bc

#คุณภามคะขา

book_age12+
72
FOLLOW
1K
READ
family
HE
love after marriage
lighthearted
addiction
like
intro-logo
Blurb

เพราะเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอต้องอยู่ใกล้ชิดเขา

ความรู้สึกเริ่มถักทอขึ้นพร้อมกับเรื่องราวต่างที่ผ่านเข้ามาทดสอบทั้งเขาและเธอ

เรื่องราวระหว่างนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 กับสาวน้อยพืชสวนจะลงเอยอย่างไร

ร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้ใน

#คุณภามคะขา

chap-preview
Free preview
#คุณภามคะขา 1
#คุณภามคะขา 1 ตึกสีขาวสี่ชั้นที่เต็มไปด้วยเหล่านักศึกษา บ้างนั่งจับกลุ่มที่ม้านั่งใต้ตึกเรียน บ้างเดินขึ้นลงบันได บ้างยืนรอลิฟต์ต่างจากฉันที่ตอนนี้หอบกระเป๋าวิ่งขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบ วันนี้มีเรียนตอนสิบโมงเช้าและตอนนี้เก้าโมงห้าสิบหก ภาวนาให้ฉันวิ่งไปถึงห้องเรียนก่อนอาจารย์จะเข้าห้องสอนทีเถอะ ฉันไม่มีคะแนนจะให้อาจารย์หักแล้วนะ! “09.59 ทำลายสถิตินะบอกเลย” เสียงกวน ๆ ดังจากสายฟ้าเพื่อนสนิทในกลุ่มด้วยกันที่เอ่ยแซวมา แน่นอนว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่เหนียมอายตรงกันข้ามเมื่อเพื่อนเอ่ยประโยคนั้นจบฉันเดินเข้าใกล้มันพร้อมกับกระเป๋าที่ถูกยกฟาดคนที่เอ่ยกวนประสาทตั้งแต่เช้าของวัน “โอ๊ย!” “แกก็ไปแซวมล โดนตีจนน่วมไม่มีหรอกสำนึก” แก้วเพื่อนในกลุ่มอีกคนเอ่ยอย่างระอาเพราะนี่เป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนในกลุ่มต่างคุ้นชินกันเป็นอย่างดี “มันเคยบอกว่าไม่ตีแล้วนอนไม่หลับ” ฉันตอบเพื่อนก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เผิงที่วันนี้ยังคงนั่งมองฉันและสายฟ้าตีกันเงียบ ๆ เช่นเคย ยังไม่ทันได้พูดคุยกับเพื่อนมากไปกว่านี้ อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาพร้อมกับสายตาพิฆาตที่กวาดมองทั่วห้อง กระทั่งฉันและอาจารย์เราสบตากันปิ๊ง ๆ นั่นแหละ อาจารย์ถึงได้เดินไปที่โต๊ะพร้อมกับเริ่มบรรยายคลาสเรียนของวันนี้ ด้วยความที่ปีสามของคณะเรามีวิชาเรียนเพียงแค่สี่วิชาเฉลี่ยแล้วเรียนวิชาละวันเห็นจะได้ แต่ถึงแม้วิชาเรียนจะน้อยแต่งานที่อาจารย์สั่งนั้นไม่ได้น้อยตามเลยสักนิด อีกอย่างสาขาที่เรียนมีนิสิตไม่เยอะเลยทำให้รู้จักกันทั่วถึงทั้งชั้นปี มีเรื่องช่วยกันเต็มที่แต่ตอนที่เรื่องเงียบก็ต่างคนต่างอยู่ ตลกดีเหมือนกัน ความสัมพันธ์แบบเอื้อยอ้ายมาก “หิวข้าวไปกินข้าวที่โรงอาหารกันไหมหรือจะกลับกันเลย” แก้วถามระหว่างที่นั่งรอเพื่อนรวบรวมงานไปส่งอาจารย์ ถามว่าตอนนี้ฉันหิวไหม ก็ไม่เท่าไหร่แต่ถ้ากลับไปคงไปนั่งเหงานอนเหงาคนเดียวแน่ ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นขอฉันนั่งกินข้าวเปื่อย ๆ อยู่กับเพื่อนดีกว่า “เอาสิ หารสองนะ” มนัสเพื่อนอีกคนเอ่ยตอบพร้อมกับเสนอสถานที่ หารสองคือชื่อย่อที่พวกเราใช้เรียกโรงอาหารแห่งที่สองของมหาลัย ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับตึกเรียนนี่แหละ ใกล้กับแปลงต้นไม้ของเราชาวคณะด้วย ส่วนโรงอาหารหนึ่งเราไม่ค่อยไปกินที่นั่นเท่าไหร่เพราะคนเยอะแล้วอีกอย่างอยู่คนละฝั่งกับตึกเรียนของพวกเราเลยก็ว่าได้ “ได้เลย เดี๋ยวตามไปขอกลับไปเอาของที่รถก่อน” บอกเพื่อนพร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าสะพายของตัวเอง สงสัยใช่ไหมล่ะว่าฉันเรียนอะไร ที่จริงฉันเรียนคณะเกษตรสาขาพืชสวน อย่างเท่เลยใช่ไหมล่ะ ชมว่าเท่หน่อยนะเพราะที่บ้านหัวจะปวดกับสาขาที่ฉันเรียนตั้งแต่ม.6 จนถึงตอนนี้ปีสามแม่ยังคงหัวจะปวดกับฉันอยู่เลย เอาแต่ถามว่าคิดดีแล้วใช่ไหม? แต่คือเรียนมาสามปีแล้วอะแม่ยังต้องถามอีกเหรอ ฉันเองก็งง “ได้ ให้สั่งอะไรให้ไหม?” “ไม่ ๆ เดี๋ยวไปเดินดูเอง” ฉันสะพายกระเป๋าขึ้นหลังก่อนจะรีบออกจากห้องเรียนเพื่อกลับไปเอาของที่รถ ของที่ว่าเป็นรองเท้าที่ขมิ้นฝากซื้อ กระทั่งเดินกลับมาถึงที่รถฉันหยิบกล่องรองเท้าของเพื่อนไว้ติดมือมา จากนั้นก็ตั้งใจจะเดินกลับมาหาเพื่อนที่โรงอาหารสอง ระหว่างกลับมาที่โรงอาหาร เพราะความซุ่มซ่ามหรือเพราะฝนที่เพิ่งหยุดตกในช่วงรุ่งสางถึงทำให้พื้นมีน้ำขัง ฉันที่พยายามย่องเบากลับลื่นคราบตะไคร่บนพื้นจนเกิดทางยาว กล่องรองเท้าในมือกระเด็นออกห่างพร้อมกับร่างฉันที่ค่อย ๆ ล้มลงบนพื้น ศีรษะโขกเข้ากับประตูรถคันหรูที่จอดอยู่ใกล้ ๆ เสียงดังปึก! ดังติดต่อกันสองครั้ง ครั้งแรกศีรษะโขกเข้ากับบานประตูรถเต็มแรง เสียงปึก! ที่สองเกิดจากกระเป๋าฟาดเข้ากับตัวรถ ใจฉันฝ่อลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงซิปขูดเข้ากับตัวรถ เสียงหวีดหวิวนั่นทำให้ฉันแทบหลั่งน้ำตา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนตัวฉันเองยังตกใจ ภายในใจภาวนาอย่าให้มีใครเห็นเลยนะ ฉันลุกขึ้นเองได้ ถ้ามีคนเห็นฉันคงรู้สึกอายมาก... “เป็นอะไรไหมครับ?” ฆ่าฉันเถอะ!! ทำไมตอนที่เกิดเหตุการณ์น่าขายหน้าแบบนี้ถึงต้องมีผู้หวังดีเห็นด้วยนะ “มะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ” เอ่ยขอบคุณคนใจดีที่เข้ามาช่วยพยุงอย่างทุลักทุเล เพราะมัวแต่อายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉันไม่กล้ามองคนใจดีเลยสักนิด แต่สายตาฉันมองต่ำกระทั่งเจอหลักฐานชิ้นสำคัญว่าฉันเพิ่งทำเรื่องใหญ่ให้พ่อปวดหัวเพิ่มอีกแล้ว รอยบุบและรอยขีดข่วนบนรถคันละเกือบหกล้าน “ฮื่อ!!! ตายแน่ แม่ตีแน่เลย” บ่นกับตัวเองเสียงงอแง มือจดชื่อเบอร์โทรติดต่อและสาเหตุที่ต้องให้ข้อมูลติดต่อกับอีกฝ่าย เขียนเสร็จก็ถ่ายรูปรอยประติมากรรมที่ฉันเพิ่งรังสรรค์ขึ้นมาไว้จากนั้นก็แนบกระดาษนั้นลงบนหน้ารถโดยใช้ที่ปัดน้ำฝนรถคันหรูทับไว้ “ขอโทษนะคะ เราไม่ได้หนีนะติดต่อมานะคะเราจะรับผิดชอบประติมากรรมนี้เอง แต่ตอนนี้เพื่อนรออยู่...” เอ่ยบอกรถคันหรูนี้เสียงแผ่วก่อนจะรีบเก็บของมาไว้ในอ้อมกอด เมื่อหันมาเจอคนใจดีที่เมื่อได้สบตาก็เห็นว่าเขานั้นสวมหน้ากากอนามัยไว้อยู่ ดวงตาที่มองมานั้นจะบอกว่าเขาขำฉันอยู่ก็น่าจะใช่ คงไม่เคยเจอคนบ้า ๆ บอ ๆ แบบนั้นสินะ “เอ่อ ขอบคุณที่ช่วยไว้นะคะ” ฉันยกมือไหว้อีกฝ่าย ยังไม่รู้หรอกนะว่าอายุเท่ากัน มากกว่าหรือน้อยกว่าแต่ขอไหว้คนตรงหน้าไว้ก่อน “ครับ ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม?” คนใจดีเอ่ยถามต่อพร้อมกับมองอย่างไม่สบายใจ “ไม่เจ็บค่ะขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ เอ่อ คือขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” ฉันรีบบอกอีกฝ่ายก่อนจะเดินกะเผลก ๆ ออกจากตรงนั้น มือก็ล้วงโทรศัพท์ตัวเองออกมากดโทรหาที่พึ่งของฉันในตอนนี้ หวังว่าอีกฝ่ายจะรับสายนะ ระหว่างยกโทรศัพท์แนบหูก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านออกมาจากโรงอาหารสอง ฉันทำได้แค่หลบเท่านั้นไม่ได้สนใจหรือใส่ใจมองมากนัก (ไง นึกยังไงโทรหาตอนนี้) ปลายสายเอ่ยถามพร้อมกับเสียงที่ดังแทรกเข้ามาเรื่อย ๆ “พี่คุณครับ ช่วยน้องด้วย” คุณครับ คือชื่อของพี่ชายเพียงคนเดียวของฉันเอง และตอนนี้ที่พึ่งเดียวที่ช่วยให้พ่อจะไม่ดุแล้วแม่จะไม่ปวดหัวคือฉันต้องพึ่งพี่ชายคนเก่งของฉันเท่านั้น (คะขา เป็นอะไรบอกพี่ ไม่สบายหรือเปล่า) สงสัยอีกล่ะสิ ว่าคะขาอะไรนั่นคือใคร นั่นแหละชื่อของฉัน คะขา ชื่ออย่างหวานตรงข้ามกับฉันที่เป็นอยู่มาก ๆ เลยล่ะ “เปล่าค่ะ พี่คุณหนูทำรถของใครก็ไม่รู้เป็นรอยแล้วก็บุบด้วย แบบว่า...” (ฮะ? ยังไงนะขับรถชนเขาเหรอหรือยัง? คะขาพี่ไม่เล่นนะรีบบอกมา เจ็บตรงไหนไหม?) พี่คุณเปลี่ยนน้ำเสียงฉับพลันพร้อมกับความรัวเร็วในประโยคแสนจะเป็นห่วงนั่น “หนูล้มแล้วหัวโขกรถใครก็ไม่รู้ แล้วกระเป๋าก็กระเด็นไปโดนรถจนเป็นรอย...” (แล้วเจ็บตรงไหนไหม?) “ไม่ ไม่เจ็บค่ะ” (เขาเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ พี่จะโอนไปให้) “ยังไม่รู้เลย เจ้าของรถไม่อยู่แต่ให้เบอร์ติดต่อไว้แล้วค่ะ คือ ถ้าเขาเรียกไม่เยอะหนูพอมีเงินอยู่แต่ว่า คือถ้าไม่พอ...” (พี่จะออกให้ จะเอาเท่าไหร่ค่อยบอกพี่) “ขอบคุณค่ะ” (ดูแลตัวเองดี ๆ คะขา อย่าซนขนาดนั้น) “หนูไม่ได้ซนสักหน่อย” รีบเถียงกลับไปทันทีเมื่อพี่ชายตัวเองบอกว่าซน เหตุการณ์ครั้งนี้ฉันไม่ได้ซนนะเพียงแค่ฉันซุ่มซ่ามต่างหากเล่า (ให้จริง เอาละถ้าไม่มีอะไรพี่ขอวางก่อนนะ ขอไปตีกับซินแสก่อนแม่ง จะไปเรียนซินแสแล้วไม่ไหวจะตีกับซินแส) “ค่ะพี่ สู้นะ” (อือ สู้ เจอกัน) “เจอกันค่ะ” “เฮ้ย! ไปทำอะไรมา ทำไมเป็นแบบนี้” เสียงร้องของกลุ่มเพื่อนฉันดังขึ้นพร้อมกับสายฟ้าที่วิ่งเข้ามาดูฉันที่กำลังเดินเข้าใกล้โต๊ะที่มีกลุ่มเพื่อนนั่งอยู่ “ล้มน่ะสิ” ตอบเพื่อนเสียงเบา ระหว่างที่เพื่อนช่วยพยุงให้ไปนั่งที่เก้าอี้ท่ามกลางสายตาสงสัยระคนเป็นห่วงของเพื่อนคนที่เหลือ “ทำไมถึงล้มได้?” แก้วถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือยื่นมาจับแขนพลิกดูคล้ายสำรวจหารอยแผลหรือจุดที่บาดเจ็บ “ไม่มีแผลหรอก” บอกกับเพื่อนพร้อมเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เพราะไม่อยากให้เพื่อนกังวลไปมากกว่านี้เลยเปลี่ยนเรื่องคุยและทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายในใจลึก ๆ หวังว่าเจ้าของรถจะเห็นกระดาษแผ่นนั้นและติดต่อกลับมา ฉันเองก็ไม่สบายใจจริง ๆ ที่ทำให้รถของเขาเป็นรอยถึงแม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม ช่วงเย็นของวันฉันกลับมานั่งทำรายงานที่ห้องตัวเองพร้อมกับลอบมองโทรศัพท์บ่อย ๆ ตลอดทั้งวันเจ้าของรถก็ยังไม่ติดต่อกลับมาหรือเขาไม่เห็นกระดาษที่ฉันเขียนไว้กันนะ

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

ร่านรัก จักรพรรดินี

read
2.0K
bc

วิศวะร้ายปกป้องยัยตัวเล็ก

read
1.3K
bc

หัวใจที่โหยหา

read
1.1K
bc

กลับมาเกิดเป็นฮูหยินวิปลาส

read
3.5K
bc

หัวใจซ่อนรัก(เฮียเดย์)

read
48.6K
bc

เมื่อฉันแอบรักซุปตาร์นายเอกซีรีส์วาย

read
18.8K
bc

ทะลุมิติสยบสามีจอมเย็นชา

read
2.8K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook