CHAPTER 2
“ขอบคุณครับที่อยู่กับกันต์” สุดท้ายผมก็เอ่ยประโยคนั้นออกไปจากปากแล้วหลุบสายตาลงก่อนสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวโดยการเดินออกมาจากตัวบ้านเกือบจนถึงประตูใหญ่ผมก็หันใบหน้ากับไปมองด้านในอีกครั้งราวกับต้องการสำรวจด้วยสายตาให้แน่ชัดว่าทุกอย่างยังคงอยู่อย่างปกติที่สุด การถอนหายใจออกมาเกิดขึ้นตามลำดับถัดมาจากนั้นริมฝีปากก็ยกยิ้มพร้อมเปล่งประโยครั้งท้ายของคำคืนนี้ “ถ้าแลกลมหายใจนั้นกับคนอย่างผมแทนมันคงจะดีนะครับ”
นี่คือประโยคทิ้งท้ายในค่ำคืนนี้
และก็เป็นประโยคที่ผมคิดมาตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
ห้วงของกาลเวลาทำอะไรไม่ได้หรอกเพราะมันไม่ได้จางหายไปแต่กับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงผมจะเลือกไปอยู่อีกซีกโลกหนึ่งด้วยเวลานานเพียงไหนพอกลับมาอยู่ที่เดิม อยู่ตรงจุดเดิมสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็ไร้ประโยชน์ลงไปด้วยซ้ำฉะนั้นสู้กลับมาแล้วจัดการต่อสู้กับมันสักครั้งมันจะเป็นอะไรไป
ถ้าเจ็บหนักต่อไปมันก็แค่ตาย แต่ถ้าอีกฝ่ายเจ็บเขาก็คงตายทั้งเป็นเช่นกัน
ความเป็นจริงมันก็มีอยู่เท่านี้แต่ถ้าไม่มีใครเริ่มทุกอย่างก็จะสงบสุขเพราะยังไงผมไม่มีวันเริ่มระรานใครก่อนทั้งนั้นไม่ว่าจะใครก็ตามแต่ก็ใช่ว่าจะยอมก้มหัวให้ใครเช่นกัน เคยได้ยินไหมว่าถ้าถอยก็คือถอย สู้ก็คือสู้ เล่นก็คือเล่นได้แต่ถ้าบอกว่าไม่คำเดียวใครหน้าไหนมันก็ไม่มีสิทธิเข้ามาแน่
ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
“ลมอะไรหอบมึงมาไทยอีก”
“...”
“เป็นเหี้ยไรไม่พูด”
นี่เหรอคำพูดของเพื่อนตอนมันเห็นหน้าผมถ้าเป็นคนอื่นผมจะตอบยังไงก็ได้ตามความคิดของตัวเองแต่นี่คนถามไม่ใช่คนอื่นทว่าเป็นเพื่อนรักในกลุ่มเดียวกันตั้งแต่ไฮสกูล (High school) แล้วผมก็สนิทกับมันฉิบหายเนี่ยสิถึงเว้นคำตอบเอาไว้แล้วส่งท่าทางเป็นคำตอบแทน
เชื่อเถอะเดี๋ยวก็เจอดี ผมเนี่ยแหละที่จะเจอดี
การเล่นกับความอยากรู้ของคนนั้นไม่ใช่เรื่องน่าลองดีไม่ควรก้าวเข้าไปลองหรอกเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรับได้แล้วยังทำท่าทางใจดีส่งมาให้ตลอดควรดูคนๆ นั้นด้วยไม่เช่นนั้นถ้าโดนเล่นกลับมาอันนี้ผมก็ไม่รู้ด้วยแหละ ถือคติว่า ‘ตัวใครตัวมัน’ แล้วกันมันใช้ได้เสมอในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง
“ยักไหล่หาเวรตะไลอะไรของมึง กูต้องการคำตอบไม่ใช่ให้คำพูดของกูเล่นผ่านซอกหูมึง”
นั่นไง... คำพูดคำจาฟังได้ที่ไหน
ขนาดผมอยู่เมืองนอกมานานยังรู้เลยว่ามันไม่ไพเราะเสนาะหูเท่าไหร่นัก
“โคตรโหดร้าย กูอยากเจอมึงก็เลยกลับมา”
“แต่กูไม่อยากเจอมึง”
“นี่เพื่อนไงโว้ย เพื่อนมึงไอ้ห่า”
“เหรอ มึงเพื่อนกูเหรอ?”
“เล่นเหี้ยไร”
“ไม่เล่น”
“เออๆ” เออๆ แต่ผมยังใจเย็นไม่ตอบกับเปลี่ยนเป็นยกอเมริกาโน่ของโปรดดื่มอึกใหญ่ทั้งที่มีสายตาเกรี้ยวกราดของอีกคนจ้องมองไม่วางตา มันคือไอ้ ‘เกมส์’ (อยากรู้รายละเอียดก็ไปอ่านเรื่องของมันซะ) “กลับมาอยู่แล้ว”
“มึงจบแล้วเหรอไอ้สัส”
“จบแล้ว”
“เข้าบริหารต่อเลยหรอ”
“กูมาอยู่ตรงหน้ามึงไม่ถามอะไรที่ไม่ใช่เรื่องงานหน่อยเหรอไงวะ เพื่อนรักมึงทั้งคนนะเว้ย” เห็นหน้าก็ถามหางานผมไม่บ้าทำงานทำการเท่ามันหรอก “หน้าอย่างกูไม่รักการทำงานใดๆ”
“กูต้องสนใจด้วยเหรอ?”
มองค้อนได้โคตรเย็นชา มองเหมือนอยากลากผมไปกระทืบ
“เหอะ... ซึ้งใจจังเพื่อนเกมส์”
“หึ...” ไอ้เกมส์แสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยตามสไตล์ของมันจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นบึ้งเหมือนเดิมไม่มีใครสมควรได้รับรอยยิ้มจากมันหรอกนอกจากเพื่อนเก่าคนนั้น คนที่มันเทิดทูนบูชาเอาไว้เหนือแม่งใครทั้งปวงแล้วใครก็แตะเธอไม่ได้ด้วยนะ ลองคิดเข้าไปแตะดูสิไม่ตายก็พิการเห็นมาหลายรายแล้วเช่นกัน “เอาดีๆ กูถามจริงนะไอ้กันต์”
“ก็ตามนั้น มาอยู่ไทย”
“คิดกลับแวนคูเวอร์อีกมั้ย”
“ตอนนี้ยังกูพึ่งมาจากที่นั่นมั้ย”
“แสดงว่าไม่แน่นอน” ผมมันมองเข้ามาแล้วรู้ขาดขนาดนั้นหรือไงกัน ไม่หรอกมั้งใครมันจะไปรู้ดีเท่าตัวผมเองกันล่ะอย่างน้อยๆ ไอ้เกมส์ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมคิดอะไรอยู่แน่ๆ “กูอ่านเกมส์มึงออกนะไอ้กันต์”
“ใช่ดิกูเรียนดี กีฬาเก่งเน้นรวย”
“ไร้สาระ”
“ก็เรื่อยๆ กูไม่มีเกมส์อะไรหรอก”
“เรื่อยของมึงมักมีอย่างอื่นแฝงเสมอ” เชื่อกับมันเลย “อย่าลืม”
“...”
“รู้มั้ยตั้งแต่มึงไปแวนคูเวอร์คราวนั้นชีวิตกูวุ่นวายมหาศาลมากแค่ไหนกับกิ๊กมึง เป็นเหี้ยไรมากเปล่าวันๆ ตามหาแต่มึงไอ้กันต์ กูอยากบอกว่ากลับมาก็เคลียร์ซะ”
“ไม่อะไรแล้วต่างหาก ไม่คบ ไม่เจอ ไม่พูด นั้นคือคำตอบ”
“เค้าไม่จบไง”
“แต่กูจบไงไอ้สัส!”
ถ้ามันย้ำในจุดนี้ผมก็ได้แต่พูดแล้วถอนหายใจก่อนกระดกกาแฟจนหมดแก้วเป็นลำดับต่อมาให้คู่สนทนาไว้ใจแต่รู้ไหมว่าไอ้เกมส์มันไม่เชื่อในสิ่งที่ผมสื่อออกไป มันมองข้ามตลอดเวลาและเหมือนมันแทบจะมองไม่เห็นเลย
จบก็คือจบ จากก็คือจาก ไม่มีอะไรติดค้างคือไม่มีอะไรติดค้าง ทุกอย่างมันเดินไปแล้วไม่ควรถอยกลับมาที่เดิมอีกแล้ว ทางข้างหน้าคืออนาคตแล้วทำไมผมต้องทิ้งอนาคตตัวเองด้วย
“มันง่ายไปต่างหาก คนแบบซินไม่มีทางปล่อยมึงง่ายๆ”
“ไม่เจอกันแล้วว่ะ ปล่อยแบบนี้ดีแล้ว”
“จะคอยดูวันที่มึงร้องเหมือนหมามาให้กูเห็น”
“กูไม่เหมือนมึงหรอกโว้ย” จมปรักรักใครก็รักคนนั้นตลอดไม่เปลี่ยนถึงผมเดินทางไปรอบโลกตลอดชีวิตไม่กลับมามันก็ไม่คิดเปลี่ยนอยู่ดีไอ้คนนี้รักใครก็จมปรักเหี้ยๆ ตรงนั้นแหละต่างจากผมราวกับฟ้าและเหวลึก ความรัก ความซื่อสัตย์ ความเชื่อใจ ห่วยสิ้นดี “ให้วันนั้นมาถึงก่อนจะให้มึงเอาตีนใหญ่ๆ เหยียบซ้ำเลยเลยไอ้เกมส์ มึงก็รู้ว่ากูเป็นยังไง”
“เพราะกูรู้ไงว่ามึงเป็นยังไง”
“...”
“คนอย่างมึงเดี๋ยวก็ลูปวนกลับมาตายรังเดิม”
จริงเหรอ...
จริงหรือเปล่าที่ไอ้เกมส์พูดไปนั้นก็ไม่รู้ได้เช่นกันว่าต่อไปจะเป็นยังไงกันแน่จะมีวันเกิดขึ้นหรือเปล่ารู้แค่ว่าไม่อยากตั้งความคาดหวัง ไม่อยากมานั่งคิดถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น
ไม่อยากให้รกสมองแล้วสุดท้ายต้องมานั่งกลุ้ม
ชีวิตไม่ได้มีแค่นั้นเปล่าวะ
ชีวิตมีอะไรให้ทำเยอะมากกว่านี้
พอแยกกับมันผมก็นั่งร้านกาแฟอีกพักหนึ่งเวลาของแสงจันทร์ก็มาเยือนถึงเวลาย้ายร่างไป ‘มาเมาดิบ’ ร้านเหล้าเด่นเรียกสายตาตั้งแต่สองร้อยเมตรด้วยโทนสีแดงแจ่มเรียกสายตาลูกค้าและนักท่องราตรีทั้งหลายทำให้รอบวนบริเวณไม่มีใครไม่รู้จัก มาเมาดิบตั้งอยู่โซนมหาลัยของรุ่นน้องที่ชื่อ ‘กานต์’
“ไงเฮีย ถึงเวลาออกจากแวนคูเวอร์มาล่าแล้วไง?”
“พวกมึงมันยังไงกับแวนคูเวอร์กันย้ำกันจังกับชื่อเมืองที่กูไปอยู่มา กูมาอุดหนุนร้านมึงไงเห็นว่าใกล้เจ้งแล้ว” เมื่อเข้ามาย่อยสะโพกลงหน้าเคาน์เตอร์ไอ้ปากหมากานต์มันเอ่ยทักอีกทั้งแถมหน้ากวนตีนให้ตั้งแต่หัววัน “ปิดวันไหนล่ะ”
“โหปล่อยๆ ไปบ้างเถอะ นี่ร้านของน้องของนุ่งไงวะ” ไอ้กานต์หันกลับไปสั่งเมนูประจำให้ผมแล้วมันก็หันใบหน้ากลับมามองผมใหม่ นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองขึ้นหยุดที่ศีรษะของผมแน่นิ่ง “สีผมโคตรเด่นว่ะ ชอบมากเด็กนอกคนนี้”
“หึ...”
“ว่าแต่พึ่งกลับมาจริงๆ ใช่มั้ย ในกลุ่มก็เงียบมาก”
อ๋อ... กลุ่มทางไลน์
“มาถึงเมื่อคืนแล้วออกเลย”
“เด็ดจริงคนนี้” แต่คราวนี้สายตาไอ้กานต์มันไม่ได้มองที่ผมเหมือนมันมองผ่านไปข้างหลังผมมากกว่า ไม่รู้ว่าไอ้คำว่า ‘เด็ดจริง’ ของมันหมายความว่าไง “พร้อมเด็ดด้วย”
“เป็นเหี้ยอะไรอีกวะ”
“ศัตรูเฮียมาแล้วต่างหาก จมูกดีเหี้ยๆ หมาหรือแมวกัน”
“ใคร?” เพราะผมไม่อยากหันไปมองจึงถาม
“ไอ้คนเจ้าชู้!”
ดี ดีมากทำจริตจนอยากกระโดดเตะผมนึกในใจจากนั้นก็หันเก้าอี้กลับหลังพร้อมเอนพิงเคาน์เตอร์ไม่นานนักไอ้กานต์ปากหมามันก็ย้ายตัวเองมานั่งคู่ข้างกันกับผมก่อนส่งแก้วไวน์ชั้นดีให้
“ตอนกูจริงใจไม่มีใครรู้พอกูเจ้าชู้เสือกรู้ดีนัก”
“ไม่ต้องกระซิบหรอกจัดการเลยแล้วกันนะเฮีย คนนี้ได้ข่าวว่านางฟ้าคณะบัญชีเลย”
“กูว่าไม่ใช่ ไม่ใช่แน่ๆ” ผมพูดแล้วตวัดสายตามองผู้หญิงชุดสีแดงตรงหน้าหล่อนส่งยิ้มมาให้ผมนิดหน่อยก่อนก้าวเท้าเข้ามาในระยะใกล้ชิดเรียกได้ว่าเกือบถึงตัวผมแหละแต่เธอก็หยุดไป “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“พี่กันต์ทำไมไม่ตอบไลน์แยมเลยคะ รู้มั้ยคิดถึงจะแย่”
แย่แน่ๆ ผมจำไม่ได้แม้แต่ชื่ออย่าหวังไปถึงไลน์เลยคงจัดการบล็อกไปแล้ว ถ้ารู้ว่าส่งแล้วหนักข้างตัวเองก็เลิกเถอะความสัมพันธ์ที่ผมหยิบยื่นให้มันแค่ชั่วคราวไม่ยั่งยืน ร่างกายแลกกับของที่เธออยากได้จากนั้นก็หวนกลับทางใครทางมันไม่มีซ้ำสองหรือสามสี่ห้า พอทุกอย่างจบลงผมก็ลบความจำลบทุกอย่างทิ้งแล้วเดินหน้าต่อ
“เหรอครับ”
“คืนนี้ไปต่อกับแยมนะคะ” ไม่ว่าเปล่าเมื่อหล่อนเคลื่อนตัวเข้ามาบดเบียดแทรกกลางระหว่างขาของผม น้ำเสียงออดอ้อนเต็มเปี่ยมแบบนี้ควรทำยังไงกันแล้วท้ายสุดเหมือนว่าลำแขนเล็กกำลังโอบกอดรอบลำคอผมอยู่รอมล่อทว่าไม่กี่วินาทีถัดมาก็ถูกกระชากออกไป “ว้าย... แกเป็นใคร!”
“เมียผู้ชายที่แกกำลังแรดอยู่ไง”
“กูว่าแล้ว... มีเรื่องอีกจนได้” คราวนี้ไอ้กานต์เอียงเข้ามากระซิบกับผมที่มองดูพวกเธอสองคนตรงหน้าสาดใส่อารมณ์พร้อมคำพูดแรงใส่กัน “ดาวนิติก็มาได้ทันเวลาพอดีจัง เอาไงดีไอ้เฮียกานต์”
“ดู”
“ไม่ใจดีแยกเหรอ”
“เสียเวลาแดกไวน์หน่า” คนอย่างผมนี่เหรอจะเป็นคนดีเข้าไปแยกผู้หญิงสองคนนั้นที่กำลังมีเรื่องตบตีกันบอกไว้เลยว่าคิดผิด ไม่ช่วย ไม่สน ไม่ใส่ใจ “ใส่ใจแค่นั่งดูก็พอ”
“ตกลงกันต์จะเลือกใครอีแยมหรือดาว”
เกือบครึ่งชั่วโมงที่ไม่ได้มีการห้ามปรามจากผมหรือว่าไอ้กานต์เธอทั้งสองก็หยุดตบตีกันเอง คงเหนื่อยแต่ก็ลบล้างสภาพน่าแขยงเหล่านั้นไม่ได้หรอก ผมยกยิ้มนิดๆ ระยะนั้นก็เลื่อนสายตาไปมองผู้หญิงที่ชื่อดาวหล่อนหอบไร้เหงื่อแทรกซึมออกรอบกรอบใบหน้า
“เลือกแล้วได้อะไร?”
“ถ้าเลือกแยมเราก็ไปต่อกันไงคะ” คนชื่อแยมพูด
“แต่ถ้าเลือกดาวเราจะ... แซบกันถึงเช้าเลยคะกันต์”
“อ้องั้นเหรอ?” ผมเลื่อนสายตาไปหยุดที่แยม “สภาพแบบนี้ยังคิดว่าฉัน... จะเลือกอยู่หรือไง”