 10น.ก็ได้เนาะ ?? นอนไปสักพัก ก็มีเสียงเข้ามาในหัวว่า “เลขาจาง เลขาจาง”แล้วฉันก็สะดุ้งตื่น “เอ้านี้คุณไม่ใช่เลขาจางนี้แล้วมานั่งอะไรตรงนี้” ผู้ชายที่พูดอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้คิดว่าเป็นเลขาจางที่หลับอยู่ “เลขาบอกให้ฉันรอที่นี่ค่ะ” “แล้วเขาไปไหน เห็นรุ่นพี่เขาบอกว่าไปทำธุระให้ผู้จัดการอยู่ แล้วคุณเป็นใคร หรือมาติดต่ออะไรกับเลขาจาง สั่งฉันไว้ก่อนก็ได้นะ” “ช่างเถอะๆ” เขาพูดจบเขาก็เดินไปจับที่ประตูห้องของผู้จัดการแล้วเขากำลังจะปิดประตูห้องผู้จัดการเพื่อเข้าไป “นี่คุณมีอะไรบอกสั่งฉันไว้ก่อนก็ได้ คุณจะเข้าในห้องนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวฉันโดนเลขาว่าไม่ห้ามคุณไว้นะ” ฉันลุกขึ้นพูดพยายามห้ามเขาไม่ให้เขาเข้าห้องนั้น เขาก็ไม่สนใจเปิดประตูเข้าไป ฉันกำลังจะเปิดประตูเข้าไปตามเขาออกมาเพราะกลัวโดนเลขาว่าอะไรฉันที่ไม่ห้ามเขา “ทำไรอะ จะเปิดเข้าห้องนั้นไปทำไม” แต่เลขามาพอดี มาพร้อมกับเสียงพูดที่ทำให้ฉันไม่เปิดประตูเข้าไป “อ๋อ คือ” แย่แล้วถ้าเขารู้ว่าฉันปล่อยไอ้ผู้ชายคนนั้นเข้าไปห้องนั้นละก็…จะทำไงดีเนี่ย ต้องบอกความจริงทุกอย่างไปว่ามันเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้เชื่อถือเราได้ และจะได้ไม่ว่าเรา ไม่สิจะได้ว่าเราน้อยลง “คือว่ามีผู้ชายคนนึงเขาเข้าไปในห้องผู้จัดการค่ะ ถามเขาว่าเป็นใคร แล้วหนูพยายามบอกให้เขาบอกและสั่งการอะไรไว้กับหนูก่อนเขาก็ไม่สั่งอะไร เพราะแรกๆดูเหมือนเขาจะมาติดต่ออะไรสักอย่างกับเลขาจางค่ะ แล้วไม่ทันไรเข้าก็เปิดประตูเข้าไป คือหนูห้ามแล้วแต่เข้าไม่ฟังค่ะ” ฉันพูดทั้งหมดนี้อย่างรวดเร็วไม่รู้เขาจะฟังฉันเข้าใจไหมนะ แต่อย่าว่าอะไรเลยนี้พึ่งวันแรกของฉันเอง แล้วเลขาก็เปิดประตูเล็กหน่อยดูว่ามีใครจริงไหม แล้วเลขาก็ปิดประตูลงเมื่อเห็นว่าใครในห้องนั้น “ก็ไม่มีอะไรหนิ ไม่มีคนแกล้งหน้าที่ไหน ฉันดูแล้ว” “เอ้ามีจริงๆนะคะ” “มีอะไร ไม่มี ก็ฉันเปิดดูก็เห็นแค่หัวหน้า” อ้าวเลขาเขาบอกว่าเห็นแต่หัวหน้า ตอนนี้ใกล้จะ 10โมงครึ่งแล้ว เลขาเขาเลยรีบจัดการเรื่องฉันให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะไปเข้าประชุม “เธอพนักงานใหม่ใช่ไหมนะ เครมาเข้าเรื่องเลยละกัน เดี๋ยวฉันจะพาไปที่โต๊ะทำงานของเธอ มันอยู่ติดกับพี่พนักงาน2คนนี้” เลขาพูดพร้อมกับเดินพาไปที่โต๊ะทำงานที่เตรียมไว้ให้ฉัน