เธอคนนั้น
“สวยงามจนลืมหายใจเลยนะครับสำหรับชุดนี้” พิธีกรบนเวทีในงานเปิดตัวเครื่องเพชรกำลังบรรยายถึงความสวยและหรูหราของอัญมณีราคาหลายสิบล้านด้วยเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังและเครื่องประดับจะโดดเด่นออกมาไม่ได้เลยถ้าไม่มีนางแบบนำเสนอออกมาให้น่าสนใจ
“ท่านผู้มีเกียรติครับ สังเกตที่สร้อยข้อมือของนางแบบนะครับน้ำเพชรงดงามเหลือเกิน” พิธีกรคนเดิมยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป แขกเหรื่อในงานจ้องเครื่องเพชรตาเขม็งเพราะมันคือชุดฟินนาเล่ปิดท้ายและช่างสมกับการรอคอยจริงๆ ทั้งสร้อยข้อมือ สร้อยคอ ตุ้มหูและแหวนต่างส่องประกายวิบวับราวกับมณีจากบนสวรรค์
การเดินแบบจบลงด้วยเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากผู้ชมในห้องแต่ไม่ใช่สำหรับชายหนุ่มคนนึง สมองและหัวใจของเขาหยุดการทำงานเมื่อได้สบตานางแบบคนนั้น เธองดงามราวภาพวาดสมกับชื่อชุดเครื่องประดับที่เธอใส่ “Breathless” เธอทำให้เขาหยุดหายใจเธอสะกดทุกสิ่งรอบตัวให้หยุดการเคลื่อนไหว
“พี่สองคะ ไปกันเถอะค่ะนักข่าวรอถ่ายรูปอยู่” ยี่หวาหรือยู่ยี่เรียกชายหนุ่มข้างๆ สำหรับเธอการอยู่ท่ามกลางแสงแฟลชของกล้องคือความสุขที่แสนโปรดปรานแต่ไม่ใช่กับเขา สองหรือสิทธาเกลียดการถ่ายรูปเข้าไส้ยิ่งเวลามีนักข่าวมายื่นไมค์จ่อปากมันทำให้เขาหงุดหงิดแบบสุดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทนเพราะคุณสมบัติอย่างนึงของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และผู้บริหารคืออดทนและมีสติ
“วันนี้คุณยู่ยี่ได้มากี่ชุดคะ” นักข่าวสายบันเทิงจ่อไมค์ถามนางแบบคนสวยเมื่อเธอเดินออกมาพร้อมชายหนุ่มมาดเข้ม
“ได้มาสองชุดค่ะ” หญิงสาวร่างสูงโปร่งตอบแบบจีบปากจีบคอกับบรรดานักข่าว
“แหม่ คุณสองใจป้ำน่าดูเลยนะคะ” นักข่าวหันเหความสนใจมาที่ผู้บริหารมาดนิ่ง สิทธา เจริญโชคพาณิชย์หรือสองคือชายหนุ่มวัยสามสิบปีเขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ของบริษัทเครื่องประดับชั้นนำที่มางานวันนี้ก็เพราะได้รับคำเชิญให้มาเป็นเกียรติไม่อย่างนั้นเขาไม่มีวันมาเสียเวลากับงานสังคมแบบนี้แน่นอน
“เปล่าครับคุณยู่ยี่เขาซื้อเองเราแค่มาด้วยกัน” สิทธาตอบแบบไม่ใส่ใจ ยี่หวาเป็นแค่คนรู้จักสำหรับเขาไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น
“แหม่ พี่สองเนี่ยถ่อมตัวจังเลย” ยี่หวาหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย เธออุตส่าห์ตอบแบบอ้อมๆ ให้คนไปตีความเอาเองแต่เขาดันมาเผยหมดให้อดลุ้นซะอย่างนั้น ยี่หวารู้ดีว่าสิทธาไม่ได้มีใจให้แต่เธอไม่เดือดร้อนเธอเชื่อว่ามารยาและความพยายามจะชนะใจเขาได้ในสักวัน ผู้ชายหล่อ รวย สุภาพชาติตระกูลดีแบบเขาหาไม่ได้ง่ายๆ เธอต้องเกาะไว้แน่นๆ
“ผมขอตัวนะครับ” สิทธาเดินฝ่าดงนักข่าวออกไปดื้อๆ เขารู้ว่าเป็นมารยาทที่ไม่ดีและเป็นคุณสมบัติที่แย่ของผู้นำแต่เขาก็แค่คนธรรมดาและมีบางมุมในตัวที่ยังเป็นเด็กเขาอยากออกไปจากตรงนี้แล้วกลับบ้านไปเล่นต่อโมเดลมากกว่า
“ยู่ยี่ขอตัวก่อนนะคะ พี่สองคงเพลียแย่แล้ว” ยี่หวาไหว้นักข่าวทุกคนและวิ่งตามไป
“พี่สองคะ รอยู่ยี่ด้วย”
“ผมบอกแล้วไม่ใช่หรอว่าไม่ชอบให้นักข่าวเอาไมค์มาจ่อหน้าผมเป็นนักธุรกิจไม่ใช่ดารานางแบบทำไมคุณไม่เคยเข้าใจ” สิทธาพูดเสียงเรียบเขาไม่ได้โมโหแต่เขาเบื่อและไม่รู้จะสลัดผู้หญิงคนนี้ออกไปยังไงเพราะเธอคือลูกสาวของบริษัทที่เขาทำการค้าด้วย
“พี่สอง ยู่ยี่ขอโทษค่ะ” ยี่หวาตอบเสียงอ่อย
“คุณก็ขอโทษแบบนี้ทุกที ดูเหมือนคุณจะสนุกที่ได้ทำให้ผมเป็นไอ้หน้าโง่ต่อหน้าคนเยอะๆ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะพี่สอง ยู่ยี่ไม่เคยคิดแบบนั้น”
“คุณก็รู้ว่าผมพูดไม่เก่งหรือจริงๆ แล้วคุณไม่ได้สนใจจำอะไรเลยนอกจากเรื่องของตัวเอง ช่างเถอะพูดไปก็เท่านั้นคุณก็ทำแบบเดิมอีกเวลาออกงานครั้งหน้า”
“เดี๋ยวผมให้รถไปส่งคุณที่บ้าน ผมอยากไปหาอะไรดื่ม” สิทธาจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งเธอจึงยอมเดินขึ้นรถแต่โดยดี ชายหนุ่มมองรถยนต์สีดำทะมึนเลี้ยวออกไปแล้วเขาก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า
สิทธาเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินอันจอแจเพราะเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแถวสุขุมวิท เขายังไม่สามารถลืมใบหน้าของนางแบบคนนั้นได้ที่เขาไล่ยี่หวาไปให้พ้นเพราะต้องการเวลาส่วนตัวเขาอยากคิดถึงเธอคนนั้นโดยไม่มีเสียงแหลมๆ ของยี่หวาคอยแทรกทุกสองนาที
“เธอเป็นใครกันนะ” สิทธาถามตัวเองในใจ เขารู้จักดารานางแบบตัวท็อปหมดทุกคนทั้งจากการทำงานและการแนบชิดรายครั้งรายคืน เขามั่นใจว่าไม่มีคนไหนเล็ดลอดไปจากสายตาได้ยิ่งถ้าเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ยิ่งไม่เคยพลาดเพราะต้องทำการทดสอบสินค้าก่อนคนอื่นเสมอ
หญิงสาวคนนั้นมีผมสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับดวงตาของเธอที่มันเป็นสีน้ำผึ้งหวานฉ่ำแสงแฟลชและประกายเพชรวิบวับอันล้ำค่าไม่อาจสู้กับรัศมีความงามเปล่งปลั่งของเธอได้ ชุดเครื่องเพชรราคาหลายสิบล้านบาทดูหมองค่าลงไปทันทีเมื่อเธอยิ้มออกมามันเป็นรอยยิ้มที่มาจากดวงตาจากหัวใจ สิทธาไม่เคยพบเจอผู้หญิงคนไหนที่งามหมดจดแบบนี้มาก่อนตั้งแต่เกิดมา
“ขอโทษครับ” ชายหนุ่มเดินเรื่อยเปื่อยมาถึงสถานีรถไฟฟ้าและก็ชนกับหญิงสาวคนนึง
“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวคนนั้นบอกแล้วจะก้มลงเก็บของที่หล่น
“ผมเก็บให้ครับ” สิทธาเก็บข้าวของทุกอย่างแล้วยื่นให้เธอ
“ขอโทษนะคะคุณเลยไปไม่ทันรถไฟ”
“อ้อ ไม่เป็นไรครับ ผม ผม…” สิทธาเหลือบไปมองขบวนรถไฟด้วยความงุนงงว่าตัวเองเดินมาถึงที่นี่ได้ยังไงและตรงนั้นในขบวนรถไฟที่เพิ่งปิดประตูนางแบบที่เขาเฝ้าคิดถึงยืนอยู่แล้วรถไฟก็เคลื่อนออกไป
“คุณคะ คุณ” หญิงสาวแปลกหน้าเรียกชายหนุ่มด้วยความกังวลใจ
“ครับ” สิทธาขานรับด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย ทำไมเขากับเธอต้องคลาดกันด้วย
“คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะอยากให้เรียกหน่วยปฐมพยาบาลไหมคะ”
“อ้อ ไม่ครับ ไม่ๆ ผมแค่เดินมาผิดชั้น จริงๆ ผมจะไปอีกทาง ขอโทษอีกครั้งนะครับ” เขาเอ่ยแล้วเดินลงมาโบกแท็กซี่
สิทธาไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบ พรหมลิขิตหรือโชคลางใดๆ ทั้งสิ้น เขาเป็นคนยุคดิจิตอลที่เชื่อว่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากเหตุและผลไม่ใช่เพราะโชคชะตาหรือฟ้าดินกำหนด เขากำลังหาเหตุผลของทุกอย่างในค่ำคืนนี้แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ นานมากแล้วที่ไม่ได้เดินเตร็ดเตร่หรือใจลอยทุกนาทีของเขามันมีค่าเกินกว่าจะเอามาทำอะไรไร้สาระแบบนั้นแต่ดูเหมือนหญิงสาวตาหวานฉ่ำจะเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่าง เธอทำให้ผู้ชายที่กังขาออกจะดูแคลนเรื่องพรหมลิขิตเริ่มจะเชื่อขึ้นมานิดๆ ว่าเรื่องแบบนั้นมันมีอยู่บนโลกยุคใหม่จริงๆ
“ถ้าเธอจะเป็นของเราก็คงได้เจอกันอีก” ชายหนุ่มบอกตัวเองในใจระหว่างนั่งรถกลับบ้าน