บทนำ
ผลัก!!! ตุบ!!!
“ฮือๆ”
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงชนิดาดังไปทั่วสนามเด็กเล่นของโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เธอถูกเด็กชายเพื่อนร่วมห้องผลักล้มลงกับพื้น คุณครูที่ยืนอยู่แถวนั้นได้ยินก็รีบวิ่งมาดูทันที ภาพที่อยู่ตรงหน้าเป็นเด็กหญิงชนิดาที่ยืนร้องไห้โดยมีเพื่อนสนิทอย่างเด็กหญิงชญาภายืนปลอบอยู่ข้างๆ พร้อมกับส่งสายตาเอาเรื่องเด็กชายพีรภาทที่เป็นคนทำให้เพื่อนของเธอร้องไห้
“พีทนิสัยไม่ดี! แค่ชะเอมชนล้มก็ขอโทษแล้วไง”
คุณครูพอจะปะติดปะต่อเรื่องได้เมื่อเข้ามาเจอน้ำเสียงไม่พอใจของเด็กน้อยชญาภา จึงรีบเข้าไปโอ๋เด็กน้อยชนิดาที่ร้องไห้ไม่หยุดก่อนทันที
ตุบ!
พอเห็นคุณครูเผลอเพราะกำลังปลอบเพื่อนตัวเองอยู่ เด็กหญิงชญาภาที่ไม่พอใจเด็กชายอยู่แล้วก็ได้โอกาสเดินเข้าไปผลักเด็กชายพีรภาทกลับทันที
“โอ๊ย!!!ไอ่ลูกไม่มีแม่”
เด็กชายพีรภาทล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บ เขาไม่พอใจและโกรธมากๆ จึงตะโกนชี้หน้าต่อว่าเด็กหญิงชญาภาทันที
“อุ๊ย! น้องเอวาค่ะ”
คุณครูตกใจ รีบเข้าไปจับเด็กๆ แยกกันก่อนจะเริ่มทะเลาะกันอีกครั้ง
“คุณครูขา ฮึกๆ พีทผลักน้องเอมค่ะ”
เด็กหญิงชนิดารีบบอกครูก่อน..กลัวคุณครูจะดุเพื่อนตัวเอง
“หยุดร้องไห้ก่อนนะคะ...น้องเอม”
คุณครูปลอบเด็กน้อยให้หยุดร้องไห้แล้วหันไปคุยกับเด็กชายพีรภาท
“น้องเอวาต้องขอโทษเพื่อนนะคะ..ส่วนน้องพีทอย่าพูดแบบนั้นค่ะ…ขอโทษเพื่อนเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”
คุณครูทำหน้าดุ พอเด็กๆ เริ่มเห็นคุณครูเริ่มดุจึงสงบลง
“ขอโทษ!/ขอโทษ!…แต่ยัยเอวาไม่มีแม่จริงๆ นิครับ”
เด็กหญิงและเด็กชายขอโทษพร้อมกันแต่เด็กชายก็ยังอดที่จะตอบคุณครูไม่ได้
“น้องพีทคะ เรียกเพื่อนดีๆ ค่ะ..ถ้าสมมติว่ามีเพื่อนมาพูดแบบนี้กับน้องพีท น้องพีทจะชอบไหมครับ”
คุณครูถามเด็กชายกลับ..เด็กชายพีรภาทนิ่งใช้ความคิดสักพักก็ส่ายหน้าไปมาเป็นคำตอบและวิ่งหนีไป
“เอาละค่ะ....เราเข้าห้องเรียนกันดีกว่านะคะ”
อึก ฮือๆ
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ของโรงเรียนซึ่งเป็นเวลาหลังเลิกเรียน เพื่อนกลับไปบ้านกันเกือบหมดแล้ว แต่ยังเหลือเด็กหญิงชญาภาที่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว เธอคิดถึงเหตุการณ์ช่วงเช้าของวัน ที่เด็กชายชี้หน้าพูดกับเธอทำให้เด็กหญิงคิดถึงแม่ที่จากไปไม่มีวันหวนกลับ
“ทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่คนเดียว”
น่ารัก...คำนี้มันผุดคิดมาในหัวทันทีที่เขาเห็นเธอ นี่มันตุ๊กตาชัดๆ และอีกประโยคที่มันลอยเข้ามาในหัวของฟรานซิส
โดโนแวน ฟรานซิส เด็กหนุ่มอายุ 17 ปี วันนี้ฟรานซิสรับหน้าที่มารับแม่ของเขาแทนคุณพ่อ แม่เข้ามาบริหารโรงเรียนแทนคุณน้าของเขาที่กำลังอยู่ในช่วงลาคลอด พอเดินมาตามทางเดินก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยที่แสนจะน่ารำคาญ พอเขาเห็นเด็กน้อยที่เป็นที่มาของเสียงเท่านั้นแหละ รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินมาถึงม้านั่งที่เด็กหญิงนั่งแล้ว และเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวว่าเขากำลังเดินเข้ามาจึงตัดสินใจถามเธอออกไป
เด็กหญิงยกมือปาดน้ำตาเงยมามองผู้ชายตัวโตที่เดินเข้ามาหา ทำให้เขามองหน้าเธอได้ชัดขึ้น รูปหน้าเรียวสวย ผิวขาวเรียบเนียนละเอียด น่าสัมผัส ดวงตากลมโตใสเต็มไปด้วยน้ำตา จมูกเล็กๆ นั้นพอรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นคนรั้นเอาแต่ใจไม่น้อย ถ้าโตมาท่าจะสวยน่ารักน่าฟัด!
เฮ้ย! นี่มันเด็กประถม!! คิดไรวะ!!
ฟรานซิสสะบัดหัวก่นด่าตัวเองในใจและหันมาให้ความสนใจเด็กน้อยตรงหน้าต่อ
“คุณพ่อไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า...อย่ามาชวนเค้าคุยด้วยหน่อยเลย คนอะไรหน้าโหด!”
อ้าวนั่นไง! ดื้อไม่น้อยเลยนะเราแถมยังปากเก่งตั้งแต่เด็กเสียดายที่ยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกเดียว ถ้าเป็นเด็กโตพ่อจะจับจูบให้หายปากดีเลย!
ฟรานซิสคิดในใจอีกครั้ง เขายิ้มมุมปากตลกในสิ่งที่เขากำลังคิด มันโคตรจะบ้า!
แต่ใบหน้าที่แสนน่ารัก การพูดจาที่แสนจะฉลาดของเธอทำให้เขาย่อตัวลงนั่งข้างๆ เด็กสาวแทนที่จะกลับไปยังทางเดิม
เธอระวังตัวกับเขามากและขยับหนีอยู่นิดหน่อย ทำให้เขามองเห็นชื่อที่ติดอยู่บนบัตรที่ห้อยคอเด็กหญิงได้อย่างชัดเจน
“เด็กหญิงชญาภา...ร้องไห้ทำไมคะถ้าหนูร้องไห้บ่อยๆ จะทำให้ไม่สวยนะ”
ให้ตายเถอะ..ทำไมต้องอ่อนโยนด้วยวะเนี่ย
ฟรานซิสบ่นตัวเองอีกครั้งในใจ แต่พอคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าอยากจะเห็นเด็กคนนี้ยิ้มดูสักครั้ง
เขายกมือลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ซึ่งเธอก็เอี่ยวตัวหลบเช่นกัน
“พี่มีอมยิ้มอยู่ 2 อัน ทานด้วยกันไหมคะ”
ฟรานซิสหยิบอมยิ้มที่เขาพกไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทให้เด็กหญิงเขามักจะพกติดตัวไว้เสมอเวลาที่คิดอะไรไม่ออก
“ขอบคุณค่ะ”
เด็กหญิงปาดน้ำตาที่ยังไหลแต่ไม่ได้ร้องไห้แล้ว เธอรับอมยิ้มนั่นไว้แต่ยังก้มหน้าไม่ยอมคุยกับเขาอยู่ดีแถมยังถือมันไว้ไม่แกะด้วย
เขานั่งอยู่กับเด็กน้อยอยู่นานพอสมควรไม่มีบทสนทนาใดนับจากที่เธอขอบคุณเมื่อรับของจากเขา
"ทำไมไม่กลับบ้านละคะ"
อยู่ๆ เธอก็ถามคำถามกับเขา ยอมเงยหน้ามามองเขาแต่ก็ไม่กล้าสบตาเขาอยู่ดี
เขาจึงหยิบอมยิ้มอีกชิ้นในกระเป๋าเสื้อสูทมาแกะและอมมันโชว์ซึ่งการกระทำทั้งหมดเด็กหญิงมองเขาตลอดไม่ละสายตา และยกอมยิ้มที่อยู่ในมือส่งมาให้เขา
"แกะให้หนูหน่อยค่ะ"
เป็นไปอย่างที่เขาคิด เด็กหญิงระวังตัวเก่งมาก
หลังจากนั้นเธอก็พูดกับเขาไม่หยุด จากที่เขาพยายามชวนเธอคุยกลายเป็นเขาที่เป็นฝ่ายนั่งฟังเธอพูดเอง ถึงได้รู้สาเหตุว่าเด็กน้อยร้องไห้เพราะอะไร
“นายน้อยครับ....นายหญิงจะกลับแล้วครับ”
พอเขาเพิ่งจะได้คุยกับชญาภาได้ไม่นานก็มีคนมาขัดจังหวะ
อวานอฟ อีวาน บอดี้การ์ดประจำตัวของฟรานซิสเดินเข้ามาตามหานายน้อยที่หายไปนานพอสมควรแล้ว
แต่เขาต้องตกใจเล็กน้อยกับภาพที่เห็นตรงหน้า ปกติฟรานซิสไม่ค่อยคุยกับเด็กสักเท่าไหร่ เขาไม่ชอบเด็ก แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง ฟรานซิสแทบจะไม่เข้าใกล้ เพราะรำคาญเสียง
“อืม”
ฟรานซิสตอบกลับแล้วยืนขึ้น เขากำลังจะหันหลังกลับแต่มือน้อยๆ ของเด็กหญิงกลับดึงเสื้อสูทของเขาไว้แน่นทั้งยังดึงมันลงเบาๆ
“พี่ชายอุ้มน้องเอวาไปส่งหน่อยได้ไหมคะ”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองรอคำตอบดวงตากลมโตนั่นกล้าที่จะสบตาเขาตรงๆแล้ว แถมยังยืนขึ้นแล้วอ้าแขนรอเขาอุ้มเธออีก
ชญาภาเธอมักจะกลับช้ากว่าเพื่อนเสมอและเกือบจะเป็นคนสุดท้ายของโรงเรียนเป็นประจำ เนื่องจากจะต้องรอพี่ชายเลิกเรียนก่อนแล้วจึงมารับเธอกลับบ้านพร้อมกัน
“ผมอุ้มให้ไหมครับนายน้อย”
อีวานรีบถามทันทีที่เห็นท่าทีของนายน้อยที่ยืนนิ่งไม่ขยับ
“...”
ฟรานซิสไม่ตอบ เขายิ้มให้เด็กเล็กน้อยและยอมย่อตัวลงมาอุ้มเด็กน้อยแต่โดยดี
“พี่ชายชื่ออะไรคะ...หนูชื่อน้องเอวาค่ะ”
“น้องเอวา..เรียกพี่ว่า พี่ฟรานก็ได้ครับ”
เขายิ้มให้เด็กน้อยแล้วอุ้มเดินออกไปหน้าโรงเรียน
พอถึงหน้าโรงเรียนชญาภาเห็นพี่ชายตัวเองก็กรีดร้องเรียกพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้าง
“พี่อ้นนน!!!....น้องเอวามาแล้วค่า!!”
ฟรานซิสกระตุกเมื่อได้ยินเสียงแผดดังของเด็ก แต่ก็ยังพอทนได้ ตอนนี้เขาให้ความสนใจพฤติกรรมของเด็กคนนี้มากกว่า
เด็กอะไรตอนร้องไห้ก็เอ็นดูแล้ว...พอยิ้มแล้วน่าฟัดที่สุด ฟรานซิสคิดในใจแล้วปล่อยให้เด็กน้อยลงจากอ้อมแขนหลังจากที่เห็นพี่ชายของเด็กน้อยจ้องเหมือนจะหาเรื่องเขาเสียให้ได้
“พรุ่งนี้เจอกันนะคะ....พี่ฟราน”
เด็กหญิงโบกมือลา และส่งยิ้มมาให้ฟรานซิส เขาไม่พูดอะไรเพียงแต่โบกมือลากลับ
“นายน้อยครับ....นายหญิงพร้อมที่รถแล้วครับ”
อีวานเรียกเตือนนายตัวเองอีกครั้ง...เมื่อเห็นนายยืนมองไปทางประตูโรงเรียนนานหลายนาทีไม่ขยับเลย
ซึ่งเขาอดแอบอมยิ้มกับสิ่งที่นายน้อยเพิ่งทำไปไม่ได้...นายน้อยของเขายังเหลือความอ่อนโยนอยู่บ้าง
“หยุดยิ้มแบบนั้นซะที!”
ฟรานซิสหันไปตวาดอีวานอย่างหงุดหงิดแล้วเดินไปหาแม่ของเขาที่รถ
หลังจากที่ได้พบกันวันนั้น ช่วงเวลาที่น้าลาคลอด ฟรานซิสมักจะอาสามารับแม่แทนพ่อเสมอ นั่นก็เพราะเจ้าหญิงตัวน้อยของเขานั้นเอง....น้องเอวา เธอมักจะเรียกแทนตัวเองแบบนั้น
ถึงแม้ว่าเด็กน้อยจะบอกกับเขาว่าโดนพี่ชายสั่งห้ามคุยกับเขาตั้งแต่วันแรกที่เขาเจอเธอก็เถอะ เขาก็สามารถหาวิธีที่สนิทกับชญาภาได้
แต่งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา...เขาจะต้องกลับอิตาลีแล้ว
“น้องเอวาคะ พี่ฟรานจะต้องกลับบ้านแล้วนะคะไว้มีโอกาสพี่จะมาหานะ”
ฟรานซิสตัดสินใจบอกลาชญาภาแทนที่จะจากกันไปแบบไม่ล่ำลา เขาจำเป็นต้องกลับไปเรียนให้จบและเรียนรู้งานของตระกูลเพื่อรับงานต่อจากพ่อของเขา คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกนาน
อึก ฮือ ฮือ
เด็กน้อยก็น้ำตาคลอเบ้าและปล่อยโฮออกมา
“พี่ฟรานจะไปแล้วเหรอคะ แล้วเอวาจะคุยกับใครหลังเลิกเรียน”
ชญาภาเบ้ปากพูด เธอต้องขาดคนคุยด้วยหลังเลิกเรียนแน่ๆ เธอต้องกลับมาเหงาอีกตามเคย
ฟรานซิสขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอ เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อยเบาๆ
“เอวาต้องไม่ขี้แยค่ะ อะนี่พี่ให้สร้อยเส้นนี้ให้กับเอวานะเอวาจะได้ไม่ลืมพี่ฟรานไงคะ”
ฟรานซิสสวมสร้อยทองคำขาวจี้รูปนกฝั่งเพชรสีน้ำเงินใสให้กับเด็กน้อย มันเป็นสร้อยที่สั่งทำพิเศษไม่สามารถถอดออกได้ถ้าไม่มีรหัสปลดล็อกเว้นเสียแต่ว่าเด็กน้อยจะให้ใครช่วยตัดมันออกไปจากลำคอสวย
“ว้าวสวยจังเลยค่ะ”
“หนูสัญญากับพี่นะคะ...ว่าจะไม่ถอด”
“ค่ะ”
ชญาภายิ้มรับแล้วกระโดดลงจากม้านั่งเมื่อคุณครูมาตามหาเพราะได้เวลาพี่ชายมารับกลับบ้าน
สร้อยเส้นนี้พี่ให้เป็นของขวัญมัดจำเธอไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาพี่จะมาเอาคืน...เธอเป็นของเขา ของเขาใครห้ามแตะ
เขาจองเธอไว้แล้ว....หนูเป็นของพี่นะเด็กน้อย
****