ที่อยู่ใกล้รุ่นพี่ที่ทำงานผู้ชาย2คน ที่ตอนนี้กำลังนั่งทำงานอยู่ ส่วนฉันก็กำลังฟังพี่เลขาเขาพูดบอกนั่นนี้ก่อนที่จะเริ่มทำงาน แล้วเขาก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานเขา ตอนนี้ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเดินออกมาจากห้องแล้วทีนี้ล่ะจะได้โดนทุกคนจับตัวข้อหาเข้าห้องผู้จัดการโดยไม่ได้รับอนุญาต เขากำลังเดินออกมา ออกมาแล้ว แต่เอะทำไมเลขาเดินตามหลังเขา หรือว่าเขา… ฉันไม่แน่ใจเลยหันไปถามพี่ที่นั่งโต๊ะข้างๆ “พี่ค่ะ คนเมื่อกี้” “คนไหนหรอ” “ที่เดินออกมาจากห้องนั้น” “ก็ท่านประธานไง ประธานบริษัทที่นี้อะ นี้ไม่รู้จักเขาได้ไง มาสมัครยังไงไม่รู้จักเขา” “เอ้าหรอค่ะ ก่อนสมัครหรือก่อนเข้ามาหนูไม่รู้” “แต่ก็ไม่แปลกหรอกที่น้องไม่รู้ เพราะเขาไม่ค่อยจะเปิดให้ใครเห็นเขา แบบว่าเขาชอบทำงานอยู่เงียบๆคนเดียว แต่เวลาจริงจังนี้โคตรน่ากลัว งานอะไรที่ต้องไปเจอคนเขาจะไม่ค่อยออกไปเจอ ถ้างานนั้นไม่สำคัญกับบริษัทมากที่สุดนะ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ที่ไหนที่มีส่วนสำคัญมากก็คือไป ส่วนที่ไหนถ้าได้ร่วมงานกันแล้วมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะได้กำไลคือเขาจะไม่แม้ที่จะรับงานนั้นเด็ดขาด” “แล้วเวลาที่เขาไม่รับงานนั้น แล้วคือเขาปฏิเสธยังไง เขาไม่โดนว่าบ้างหรอคะว่าไม่ให้ความรวมมือหรือโดนแบนในทางที่ไม่ดี อุส่าในแต่ละที่เขาอยากร่วมงานด้วย ทำแบบนี้ไม่ดีเลย แล้วจะมีใครเขาอยากจะเข้าหาอีก” “ก็มีอยู่นั้นแหละ แต่เขาก็ไม่สน” “เห้อ งี้ก็แสดงว่าบริษัทไหนที่งานไม่ค่อยจะได้กำไรก็ไม่ต้องเปลืองแรงมาเสนอร่วมงานสิเนี่ย” “ประมาณนั้นแหละ ทำงานๆเราอะพึ่งเข้ามาควรทำตัวดีๆระวังเขาจะไม่ให้อยู่ทำงานที่นี้ต่อนะ” เออวะนี้สงสัยขึ้นมาเลยว่าถ้าเขาเลือกแต่งานที่ดีๆขนาดนั้นแล้วกุหลุดมาได้ไง เข้าทำงานที่นี้ได้ไง หัวสมองอย่างกุไม่น่าจะผ่านเข้ามาได้ ถือว่าเป็นโชค แต่ที่ต้องคิดมากคือที่คุยกับเขาตรงโต๊ะเลขา กุไม่ให้ความนับถือเขาเลยก็เพราะตอนนั้นมันไม่รู้จริงหนิว่าเขาเป็นใคร แต่ตอนนี้รู้แล้วและรู้ว่าเขาคงไม่ไล่เราออกหรอกพึ่งมาเอง อีกอย่างเราก็ไม่รู้อะไรนะตอนที่ไล่เขาออกจากห้องนั้น คิดมากเลยทีนี้ เอาไว้ก่อนเถอะทำงานในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก่อนดีกว่า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD